คนคือการเดินทาง : เรือจ้าง

December 20

“คนคือการเดินทาง” ชื่อคอลัมน์นี้ทำให้รู้สึกว่าอยากค้นหาความหมายว่าคืออะไร ???
ฉันคิดถึงคนๆ หนึ่งขึ้นมา เพราะหน้าที่ของเขามีความสำคัญกับคนอีกหลายๆ คนยิ่งนัก “คน” ที่ว่านั้นคือ “เรือจ้าง” หรือ “ครู”

ชีวิตในแต่ละวันของครูก็คงไม่ต่างจากคนอื่นๆ มากมายนัก ตื่นเช้า ทำภารกิจส่วนตัว หากมีลูกเต้าครอบครัวก็ต้องดูแลกันให้เรียบร้อย

จากนั้นเดินทางไปยังสถานที่ซึ่งเรียกกันว่า โรงเรียน นำเอาจิตวิญญาณความเป็นครูติดตัวไปด้วย ยามสั่งสอนเด็กๆ ก็ถ่ายทอดเอาความรู้ที่มีออกมาพร้อมกับจิตวิญญาณ เพราะต้องสอนสั่งความรู้และจริยธรรมไปพร้อมกัน

ฉันจำได้ว่า ครูประจำชั้นตอนเรียนชั้นอนุบาล ครูพาพวกเราเหล่าเด็กน้อย เดินเรียงแถวออกจากห้องเรียนไปยังอ่างล้างหน้ายาวๆ

พอไปถึง ครูบอกให้แปรงฟัน ทุกคนก็กรูกันไปจับจองก๊อกน้ำให้เป็นของตัวเอง มันเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรีเลย เพราะจะมีคนที่ไม่ได้ก๊อกน้ำ

ครูบอกว่าให้ทุกคนหยุดก่อน แล้วกลับมาตั้งแถวตามลำดับที่เดินออกมาจากห้องเรียน

เมื่อแถวเรียบร้อย ครูก็ให้เด็กคนที่หนึ่งไปยืนก๊อกน้ำแรก คนที่สอง สาม ก็ไปยืนประจำก๊อกน้ำตามลำดับ

ฉันเป็นคนแปรงฟันในชุดสุดท้าย จากทั้งหมด 3 ชุด จึงมีเวลาได้เห็นเพื่อนๆ แปรงฟัน

ตอนนั้น ฉันไม่ได้คิดอะไรหรอก

ครูบอกในตอนหลังว่า “ต้องรู้จักเข้าแถวนะ” เมื่อเติบโตขึ้น ฉันรู้ว่าครูสอนให้เราอดทน สอนให้เรารู้จักการรอคอย รู้จักลำดับก่อนหน้าหลัง รู้จักสิทธิของคนมาก่อนมาหลัง

เมื่อแปรงฟันกันเรียบร้อยแล้ว ครูก็พากลับห้องเรียน สอนการปูที่นอน แบ่งปันพื้นที่กันนอน แล้วครูก็จะไปนั่งเฝ้า เด็กๆ ให้นอนหลับ

ฉันรู้ว่าครูทำอะไรเวลาที่พวกเราหลับ ครูจะเอาการบ้านหรืองาน เช่นพวกคัดไทย วาดเขียน ขึ้นมาตรวจและให้คะแนน ที่ฉันรู้เพราะบางทีก็นอนไม่หลับ

ฉันจึงแอบดูว่าครูอะไรอยู่ ฉันคิดว่าครูก็รู้นะ ว่าฉันนอนไม่หลับ เพราะว่ามันก็เป็นข้อตกลงกันที่ว่า “หากใครไม่หลับ ก็ให้นอนอยู่เฉยๆ ห้ามพูดห้ามคุยกัน ส่งเสียงรบกวนเพื่อนในห้องที่หลับอยู่”

แล้วความสงบก็หายไป ยามที่ตื่นกันครบทุกคนแล้ว ครูต้องกลับมาจับปูใส่กระด้งอีกเช่นเคย ยิ่งพอทุกคนเห็นดาวในกระดาษวาดเขียนของตัวเองก็ส่งเสียงเซ็งแซ่เป็นนกกระจอกแตกรังกันอีก

บ่ายแก่ๆ ครูพาพวกเราออกไปปล่อยในสนามเด็กเล่น ซึ่งก็มีเพื่อนห้องอื่นเล่นด้วย เพื่อรอเวลากลับบ้าน
ได้เวลาโรงเรียนเลิกแล้ว บางคนพ่อมารับ บางคนแม่มารับ หรือไม่ก็ญาติ ลุง ป้า น้า อา หรือพี่

ส่วนฉันมักอยู่เป็นคนท้ายๆ เสมอ (เพราะยังไม่มีใครว่างมารับ) จึงได้พูดได้คุยกับครูอยู่บ่อยๆ

ในช่วงเวลาอย่างนี้ ครูสอนอะไรฉันหลายอย่าง ซึ่งวัยเด็กขนาดนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่เท่าที่จำได้ ครูบอกให้ฉันเป็นเด็กดีและเชื่อฟังพ่อแม่
ฉันกลับบ้านแล้ว แต่ครูยังไม่กลับ ครูบอกว่าจะต้องทำงานอีกนิดหน่อยจึงจะกลับบ้านได้

ฉันว่าการเดินทางของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นครู มักต้องรอคอยอยู่เสมอ เหมือนเรือจ้างที่ต้องมารอคอยคนที่ต้องการข้ามฝั่ง

พอส่งเขาขึ้นฝั่งแล้วก็ยังต้องรอคอยคนต่อไปที่จะมาลงเรือ เพื่อพาเขาขึ้นฝั่งอีก เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไป คนๆ นี้ต้องใช้หยาดเหงื่อแรงกายพายเรือไปส่ง

หากจะทันสมัยหน่อย ก็ติดเครื่องยนต์ แต่ฉันว่าการนั่งเรือยนต์ ความเร็วและความสะดวกในการเดินทางมีมากขึ้น

แต่เวลาที่จะได้อยู่กับคนในเรือน้อยลง มีการพูดคุยแสนสั้น แล้วทีนี้เราจะได้อะไรจากคนที่พาเราข้ามฝั่งล่ะ?

ส่วนตัวฉันยังชอบพอกับเรือพายมากกว่าอยู่นะ เพราะบางทีสาระดีๆ ของชีวิตก็อยู่กับเรือจ้างแล่นช้า เรือที่เคลื่อนที่ไปด้วยจังหวะพายนี่เอง

สิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางของ ครู เห็นจะเป็น เมื่อได้เห็นลูกศิษย์ไปถึงฝั่งด้วยความปลอดภัย เจริญดีแล้ว ครูก็พลอยดีใจไปด้วย

แม้ว่าเวลาของเรือจ้างสิ้นสุดลงตามอายุขัยของการงาน

หากว่าการเดินทางของคนยังไม่สิ้นสุด ตราบเท่าที่คนๆ นั้นยังมีลมหายใจอยู่

แม้ว่า “หน้าที่” จบลงแล้ว ทว่ายังมีการเดินทางบทต่อๆ ไปให้ได้สัมผัสเพราะคนคือการเดินทาง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: