อ่าน “อะไร” เห็น “อะไร”

November 17

เมื่อก่อนนี้หนังสือที่ฉันสนใจและใส่ใจอ่านก็จะมีเพียง “วรรณกรรมแปล” เน้นที่เป็นวรรณกรรมสำหรับเยาวชนเสียด้วยสิ

ฉันไม่ได้อ่านหนังสือหลากแนวเหมือนใครอีกหลายคน นั่นก็เพราะฉันมักมองโลกในมุมแคบๆ ในมุมของฉันเพียงคนเดียว “ไม่เห็นอยากอ่านหนังสืออะไรที่มันยากๆ เครียดๆ แค่ทำงานนี่ก็จะแย่อยู่แล้ว ยังจะไปอ่านหนังสือเครียดๆ อีกทำไม” นั่นล่ะ ความคิด

แต่เมื่อกี๊นี้เอง (ฉันรู้สึกเหมือนมันเพิ่งผ่านมาเองนะ ทั้งที่มันก็หลายเดือนแล้ว) หนังสือที่ฉันมองเพิ่มขึ้นและหามาอ่านจึงเป็น สารคดีท่องเที่ยว

เพราะ “คาราโครัม ไฮเวย์” นี่เอง ทำให้ทัศนะการมองโลกของฉันเปลี่ยนแปลงไป

สองสามเดือนมานี้ ฉันได้รู้จัก “คน” เพิ่มขึ้นอีกหลายคน โดยผ่านทางตัวหนังสือของเขาเหล่านั้น มีทั้งโต้ตอบด้วย chat อี-เมล บันทึกขนาดสั้น – ยาว หรือแม้กระทั่ง “หนังสือ”

ฉันคิดเอาไว้ บางทีเราอ่านหนังสือรวดเดียวจบ บางครั้งก็อ่านบ้างพักบ้าง

แล้วฉันก็ค้นพบว่า หากเราค่อยๆ อ่าน ทุกๆ วัน ทีละเล็กทีละน้อย

คงเหมือนเรากำลังอ่านคนเขียนอยู่ด้วย ดูว่าเขาหรือเธอเป็นคนอย่างไร

แต่แล้วความคิดนี้ก็ทลายลงในฉับพลัน ด้วยคำ “สร้างภาพ” ฉันไม่แน่ใจนักว่าที่บอกอย่างนี้ เขาหมายความว่าอย่างไร หรือเขาอยากให้ฉันเข้าใจว่าอย่างไร

อาจเพราะ “เรา” ยังไม่รู้จัก “ตัวตน” ของกันและกันเลยน่ะเอง

ในความนึกคิดของฉัน คำหรือเรื่องราว ต่างๆ เราสามารถเขียนมันหรือประดิษฐ์ขึ้นมาได้

แต่ “วิธีคิด” นี่สิ มันเป็น “ปัจเจก” (ขอใช้คำยาก-ประหลาดๆ ที่ตัวเองก็ไม่เคยเข้าใจคำนี้อย่างแท้จริงสักที)

เพราะในตัวตนของแต่ละคนย่อมมีสิ่งนี้ผนึกแน่นอยู่ในกมลสันดานของคนนั้นๆ นะสิ

สุดท้าย วิธีคิด ก็ลงเอยด้วย “ปรุงแต่ง” กันได้อีก คนๆ นั้นบอก มาย้อนนึกดู ฉันอาจเข้าใจผิดและเลือกใช้คำผิดมาตลอด พอสื่อสารออกไป เขาจึงได้ตอบมาอย่างนั้น

หรือหากว่าเขาเข้าใจถูกต้องแล้ว

ฉันก็ต้องยอมรับมันโดยดี ว่ามันก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง เพราะว่า เจ้าวิธีคิดเนี่ยก็มาจาก ความคิดที่ถูกหล่อหลอมด้วยเตาไฟแห่งชีวิต

วิธีคิด มันมาจากน้ำตา อารมณ์ความรู้สึกประดามี ความสุข ความทุกข์ และหรือประสบการณ์ต่างๆ ที่พานพบในชีวิต

แล้วสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ ฉันได้รู้จัก “คน” เพิ่มขึ้นอีกหลายคน ผ่านทางตัวหนังสือของเขาหรือเธอคนนั้น

นั่นทำให้ฉันมีวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงไป (อีกแล้ว) มุมมองโลกของฉันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แม้มันจะเป็นการพูดคุยผ่านโลกไซเบอร์ก็ตาม หน้าต่างเอ็มเอสเอ็นมีความหมายมากขึ้น การรอคอยจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้รู้สึกปวดใจจี๊ดๆ – มากกว่ารอจดหมายซึ่งส่งโดยบุรุษไปรษณีย์เสียอีก เพราะการเดินทางผ่านสายโทรศัพท์มันย่อมเร็วกว่าจดหมายธรรมดาเป็นไหนๆ – แต่ท้ายที่สุดแล้ว การที่เราไม่ได้รับนั้น อาจเป็นเพราะเขาหรือเธอ – ไม่อยากตอบ – ไม่คิดจะตอบ – ยังไม่ได้อ่าน – เฮ้อ!!! มันจึงบีบคั้นหัวใจสุดๆ ไปเลยน่ะสิ –

นี่อาจเป็นเพราะฉันรอคอยที่จะเติบโตทางความคิดโดยหยิบยืมเอาหัวสมองของ “คนอื่น” จากการอ่านตัวหนังสือของเขา มากเกินไปก็ได้

ทว่าฉันก็ยังอยากจะ “มองเห็นโลกใบนี้ในมุมอื่นๆ” อีกอยู่ดี

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: