Thank You นกพรายแสง®

THE BOOK OF PHOENIX

Month: February, 2011

รักจางจาง ที่คลองบางหลวง

วันมาฆบูชา ปี 2554 เป็นอีกปีที่มีวันหยุด 3 วันติดกัน คือ ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์
นับเป็นปีที่ฉันไม่ได้เดินทางไกล เนื่องจากมีภาระกิจงานศพคุณแม่ของเจ้านาย
ทำให้ต้องอยู่เป็นเพื่อนแม่กับเด็กเล็ก (ในบางขณะ)

เช้าวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 54
หลังจากผ่านพ้นภาระกิจสำคัญนั้นไปแล้ว
ในใจร้อนรน อยากออกจากห้อง
“ต้องไปที่ไหนสักแห่ง กับเพื่อนสักคน”

และสูตรการบวกที่ไม่ปกติจึงเกิดขึ้น คือ 1 + 1 = 4
เมื่อฉันเริ่มต้นคุยกับ มอเอ > มอเอชวนน้องโอ > ฉันชวนคุณพี่ตุ๊กตานางงาม
“ไปเดินเล่นตลาดน้ำ แล้วไปเวียนเทียนกันนะ” คำเชิญชวนเป็นอันสัมฤทธิ์ผล

จุดเริ่มต้น ที่ถนนราชดำเนิน
4 สาว โดยสารแท็กซี่จากปากซอยร้านพระนครบาร์
ข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า ผ่าน
โรงพยาบาลศิริราช พรานนก เรื่อยเรื่อยไปตามทางจนกลับรถ เลี้ยวเข้าสู่ซอย 3 ถนนจรัญสนิทวงศ์
ในซอยนั้น มีพี่วินให้เรานั่ง หรือจะเลือกนั่งชิลล์ไปบนสองแถวแดงก็ได้
แต่วันนี้เราเลือกนั่งแท็กซี่ไปจนสุดทาง

ลงจากรถแท็กซี่ที่หน้าร้านสะดวกซื้อสุดซอย
จากนั้น 4 นางเดินเท้ากันต่ออีกไม่กี่เมตร ก็เจอะสะพานข้ามคลองที่สูงชัน
สะพานเล็กเล็กนี้พาเราข้ามลำคลองสายเล็กเล็กเข้าสู่ชุมชนเล็กเล็กริมน้ำ ‘คลองบางหลวง’

เมื่อลงจากสะพานแล้วเลี้ยวซ้ายทันที ป้ายบอกทางระบุอย่างนั้น
ทำจนฉันงง
“เดินผ่านหน้าบ้านคนนะ เดินได้เหรอ”
เป็นอันว่า เราสามารถเดินบนพื้นไม้หน้าบ้านชาวบ้านไปได้ตลอด

อาจเพราะวันนี้เป็นวันหยุด และเป็นวันพระใหญ่
ประตูบ้านร้านรวง ที่คลองบางหลวง จึงปิดอยู่เสียเป็นส่วนใหญ่
บรรยากาศแบบนี้ ถือว่าดีและน่าจะบอกว่าโชคเข้าข้างเราบ้างละกระมัง
เพราะมีนักท่องเที่ยวไม่มากไม่มาย มีคนมาเดินเล่นแค่หลักสิบ
โลกริมคลอง ในวันนี้จึงเป็นของเราโดยสมบูรณ์

ด่านแรกที่แวะ คือ ‘ริมคลองแกลเลอรี่’
ด้านในมีภาพถ่ายเก่าเก่า สวยทีเดียว แถมเพลงที่เปิดก็ไพเราะและเก่าดี
คุณพี่ตุ๊กตานางงาม เดินออกไปแล้ว
เธอแวะโปรยทานอาหารให้กับปลาตัวอวบอ้วน ที่ท่าน้ำหน้าแกลเลอรี่อยู่นานด้วยอาหารปลาสองกระป๋อง
ส่วน 2 สาวเพื่อนซี้ เดินเลยไปหลายบ้าน ถ่ายรูปไปหลายช็อตกันแล้ว

ที่ ‘ศ.จิตรกร’ มีมุมนั่งเล่นริมน้ำ สีสันน่ารักสดใสและร่มรื่นสุดสุด
เพราะมีไม้กระถางแขวนเรียงรายเต็มซุ้ม
สาว-สาว-สาว แวะชักภาพกันยกใหญ่ แถมยังอยากให้ศิลปินมาวาดรูปให้ด้วย
แต่ดูเหมือนเขาจะหลับสนิทอยู่ด้านในร้านที่เปิดโล่ง
และไม่กลัวว่าจะมีสิ่งของใดใดหายไปจากที่ของมัน

‘ร้านกาแฟบางหลวง’ จัดมุมนั่งไว้ที่พื้น รับลมเย็นเย็นจากคลอง
ร้านนี้มี ชาเขียวนมและไม่นม เป็นตัวชูโรง-รสดีเสียจนอยากบอก ให้เปลี่ยนชื่อเป็น ร้านชาเขียวบางหลวง แทน

เดินผ่านไปยังบ้านอีกหลัง
ขายของที่ระลึกหลากหลาย แต่สิ่งที่เตะจมูกคือ เทียนหอมเต็มบ้าน และอื่นอื่นอีกหลายอย่าง
ที่ร้านนี้มีกลิ่นหอมดี และมีคุณป้าหน้าตาใจดี นั่งเฝ้าอยู่
พอหันไปมองหน้าป้า ป้าก็ยิ้มให้ตลอด

ก่อนจะเข้าสู่ ‘บ้านศิลปิน’
พวกเราเริ่มหิวจึง
เดินย้อนเส้นทางเดิมกลับไปที่สะพานข้ามคลอง
พี่ร้านกาแฟบางหลวง บอกว่าให้เลี้ยวซ้าย “มีก๋วยเตี๋ยวต้มยำอร่อยอยู่เจ้านึง”
แต่เมื่อไปถึงร้าน ก๋วยเตี๋ยวชามสุดท้ายเพิ่งผ่านหน้าพวกเราไปส่งที่บ้านริมคลอง
“หมดแล้วครับ” นั่นเป็นเวลาเพียงบ่ายโมงครึ่งเท่านั้นเอง

พวกเราเดินย้อนกลับไปที่ตีนสะพานข้ามคลอง
และข้ามสะพานกลับไปร้านก๋วยจั๊บร้านแรกที่เจอตอนมาถึง
“เป็นก๋วยจั๊บที่อร่อยดี” ในชามสีขาวของฉัน เหลือน้ำติดก้นชามนิดหน่อย

เมื่ออิ่มกันแล้วพวกเราเดินกลับไปที่ ‘บ้านศิลปิน’ อีกครั้ง เพื่อให้ทันเวลา บ่ายสองโมง
และรอชม หุ่นละครเล็ก คลองบางหลวง ที่เปิดให้ชมฟรี ทุกวันในเวลา 14.00 น. (เว้นวันพุธ)
คณะหุ่นละครนี้ มีชื่อว่า ‘คณะคำนาย’
มีหุ่นละคร 2 ตัว คือ นางสีดา กับ หนุมาน
และศิลปินผู้เชิดหุ่น ในวันนี้มีทั้งสิ้น 7 คน
ทำการแสดงเรื่อง รามเกียรติ์ ตอนนางลอย เป็นตอนที่นางเบญจกายแปลงตัวเป็นนางสีดา มาหลอกหนุมาน
จะว่าไปแล้ว การแสดงนี้ ฉันได้ดูที่แพร่งภูธร ในงาน ‘พื้นที่นี้ดีจัง’ เมื่อหลายเดือนก่อน
แต่สำหรับวันนี้ได้บรรยากาศขรึมขลังเลยทีเดียว เพราะชาวคณะทำการแสดงบนลานโล่งติดกับเจดีย์เก่าเก่า

บรรยากาศดีดี ลมเย็นเย็นโชยมาจากคลองสายเล็กเล็ก ในบ้านไม้เก่าเก่า เจดีย์เก่าเก่า และการแสดงที่หาชมยาก
ทำให้ฉันนำเงินจำนวนหนึ่งใส่ไปในกล่องใสเมื่อจบการแสดง
นั่นถือเป็นกำลังใจสำหรับศิลปิน
ในกล่องนั้น นอกจากธนบัตรใบสีเขียวสีแดงละลานตาแล้ว ฉันเห็นธนบัตรฉบับละพัน 1 ใบนอนนิ่งนิ่งรวมอยู่ด้วย
ซึ่งน้องเมเล่าว่า นั่นเป็นเงินของชาวต่างชาติ

