แด่ กัน และ กัน

ถ้าบอกว่าเพลงนี้ แต่งให้เธอ เธอจะเชื่อไหม
มันอาจไม่เพราะ ไม่ซึ้งไม่สวยงามเหมือนเพลงทั่วไป


อยากให้รู้ ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้
แต่กับเธอคนดีรู้ไหม ฉันเขียนอย่างง่าย…ดาย


เธอคงเคยได้ยินเพลงรักมานับร้อยพัน
มันอาจจะโดนใจ แต่ก็มีความหมายเหมือนๆกัน


แต่ถ้าเธอฟังเพลงนี้ เพลงที่เขียนเพื่อเธอเท่านั้น
เพื่อเธอเข้าใจความหมายแล้วใจจะได้มีกันและกัน


มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย
และที่ผ่านมาฉันใช้เวลาเพื่อหาความหมาย


แต่ไม่นานก็เพิ่งรู้ เมื่อทุกครั้งที่มีเธอใกล้
ว่าถ้าชีวิตคือทำนอง เธอก็เป็นดังคำร้องที่เพราะและซึ้งจับใจ


ให้มันเป็นเพลง บนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
อยู่ด้วยกันตราบนานๆ ดั่งในใจความบอกในกวี


ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง
คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ ฉันมีปลายทาง


มีทางเดินให้เราเดินเคียง และมีเสียงของเธอกับฉัน
มีทางเดินให้เราเดินร่วมเคียง และมีเสียงของเธอกับฉัน

เริ่มบรรเลงเพลงนี้ ด้วยเสียงเปียโน…

เสียงเครื่องดนตรี…รับกับเสียงของนักร้อง…

สัมผัสแรก ดุจเพลงนี้ “ฉันแต่งให้เธอ” เพื่อเธอ…

แรงบันดาลใจ ส่งให้ประกายตาสุกใสวับวาว

เหมือนว่าความสุขที่ได้ส่งใจให้ใครบางคน…

กำลังโลมไล้หัวใจเย็นชาให้อุ่นขึ้น…

หัวใจที่ถูกส่งไปให้อีกคน…กำลังอิ่มเอม…

เมื่ออีกคนรับไว้…แล้วส่งหัวใจอีกดวงกลับมาตอบแทน

หลายคนคงรู้สึกเช่นนี้ เมื่อได้ฟัง ‘กันและกัน’

. . .

หากแต่เหล่านั้น ‘ฉันเคยรู้สึก’

นับจากวินาทีที่ตัวละครเผยตัวเองทีละนิด ฉันมองเห็นแผลตกสะเก็ดที่ซ่อนอยู่ในใจฉัน

ดั่งในใจความบอกในกวี

ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง

คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ

ฉันมีปลายทาง

นาทีนั้น

เธอร้องไห้

ฉันร้องไห้

ฉันไม่ได้สงสารเธอ

ฉันร้องไห้

เพราะฉันเข้าใจเธอ

เพราะรู้สึกเหมือนเธอ

. . .

เสียงเปียโน…เสียงเครื่องดนตรี…เพลงนี้ แต่งให้เธอ เพื่อเธอ…

แต่นั่นไม่ใช่ ฉัน ที่แต่งเพลงนี้ให้เธอ

แสงสะท้อนในดวงตา มาจากแสงไฟกระทบกับน้ำตา

เสียงเพลงกลับยิ่งทำให้หัวใจเย็นยะเยือก…และหยุดเต้นในที่สุด

นั่นละมัง หัวใจที่สูญสลายไปในอากาศ…

ตอนนี้ห้องหัวใจว่างเปล่า เพราะไม่ได้หัวใจอีกดวงกลับมาตอบแทน

ถ้าบอกว่าเพลงนี้ แต่งให้เธอ เธอจะเชื่อไหม
มันอาจไม่เพราะ ไม่ซึ้งไม่สวยงามเหมือนเพลงทั่วไป

อยากให้รู้ ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้
แต่กับเธอคนดีรู้ไหม ฉันเขียนอย่างง่าย…ดาย

‘แล้วเราควรจะหวังอยู่ไหม…’

ฉันควรจะหวังอีกไหม….

. . .

ไม่เป็นไร…เพราะว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง

แด่กันและกัน…

แต่ถ้าเธอฟังเพลงนี้

เพลงที่เขียนเพื่อเธอเท่านั้น

เพื่อเธอเข้าใจความหมาย

…แล้วใจจะได้มีกันและกัน…

19 comments
  1. jummdcu said:

    อืม… เข้าใจ

  2. อ่านเรื่องนี้ของพี่เอี้ยงแล้ว รู้สึกอุ่นใจขึ้นมายังไงชอบกล
    สุดยอดคะ

  3. ฟังแล้วเหงาจังเลย

    ..
    .
    ถึงจะหวังลมๆแล้งๆ
    ก็ดีกว่าอยู่โดยไม่มีความหวังละนะ🙂

  4. หากชีวิตเปรียบดังทะเล
    ฉันคงคล้ายเป็นเรือ ล่องไป
    ให้ลมพาพัดไป ไร้ทิศทาง