ชาวคณะคำนาย เป็นศิลปินที่มาจากการรวมตัวของศิลปินจำนวนหนึ่งเมื่อโรงละครโจหลุยส์ปิดตัวลง
คนเหล่านี้ยังคงทำการแสดง เพราะความรักในอาชีพ รักในการแสดง รักศิลปะ ที่เป็นเสมือนลมหายใจของพวกเขา
สำหรับฉันแล้ว มองเห็นความรักจางจางที่อยู่รายรอบ ในขณะที่พวกเขาร่ายรำ ชัก เชิดหุ่นละครเหล่านั้น
แต่นั่นคงเป็นรักเข้มข้นที่สุดแล้ว สำหรับศิลปิน ที่จะดำรงวิชาชีพของตน
และสืบสานศิลปะวัฒนธรรมที่งดงามเช่น หุ่นละคร ให้มีอายุยืนยาวต่อไป


เหมือนจะหยุดเวลาไว้เพียงแค่นี้
ฉันคงไม่เล่าต่อแล้วว่า ในวันนี้ฉันทำอะไรต่อไปอีกบ้าง
ฉันยังอยากนั่งเล่นริมคลอง ให้ลมเย็นเย็นพัดผ่านเข้ามา พัดพาใ
ห้ความรักลอยจางจางอยู่ในบรรยากาศอย่างนั้น
มันเพลินใจดีเหลือเกิน

ปล.
1 ภาพถ่ายในเซ็ทนี้ มีหลายรูปที่ชอบ แต่คิดว่าภาพนี้ ตรงกับความรู้สึกที่สุดแล้ว
2 ขอบคุณสาว สาว สาว ที่ไปนั่งเล่นกันจ้ะ

…….

หมายเหตุ  ข้อมูลเพิ่มเติมของ บ้านศิลปิน http://www.klongbangluang.com/klong.html และขอเชิญไปชิลล์ที่สถานที่จริงได้เลย

ตรอกข้าวสาร (กรุงเทพฯ ฉันรักเธอ)

1

“บงชูร์ มาดมัวแซล” นิด เอ่ยทักหญิงสาวที่เดินลงบันไดมาถึงชั้นล่างของเกสท์เฮ้าส์

“บงชูร์ เมอซิเออร์” หญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนกล่าวทักตอบชายหนุ่ม

เธอยิ้มให้เขาด้วย และรอยยิ้มนั้น เขามองเห็น ‘ตาสีน้ำตาลอ่อน สวยดี‘

หากเขาคิดดังกว่านี้ เธอ คงได้ยิน ‘แต่คงฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องแน่เลย’ ชายหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่ม จนหญิงสาวมองหน้า

“เมอซิเออร์, เมย์ ไอ ออเดอร์ เบรคฟาสท์” สำเนียงพูดภาษาอังกฤษฟังดูแปลกหู ที่ฟังแปลกหู คือ เสียงตัวอาร์ หายไปในลำคออย่างนั้น คงพอจะบอกได้ว่า เธอใช้ภาษาอื่นเป็นหลัก

ที่โต๊ะตัวเล็กนั้น หญิงสาวนั่งลง บนโต๊ะมีกล่องใส่กระดาษทิชชู่ ติดเลข 1 เอาไว้

นิดเดินเข้าไปใกล้ เขาก้มลงมองรายการอาหารที่หญิงสาวชี้นิ้วไปบนเมนูสีขาวสะอาดตา

“ข้าวไข่เจียว แธทส์ เดอะ เนม ออฟ ไรซ์ วิธ ออมเลท แม้ม อิท ทีส ข้าวไข่เจียว” นิดอธิบายให้เธอฟัง

“คาว ไค่ เชียว” หญิงสาวพยายามออกเสียงภาษาไทยตามนิดอยู่หลายครั้ง “ค้าว ไค่ เชี้ยว”

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ข้าว-ไข่-เจียว” นิดบอกเธอออกไปด้วยภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่น และตอนเรียกชื่ออาหาร เขาพยายามออกเสียงภาษาไทยให้ช้าลงและเพื่อให้ฟังง่ายขึ้น

“คาว ไค เยียว” หญิงสาวพยายามออกเสียงภาษาไทยตาม “คาว ไค้ เยี่ยว”

นิดหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะอธิบายให้หญิงสาวชาวต่างชาติเข้าใจถึงคำที่เธอออกเสียงมาในตอนหลังนั้น กลายเป็นคำที่มีความหมายว่า ‘ปัสสาวะ’

“ขอโทษค่ะ” หญิงสาวคนนั้น พูดภาษาอังกฤษเบาๆ แต่สีหน้าดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

นิดมองหน้าหญิงสาว เขาเดาไม่ออกเลยว่า เธอเขินหรือเปล่าที่พยายามออกเสียงแต่ดันกลายเป็นคำอื่นไป

2

นิด นำอาหารที่หญิงชาวต่างชาติสั่ง มาวางตรงหน้าเธอ

“เมื่อคืนหลับสบายดีไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามเป็นภาษาอังกฤษออกไป ทั้งที่เขายังรู้สึกขบขันในการออกเสียงภาษาไทยของหญิงสาวชาวต่างชาติคนนี้

“สบายดี” หญิงสาวตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนจะลงท้ายเป็นภาษาฝรั่งเศส “แมร์ซี่ โบกู”

หลังจากอาหารเช้าผ่านไป หญิงสาวชาวต่างชาติคนเดิม ถามกับชายหนุ่มด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า “ถ้าจะไปสยามสแควร์ ไปยังไง”

“ผมกำลังจะไปพอดี ไปด้วยกันก็ได้ ผมไปรถประจำทาง” นิดเองก็ตอบเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงไทยๆ เช่นกัน

หญิงสาวตอบตกลง พร้อมส่งรอยยิ้มกว้างกลับมาให้เขา

การสนทนาเริ่มขึ้น และยาวนานไปตลอดเส้นทางสู่สยามสแควร์

ผู้คนบนรถเมล์มองชายหนุ่มไทยและหญิงสาวต่างชาติคนนี้ สายตาหลายคู่ที่บอกว่าชื่นชมเด็กหนุ่ม สายตาบางคู่บอกได้ว่า แปลก

การสนทนาจบลง เมื่อทั้งสองมาหยุดที่ป้ายรถเมล์ ตรงข้ามมาบุญครอง

ขณะนั้น เป็นเวลาเก้าโมงแล้ว คนทั้งสองเดินแยกย้ายกันไปคนละทาง

นิดไปทางจุฬาฯ

ส่วนเธอ หญิงสาวชาวต่างชาติเดินไปทางสยามสแควร์

เย็นวันนั้น นิดและสาวชาวต่างชาติกลับมาพบกันที่เกสท์เฮ้าส์

ในขณะที่ นิด กำลังอยู่ในอารมณ์เบื่ออย่างที่สุด เพราะเพิ่งโดนสาวนิสิตจุฬาฯ คนที่ตามจีบอยู่นานปฏิเสธคำชวนไปดูละครเวที และวันนี้เขาเองก็ทำหนังสือเล่มโปรดหายระหว่างทาง มันคือ ‘ปารีส พำนัก คน / รัก หนังสือ ’

หญิงสาวชาวต่างชาติเดินเข้ามาถามนิดว่า “จะซื้อหนังสือได้ที่ไหนบ้าง”

นิดอาสาพาเธอไปร้านหนังสือเก่าที่อยู่ไม่ไกลนัก

ที่ร้านหนังสือเก่าแห่งนั้น

“ว่าไงนิด พาสาวมาเที่ยวเหรอ เพิ่งเคยเห็นนะเนี่ย” พี่ที่ร้านหนังสือเอ่ยปากแซว

ส่วนหญิงสาวชาวต่างชาติเดินเข้าไปเลือกหนังสือ ไม่นานนักเธอก็ได้หนังสือเก่าเล่มนี้มา ‘Time Was Soft There : A Paris Sojorn at Shakespeare & Co.’

3

ออกจากร้านหนังสือ นิดถามกับหญิงสาวด้วยภาษาอังกฤษเหมือนเคย

“คุณรู้ไหม วันนี้ผมเพิ่งทำหนังสือเล่มนี้ ฉบับแปลภาษาไทย หาย” นิดมองหน้าสาวแหม่ม

“งั้น เอาเล่มนี้ไหม” หญิงสาวมีน้ำใจจะยกให้

“ไม่หรอก ผมขี้เกียจแปล” นิดขำ พร้อมๆ กับที่หญิงสาวก็ขำเหมือนกัน

“คุณไปเดินเล่นในละแวกถนนข้าวสารนี้หมดหรือยัง” นิดชวนคุย

“อยากไปบางลำภู” หญิงสาวไม่ตอบ แต่กลับชวนให้ไปที่อื่น

นิดพาหญิงสาวเดินไปเรื่อยๆ ชี้ชวนดูร้านตัดรองเท้าหนัง และร้านรวงที่ปิดไปแล้ว

หนุ่มสาวต่างเชื้อชาติ เดินไปหยุดที่หน้าร้านไอศกรีมสเวนเซ่น ซึ่งตั้งอยู่ใกล้วงเวียน ตรงวัดบวรฯ

มีรถเข็นขายไอศกรีมผ่านมา

“พี่ๆ ซื้อไอติมหน่อย” นิดเรียกรถไอศกรีมให้หยุดก่อน

“สนใจไหม เป็นไอศกรีมกะทิ รสชาติไทยๆ เลย” นิดถาม

“สนสิ ต้องกินยังไง” หญิงสาวตอบ

นิดสั่งไอศกรีม ใส่ขนมปัง แล้วชี้ไปที่โหล ซึ่งมีทั้งข้าวเหนียว ลูกชิด วุ้นมะพร้าว ถั่วลิสงคั่ว ถั่วเขียวซีก ข้าวโพด และมันเชื่อม

“อยากชิมอันไหน” นิดมองหน้าสาวแหม่ม

เธอชี้ไปหลายอย่าง

นิดแย้ง “ไม่ได้หรอก เลือกสองอย่างพอ เดี๋ยวขนมปังไม่พอใส่”

เธอยิ้มให้เขาแล้วชี้ลงไปที่โหลข้าวเหนียวและข้าวโพด

คนขายตักข้าวเหนียว ข้าวโพด และไอศกรีมใส่ในขนมปัง โรยหน้าด้วย ถั่วลิสงคั่ว ถั่วเขียวซีก อย่างละนิดหน่อย

“วาวววววววววว” เธอรับมา แล้วกัดคำใหญ่

เธอมองหน้านิด “อร่อยมาก” เสียงพูดภาษาอังกฤษนั้นแทบฟังไม่ออก เพราะไอศกรีมเต็มปากสาวแหม่ม จนชายหนุ่มอีกคนที่เดินเข้ามาสั่งไอศกรีม อมยิ้มและกลั้นหัวเราะเอาไว้ด้วย

ขณะหญิงสาวกินไอศกรีม และรอไอศกรีมของนิด เธอพูดกับเขาว่า

“ฉาน ยา บากก์ เธอ ค้ะ” หญิงสาวชาวต่างชาติ พยายามพูดภาษาไทยกับนิด

สุดท้ายเธอก็ต้องเปลี่ยนไปบอกเขาด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงประหลาดๆ เหมือนเดิม

“เมื่อเช้านี้ ฉันอายมาก ที่พูดผิดเป็นความหมายอื่น มันตลกมากเลยที่กลายเป็นเรื่อง ปัสสาวะ ไปได้” เธอยิ้มให้เขา และรอยยิ้มนั้น ส่งผ่านนัยตาคู่สวยออกมาว่า เธอคิดอย่างนั้นจริงๆ คือ เธออายมาก

หนุ่มสาวสองเชื้อชาติพูดคุยกันไปเรื่อยๆ ดูเหมือนเป็นความสัมพันธ์ที่ดีทีเดียว เมื่อหญิงสาวเอ่ยปากถามว่า “ขออีเมล์ของคุณได้ไหม” หญิงสาวยิ้มเขินๆ  “คือ ฉันถ่ายรูปเกสต์เฮ้าส์เอาไว้ จะได้ส่งมาให้”

“โอเค แต่ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลยนะ ผมชื่อ นิด” เขายื่นมือออกไปให้เธอจับ

“ฉันชื่อ มาริยง” หญิงสาวส่งยิ้มหวาน และบอกกับนิดว่า “ช้าน ช็อป ไอซ์ครีม ค่ะที่ ม้ากมั่ก”

หมายเหตุ
“แรงบันดาลใจหากันได้ที่ไหนเหรอ” ใครหลายคนคงมีคำถามนี้อยู่ในหัว
แต่แล้ววันหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนั้นโฆษณาว่า มีผู้กำกับชื่อดังจำนวนมาก เรื่องละ 15 นาที
นั่นละ ภาพยนตร์เรื่องนั้น Paris Je t’aime.
เมื่อดูจบแล้ว จึงเป็นแรงบันดาลใจ
กลายมาเป็น “กรุงเทพฯ ฉันรักเธอ”  >>> เขียนไว้นานกว่าสองปีแล้ว แต่มันจบไม่ลง  เพิ่งจบได้นี่ล่ะ


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.