    ในใจมีแต่จุดหมายคือฝั่ง
    มันจะไกลสักเพียงไหน ต้องไป
    แม้ว่าในหัวใจ ไม่มีใครเลย…

    ..
    …ในบางวันที่ว่างเปล่า เพลงๆนี้จะเเว่วมาให้ได้ยินเสมอ.
    แด่กันและกัน มีกันตลอดไป ^^

  5. กับหนังเรื่องนี้ รักแห่งสยาม
    จะเป็นหนังที่จะจดจำไปอีกนาน เพราะดูเรื่องนี้แล้วอินมาก
    (และทำให้แอบนึกถึง eternal summer และคิดถึง คัง เจิ้น ฉิง คะ)

    กับบทของพ่อ แม่ นั้น นักแสดงขั้นเทพอยู่แล้ว
    ส่วนน้องๆ นั้นก็แสดงดี

    นั่งดูไป ก็คิดว่า
    ทำไมเด็กสมัยนี้น่ารักอย่างนี้ โดยเฉพาะน้องพิช
    เล่นดนตรีก็เก่ง คิ้วก็เข้ม ตาก็หวาน เสียงก็เพราะ
    ดูแล้วละลาย ได้ใจไปเต็มๆ
    555

    ชักจะมากไปแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าบ้าซะก่อน

    อิอิ

  6. สิ said:

    มีสิคนเดียวรึเนี่ย ที่ยังไม่ได้ดู

  7. yayaa said:

    …ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง…

    เพลงนี้น่าจะเพราะนะเสียดายที่ยังไม่มีโอกาสได้ฟัง
    แค่อ่านเนี้อก็รุ้สึกดีแล้วค่ะ…อิอิ

  8. yayaa said:

    เอ…รู้สึกเคยฟังแล้วล่ะค่ะ
    ได้อภินันทนาการจากน้องต้อมนั่นเอง
    ขอบคุณอีกครั้งนะคะ

  9. อยากดู..ยังไม่ได้ดูเลย
    😛

  10. มะนาวต่างดุ๊ด said:

    จะมีเหตุอันใดที่จะทำให้

    เราจับเจ้าความรู้สึกที่มีต่อใครบางคน

    ที่ีมันมีมากมายซะจน กลั่นออกมาเป็นบทกวีได้

    หากการกระทำที่ว่ามานั้น ไม่มีรักเป็นสาเหตุ

    ps.รู้สึกว่ายิ่งได้อ่านได้ฟังเพลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

    ก็ยิ่งชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่มีเพลงนี้หนังเรื่องนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้อะเนอะ

  11. แขก said:

    อยากดูที่สยาม……………
    อยากให้มีภาค 2, 3, 4, 5…..

  12. เมื่อคืนนี้ต้อมไปดูมาเป็นรอบที่ 2 คะ
    ไม่มีน้ำตาเลยสักหยด ซึ่งต่างจากรอบแรกมาก
    เปล่า..ไม่ใช่ว่าไม่ดี

    แต่เมื่อคืนนี้ ไปนั่งตั้งใจฟังบทพูด
    และดูการแสดง (รวมถึงหน้าตา อิอิ) ของนักแสดงละแต่คนอย่างพินิจ

    รอบ 2 นี้ หนังก็ 3 ชั่วโมงเท่ากับรอบแรก
    แต่รู้สึกว่าทำไมหนังมันเร็วขึ้น
    แป๊ปๆ ไปกลางเรื่อง แป๊ปๆ จบแล้ว
    ไม่เหมือนรอบแรกเลยคะ
    ที่ค่อยละเลียดที่ละฉาก ทีละฉาก
    ปล่อยให้อารมณ์ไหลไปกับมัน

    สิ่งที่สังเกตในโรงหนังเมื่อคืนนี้
    พอถึงฉากนั้น
    ต้อมต้องขำทุกที
    ไม่ได้ขำนักแสดง แต่ขำคนที่มานั่งดูในโรงเดียวกัน
    คนที่เคยมาดูแล้ว ก็จะนิ่งๆ ยิ้มๆ
    ส่วนคนที่จะมีเสียงกรี๊ดเบา อื้อ อ้า จนถึงขั้นดิ้นอยู่บนที่นั่ง
    ก็ตลกดีคะ

  13. สิเอ๋ย พี่ก็ยังไม่ได้ดู และดูท่าจะได้ดูเป็นคนสุดท้าย

    แต่กว่าจะได้ดูก็รู้เรื่องตั้งแต่ต้นจนจบทู้กที

    บ้านไม่มีโรงหนังง่ะ TT

  14. therainyseason said:

    ทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ

    ฉันมีปลายทาง

    รู้สึกค่ะ

  15. ยังคอย

    มิ่งมิตรแห่งฉัน

    เนิ่นนานเพียงใดแล้วที่สายลมอักษรจากเธอผ่านมาฝากเสียงกระซิบละมุนแผ่วประโลมโลกแล้งในใจฉันให้ฉ่ำชื่นราวเรียวหญ้าแห้งได้ซึมซับน้ำค้างยามอรุณ

    ยังจำได้..ยามนั้นฉันอ่านด้วยหัวใจที่เต็มตื่น ติดตามการเดินทางของเจ้าเด็กน้อยขายไม้ขีดไฟไปแสนไกล ไกลจากโลกที่ร่างกายฉันกำลังถูกกัดกร่อนด้วยโรคภัยไข้เจ็บไม่ต่างจากเศษกระดาษไหม้เกรียมที่มีคุไฟลามเลียอยู่ริมขอบ แต่นั่นหาได้สลักสำคัญ มิ่งมิตรแห่งฉัน..หัวใจฉันยังคงแช่มชื่นเต็มด้วยพละกำลังที่จะติดตามการเดินทางของเด็กน้อยคนนั้น

    ฉันเข้าใจดี

    การใช้เวลาบุกบั่นเข้าไปในป่าจินตนาการกอบเก็บเหล่าตัวอักษรกลับออกมาเรียงร้อยบอกเล่าเรื่องราวที่ได้พานพบนั้นหาใช่เรื่องง่ายดายเลย

    โลกของความเป็นจริงเร่งเร้าเกินไป เรียกร้องจนเกินไป จนบางครั้งถึงกับพันธนาการเราไว้ด้วยเส้นเชือกแห่งภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ จนไม่อาจปลีกตัวเดินทางไปยังดินแดนแห่งความฝันได้อีกแม้สักชั่งครู่ยาม

    ผู้คนจึงได้แต่เฝ้าถวิลหาดินแดนแห่งโลกฝัน นำเอาภาพฝันมาปลอบประโลมใจด้วยความหวังว่าสักวันจะเดินทางไปยังดินแดนแห่งนั้นเหมือนดังที่เหล่านักผจญภัยยุคก่อนได้กระทำกันมา

    แต่ยิ่งนับวันเส้นเชือกพันธนาการยิ่งรัดแน่นจนไม่อาจแม้จะขยับกายอีกต่อไป

    โลกจินตนาการจึงร้างแล้ง เพราะเหล่านักเดินทางล้วนวางมือที่จะใช้เรียงร้อยอักษรไปโอบกอดมายาภาพซึ่งสวมหน้ากากสวยงามเอ่ยมธุรสวาจาในนามแห่งความเป็นจริง

    กัลยาณมิตราแห่งฉัน

    ขออย่าได้ถือสาว่าฉันนั้นเรียกร้องจนเกินไปเลย
    ผู้ที่สามารถเดินทางไปยังดินแดนแห่งฝันนั้นมีอยู่น้อยกว่าน้อย แลผู้ที่สามารถกลับออกมา นำเรื่องราวแห่งโลกฝันมาปลอบประโลมผู้คนในโลกจริงยิ่งมีกว่าน้อย

    เธอมีสิ่งนั้นอยู่ ขออย่าได้หยิบยื่นโอกาสให้สนิมแห่งกาลเวลากัดกร่อนหัวใจที่เคยโลดแล่นไปยังป่าแห่งความฝัน และปล่อยให้คนที่รอคอยฟังข่าวต้องรอคอยอีกนานเนิ่นเลย

    ภายหลังจากสิ้นสุดการเดินทางของเจ้าเด็กชายขายไม้ขีดไฟ มิตรผู้ต่ำต้อยของเธอยังคงเฝ้าคอยการเดินทางครั้งต่อไปและต่อ ๆ ไปอยู่ด้วยหัวใจเปี่ยมหวัง..ว่าเธอคงไม่ทิ้งให้ใจดวงนั้นต้องแห้งเฉาไปโดยสิ้นไร้แล้วซึ่งเสียงกระซิบจากสายลมอักษรแห่งเธอ

    ดิน

  16. อ้าว! ไหงออกมาเป็นพรืดอย่างเนี้ยล่ะ!?😦

  17. pattararanee said:

    สวัสดีค่ะ ท่านดิน

    ไม่น่าเชื่อเลยว่า…

    กระแสจิตท่านจะแรงถึงเพียงนี้

    เมื่อเช้าอากาศหนาวๆ

    ข้าพเจ้า นึกถึง เด็กชายขายไม้ขีดไฟ

    และกำลังจะเล่าเรื่องของเขาต่อ

    หากการงานไม่เข้ามารัดในบัดดลนี้

    ข้าพเจ้า จะพามาโชว์ตัวเจ้าค่ะ

    สัญญา

    ^^

  18. "อิ๊ว" said:

    นั่งอ่านอย่างเดียว…
    อยากออกความเห็นกับเค้าบ้าง
    แต่ยังไม่ได้ดู *-*

  19. คมคายและได้ใจความดีจังครับ
    แม้ตัวละครหลากหลายในเรื่องจะส่อแววสับสนทางเพศ
    บ้างก็สับสนกับชีวิต
    แต่รักที่มีอยู่เต็มหัวใจ…ไม่เคยสับสน
    และพยุงให้ทุกชีวิตที่กำลังสับสน…
    ก้าวต่อไปได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: