เขียนเรื่องที่เรียนเขียน

วันนี้ ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี…

เพราะนับจากวันที่ 2 กุมภาฯ ได้ไปนั่งฟังคุณครูโตมร สั่งสอนมา ก็มีแต่เจ้าคำว่า “พีช” ลอยอยู่ในหัว

“อยากเขียน แต่นึกหัวข้อไม่ออก”

ส่วนเรื่องที่เขียนๆ ไป (อัพไว้) หลังจากวันนั้นก็เป็นหัวข้อค้างเก่าเก็บ ที่บันทึกร่างเอาไว้นานแล้ว (ซึ่งโดยปกติ ก็มักเป็นอย่างนั้นบ่อยๆ)

วันนั้น คุณครูให้ทำงานส่งในคาบเรียน โดยตั้งหัวข้อให้ และมันน่าสนใจมากเลย

คุณครูให้เขียนถึง “ปัญหาในการเขียนของตัวเอง” โดยใช้วิธีเขียนของตัวเอง (ที่คิดว่าเจ๋งที่สุด เพื่อถ่ายทอดถึงปัีญหาที่เรามีอยู่ในเรื่องการเขียน)

วันนั้น ฉันเขียนเรื่อง “เมื่อป้าจะเขียนฝัน”

ฉันสมมติตัวละครขึ้นมา 2 ตัว โดยมีตัวหนึ่งเป็นตัวหลักกับอีกหนึ่งตัวรอง
ดำเนินเรื่องด้วย คำในความคิดของตัวละครหลัก และให้
ทั้งสองโต้ตอบกันเป็นบทสนทนา

นั่นน่ะ ฉันว่าฉันสอบผ่านนะ เพราะฉันอยากให้มัน ฮาแตก มีเสียงหัวเราะสัก 3-4 ครั้ง เมื่อคุณครูอ่านออกเสียงให้เพื่อนๆ ฟังหน้าชั้นเรียน

และแล้วเพื่อนร่วมชั้นเรียนและผู้สังเกตการณ์รวมสิบกว่าชีวิต ส่งเสียง เฮ สองครั้งเป็นอย่างน้อย (ฉันจำได้แค่นี้ล่ะ)

เท่านั้นฉันก็ว่า “เป็นไปอย่างที่ตั้งใจแล้วล่ะ”

มาตอนนี้ เวลาที่อยากจะเขียน ก็จะต้องย้อนกลับไปคิดว่า

“หากจะเขียน จะต้องมี ข้อสังเกต หรือ เรื่องราวที่น่าสนใจพอ ที่จะเขียน ให้มันน่าอ่านนะ”

“ฉันต้องตั้งคำถามที่ มันน่าจะโดนใจ คนอ่าน น่ะ”

โอย สารพัดที่จะคิด เพื่อรวบรวมแก่นหรือหาสาระให้กับเรื่องที่จะเขียนก่อน

เพราะหากจะเขียนออกไปแกนๆ มันก็ไร้แก่นสารเกินไป (จนใจมันรับไม่ได้)

ฉันจะต้องมองดู พีช ที่มีอยู่ในตัวฉัน ว่ามันอยู่ตรงไหน หรือไม่มีเลย

แล้ว เจ้าพีช นี่หน้าตาเป็นไงเหรอ

คุณโตมรบอกว่า พีช (พี-ชะ) หรือเรียกว่า seed ก็ได้

การที่เราอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นการรับพีชเข้าไปเก็บไว้ในตัวเรา

การที่เราอ่านอะไร มองเห็นสิ่งใด รับรู้สิ่งใด จากการสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้งหมด (ภาษาทางการศึกษาน่าจะเรียกว่า การเรียนรู้) อาจไม่ได้สัมผัสพร้อมกัน แต่มันหมายถึง สิ่งที่เรารับเข้ามาเก็บไว้ มันจึงเป็น ดั่งฐานข้อมูลที่เราจะเรียกออกมาเมื่อไหร่ก็ได้

แล้วฉันก็จะเลือกเอา สิ่งที่ดีที่สุด จากความคิด หรือ พีช นั้นๆ ออกมา แล้วลงมือเขียน หรือ เขียนไปเรียกไป เหมือนเสกคาถาก็ได้น่ะ

และเมื่อเขียนเสร็จแล้ว ก็จะทบทวนมันซ้ำๆ ประมาณ 2 รอบ เป็นอย่างน้อย เพราะ ก่อนหน้านั้น ในแต่ละย่อหน้า ฉันจะทบทวนมันก่อนแล้ว…

“เราได้บอกในสิ่งที่อยากบอกหรือยัง”

“นี่ฉันเขียนนอกประเด็นหรือเปล่า”

วิธีการทบทวนนั้นมองดูคล้าย ย้ำคิดย้ำทำย่ำอยู่กับที่ แต่ฉันมองว่า “ไม่ใช่หรอก” เพราะฉันจะพิจารณาถึงมัน

หากมันดีพอแล้ว และ ไม่โดดเด่นเกินหน้าเกินตาเพื่อนๆ (= เนื้อหา) ในย่อหน้าอื่นๆ ฉันก็จะเริ่มเขียนย่อหน้าใหม่ และ จบเรื่องนั้นไปในที่สุด

หลังจาำกไปนั่งฟังคุณครูโตมรมาแล้ว ทำให้ฉันรู้ว่า เรื่อง “ชีวิตเลือกได้” ที่เคยเขียนไว้ มันมีการเขียนที่เฟคเอามากๆ อยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งนั่นน่ะ มันโดดออกมาเกินหน้าเพื่อนในย่อหน้าอื่นๆ มากเกินไป

ชุมทาง

รถไฟเข้าเทียบชานชาลาที่ ชุมทางบางซื่อ ดาวเลือกลงสถานีนี้ เพราะใกล้ที่พักมากกว่า

ดาวมองดูพาหนะที่พาเธอมาที่นี่

รถไฟวิ่งหายเข้าเมืองไปแล้ว

มีรถไฟอีกขบวนวิ่งออกจากเมืองมา

ผู้คนอีกมากมายขึ้นไปหาที่นั่ง มองดูชุลมุน

รถไฟกำลังจะนำชีวิตทั้งหลาย ให้ออกห่างจากเมืองใหญ่ ในไม่กี่อึดใจนี้

‘พวกเขาจะไปไหนกันนะ กลับบ้านหรือเปล่า’ ความคิดนี้แล่นผ่านหัวใจของดาว

อาจเป็นเพราะเธอเพิ่งกลับมาจากบ้านก็ได้

ดวงตาเหม่อมองดูรถไฟขบวนนั้น แต่มันกลับถูกม่านน้ำตาห่อหุ้มไว้ทั้งขบวน

ห้องพัก

ประตูเปิดออก มีแสงสว่างทะแยงเข้าห้องไปตามฉากของบานประตู

แสงนั้นทอดลงบนเตียงนอน จนแลเห็นผ้าปูที่นอนลายกระต่ายที่คุ้นเคย

ประตูปิดลงแล้ว

ความมืดเข้ามาแทนที่

ดาวไม่ได้เอื้อมมือไปเปิดไฟ

‘ฉันชอบอยู่กับความมืดมากกว่า หรือเป็นเพราะฉันชินชากับมันนะ’

เสียงความคิดของดาว บ่งบอกนิสัยบางอย่างของเธอ

‘ฉันฉีกยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง เพื่อให้เสียงที่ออกไปฟังดูยินดี’

นั่นเอง ที่เธอได้มาจากการใช้เวลาหลายปี ลืมตาตื่นมองดูโลกในโมงยามของรัตติกาล

มันคือช่วงนี้เอง ที่สไตล์การเขียน โดด มากเกินไป และคุณครูบอกไว้ว่า “หากมันโดด ต้องจำใจตัดมันทิ้งไป”

ฉันว่ามันก็เป็นความจริงนะ เพราะฉันรู้สึกเสียดาย ข้อความช่วงนั้นมาก และคิดว่า “คงเขียนไม่ได้ดีเท่านี้อีกแล้ว” จึงเก็บมันไว้

และมันก็เป็นสิ่งเดียวที่ฟ้องให้เห็นว่า เรื่อง “ชีวิตเลือกได้” เป็นงานเขียนที่ยังไม่ดีพอ

นี่ ฉันเขียนอะไรออกไป มันดูมีสาระไหมนั่น!!!

จริงๆ แล้ว ฉันพยายามเขียน โดยหาสาระของเรื่องมาเขียนน่ะ ก็เลยหยิบเอาสิ่งที่ไปเรียนมาเขียน มาเล่าเอาไว้

มันอาจไม่มีเนื้อหาสาระครบถ้วน เพราะความทรงจำแบบปลาทองของฉัน เรื่องก็เลยสั้นไปสักหน่อย

แต่เท่านี้ ฉันว่า ฉันก็เขียนเรื่องที่ไปเรียนมาได้ดีพอควรแล้วล่ะนะนั่นน่ะ

14 comments
  1. 1.พี่เขียนดีนะคะ ต้อมชอบ สนุก+สาระดี คะ
    2.ชุมทาง – ยังไงต้อมก็ไม่ชอบ “เสี่ย” อยู่ดีคะ และก็ยังชอบดาวอยู่
    ดาวเท่คะ
    3.การที่จะตัดในสิ่งที่เราชอบ เพื่อให้ทั้งหมดโดยรวมดีเนี่ย
    มันก็ลำบากใจอยู่เนาะ
    4.เอ่อ..เรื่องพีช ต้อมยังไม่ได้เรียบเรียงเลยคะพี่ อิอิ

  2. 555+นึกว่าเข้าผิดบ้าน สวยดี แล้วมาใหม่ยังไม่ได้อ่านยาวเหลือเกิน ^^

  3. มะนาวต่างดุ๊ด said:

    บางทีอารมณ์ตอนเขียนกับตอนอ่านมันอาจเป็นคนละอารมณ์กัน
    บีมว่ามันไม่ได้เฟคหรอกสำหรับงานเขียนในตอนนั้น
    มันแค่ไม่เข้าพวก กับตอนอื่นๆก่อนหน้าเท่านั้นเอง

  4. ปัญหาของการเขียนของเราคือ เอามันออกมาจากความคิดไม่ได้
    แบบว่าคิดได้ แต่เวลาเขียนมันเฉไปทางไหนก็ไม่รู้

    ไม่มีงานเขียนที่ดีที่สุด ถ้าเธอยังไม่คิดจะเลิกเขียน

    เลือกยากเหมือนกันเนอะสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ชอบเนี่ย…
    ^^

  5. pktraveller said:

    ไม่รู้เรื่องหลักการอ่ะ อยากเขียนอะไรก็เขียน
    เสียดายจังไม่ได้ไปเรียนรู้เรื่องพีชะ รู้แต่เรื่องยาพิชอย่างเดียว อิอิ

  6. mafee said:

    เป็นปัญหาที่น่าสนใจ ตอนเรายังเป็นเด็กมัธยมเคยใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนมาตลอด ถึงขนาดว่าซื้อคู่มือมาศึกษา ที่จำได้เห็นจะเป็นของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล แต่พยายามเท่าไรก็เขียนให้ออกมาดีไม่ได้ จนสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองว่า
    1. ประสบการณ์ไม่พอ ยังเด็กเกิน ความคิดยังไม่ตกผลึก เลยเหมือนไม่มีความเห็นที่แจ่มชัด เขียนออกมาได้ก็เขียนแบบเก้ ๆ กัง ๆ ไม่มีความมั่นใจในตัวเองพอ ซึ่งหากมีคนได้อ่านก็คงรู้สึกถึงตรงนี้ได้
    2. การเขียนหนังสือไม่เหมือนการประกอบอาชีพอื่น ๆ ศึกษาทฤษฎีและฝึกเท่าไรก็ไม่พอหากขาดองค์ประกอบบางอย่าง เช่น อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด อันนี้ไม่ได้หมายถึงว่านักเขียนเรื่อยเปื่อยนะ เพราะนักเขียนหลายคนก็มีตารางการทำงานค่อนข้างแน่นอนและเป็นระเบียบยิ่งกว่าอาชีพอื่นซะอีก แต่หากอารมณ์ขาดเมื่อไรก็คงจบเหมือนกัน
    (ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัว – IMO)

    ตอนนี้โตขึ้นแล้ว อาศัยเขียนเรื่อยเปื่อยไปตามบล็อคเรื่อย ๆ ยังคงไม่ทอดทิ้งความฝันเดิม อาชีพทุกวันนี้ที่ทำอยู่ก็คิดว่าเป็นเสมือนทางเดินให้เราสะสมประสบการณ์ สักวันจะเขียน… (ยังไม่รู้ว่าอะไร หุหุ)

    ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ และ..เพลงเพราะมากค่ะ ^^

  7. แหม..ประเด็นนี้
    สะเกาใจมาแต่พานพบ
    ยังไม่ได้ต่อความเลย

    ยังก่อน

    วันนี้มาส่งกุหลาบก่อนจ้า!

    -เด็กส่งดอกไม้-

  8. lek said:

    สุขสันต์วันแห่งความรักนะครับ

    เพลงเพราะดีครับ

  9. ‘..เพราะใกล้ที่พักมากกว่า'(มากกว่าอะไร?)
    โดดทั้งช่วงหรือ(ชุมทาง –>รัตติกาล)? โดดอย่างไรขอรับ?

    คารวะ

  10. ท่านดินเจ้าคะ
    เอาเรื่องเต็มๆ มาแปะค่ะ

    “ชีวิต” เลือกได้
    Saturday, December 15, 2007

    ณ คาเฟ่
    ที่นี่มีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ตั้งอยู่ในซอยเปลี่ยว ใกล้ใจกลางมหานคร กรุงเทพฯ
    วันศุกร์ที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๐
    “ส่งความรักไปให้ เธอมองเห็นบ้างไหม คนดี
    เท่าที่มีเพียงหัวใจ จากคนไกลหลายล้านปีแสง…”
    เสียงปรบมือดังเปาะแปะ

    “วันนี้แขกน้อยจัง สงสัยไปต่างจังหวัดกันหมด” บริกรสาวนางหนึ่งเริ่มบทสนทนาี
    “ดูเสี่ยคนนั้นสิ มาทุกวันเลย สงสัยจะชอบนังดาว” นักร้องสาวอีกคนส่ง สายตาริษยาไปยังนักร้องสาวอีกคนบนเวที

    หญิงสาวบนเวที เธอมีใบหน้ารูปไข่ มองดูหมดจด ที่ดวงตาของเธอไม่จัดว่าสวยนักหรอก แต่แววตาของเธอนั้นสดใส ดุจแก้วเจียรนัย นั่นละมัง ทำให้ใครๆ พากันชอบเธอ

    ดาวกำลังย่อตัวลง เพื่อรับมาลัยจากเสี่ยพุงพลุ้ยคนหนึ่ง
    “มามะ หนูดาว ป๋าวรให้ตังค์เอาไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ นะ” ชายหน้าตี๋ ร่างอ้วน ผิวขาว ในเสื้อสีปีกแมลงทับ ข้อมือสวมเลททองเส้นใหญ่
    เขาคล้องมาลัยติดแบงค์ห้าร้อย ๔ ใบ
    “เดี๋ยวนะหนู” เสี่ยคนเดิมหยิบธนบัตรใบละหนึ่งพันบาท ๓ ใบ บรรจงม้วนจนเล็กจิ๋ว
    เขาสอดธนบัตรนั้นใส่ในร่องอกอวบอิ่มของดาว
    วันนี้ ดาวสวมชุดราตรีเปิดไหล่ สีแดงเพลิงประดับด้วยเลื่อมพรายหลากสีนั้น ยิ่งขับให้ผิวของเธอดูขาวนวลยิ่งขึ้น
    “ขอบคุณมากค่ะป๋า” ดาวกระซิบที่ข้างหูของเสี่ยใจป้ำคนนั้น

    หน้าสุขา
    “พี่ชัย วันนี้พี่ช่วยชั้นเหมือนเดิมนะ แล้วชั้นจะแบ่งเงินให้เหมือนเดิม”
    ดาวส่งสายตาวิงวอนไปยังผู้ชายที่กำลังยกลังเบียร์เปล่าเก็บเข้าที่
    “เออ ไปทำงานเหอะ แล้วจะจัดการให้” ชัยพยักเพยิดส่งสัญญาณให้ดาวกลับเข้าไปข้างใน

    ข้างเวที
    “ดู นังดาวสิ ชั้นว่าวันนี้คงไม่รอดมือเสี่ยแน่ เห็นป้อมาหลายวันละ” นักร้องสาวคนเดิมยังคงนินทา ดาว ไม่เลิกรา
    “นั่นสิพี่ สมมติว่ารอดมือเสี่ยหมูอ้วนนั่นได้ ชั้นว่าก็คงเปลืองตัวน่าดู” บริกรสาวคนเดิม มองไปที่นักร้องคนสวย
    ขณะเดียวกัน มือของเสี่ยวร ดูราวกับยอดตำลึง ที่ซอกซอนไปตามร่องไม้เพื่อเกาะเกี่ยวอยู่พัลวัน
    แม้มือไม้ของดาวจะพยายามปัดป้องไว้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก
    “ป๋าคะ มาดื่มต่อเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูรินให้นะคะ” ดาวเทเหล้าฝรั่งแสนแพงลงในแก้วแล้วยัดใส่มือเสี่ยวร

    ลานจอดรถ
    “ดีนะครับ ที่วันนี้ มีคนขับรถมาด้วย เพราะว่าเมาไม่ขับนะคร้าบบบบ เสี่ย” ชัยลากเสียงยาว พลางดันตัวเสี่ยอ้วนเข้าไปในรถ
    “น้องดาว ปายหนายล่า ม่ายมาโส่งป๋าเร้อ เอิ้กก” เสี่ยอ้วนยังคงพร่ำหานักร้องคนสวย ในขณะที่ส่งเสียงคล้ายจะสำรอกเอาของเก่าออกมาอยู่ตลอดเวลา
    “ดาว เค้าอ้วกแตกไปแล้วครับเสี่ย กินเหล้ามากไปหน่อย เป็นผื่นแพ้แดงไปหมด แล้วก็อ้วกแตกอยู่ในห้องน้ำโน่นแน่ะครับ” ชัยโกหกตามที่ดาวสั่งเอาไว้

    หน้าอพาร์ทเม้นท์
    “ขอบคุณพี่มากนะ อ่ะ นี่ชั้นแบ่งให้” ดาวส่งเงินเป็นธนบัตรใบละห้าร้อยกับหนึ่งพันบาทอย่างละใบให้ชัย
    “เออ พี่เอาแค่นี้แหละ ขอบใจเอ็งมาก” ชัยเอาธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทยัดใส่มือดาว
    “รับไว้เถอะพี่” ดาวพยายามส่งเงินให้ชัย แต่เขาไม่ยอมรับ
    “เอ็งเก็บไว้เถอะ ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรมาก เอ็งซะอีกเปลืองเนื้อเปลืองตัว โดนมันจับโน่นจับนี่ แล้วนี่เมื่อไหร่จะเรียนจบล่ะ จะได้ไม่ต้องมาทำงานอย่างนี้แล้ว” ชัยซัก
    “เดือนมีนา ปีหน้าก็จบแล้วล่ะพี่ ชั้นจะตั้งใจเรียนให้จบให้ได้ ถ้าเราเรียนสูงๆ เราก็เลือกทำงานที่ดีกว่านี้ได้สบายๆ” สายตาของดาวมุ่งมั่น “แล้วเจอกันวันจันทร์นะพี่”
    ดาวยืนมองชัย เขาขี่รถมอเตอร์ไซค์ลับสายตาไปแล้ว

    ในห้องพัก
    ผ้าม่านหน้าต่างผืนหนาปิดสนิท แม้แสงไฟก็ไม่เห็น
    “จะได้กลับบ้านแล้ว” ดาวเปิดม่านหน้าต่างออก เหม่อมองออกไป “ไม่เห็นมีดาวเลยนะ”
    ดาวยืนอยู่อย่างนั้นจนใกล้รุ่ง

    ออกเดินทาง
    สถานีรถไฟหัวลำโพง เวลา ๕.๐๐ น. ของ วันเสาร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๐
    ‘คนเยอะจัง ใครๆ ก็พากันกลับไปเลือกตั้ง’ ดาวครุ่นคิด มือกระชับกระเป๋าไว้แนบตัว ด้วยกลัวมิจฉาชีพฉกฉวยไปได้
    ‘บ้านนั้นมากันตั้งหลายคนเลย ทั้งยายหลาน พ่อแม่ น่าสนุกดี’
    เสียงนายสถานีประกาศให้ผู้โดยสาร เตรียมสัมภาระให้พร้อมก่อนที่รถไฟจะเข้าเทียบชานชาลา
    เวลา ๖.๐๕ น. รถไฟ กรุงเทพฯ – หนองคาย ออกจากสถานีหัวลำโพง

    ระหว่างทาง
    รถไฟขบวนนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
    ตั๋วรถไฟชั้นสาม ทำให้ดาวต้องเร่งหาที่นั่ง แต่เป็นเพราะเธอมาคนเดียวจึงหาที่นั่งได้ง่ายหน่อย
    แต่จะบอกว่าฟ้าแกล้งหรือเปล่า ไม่รู้ได้ กลุ่มคนที่เธอเลือกมานั่งด้วยนั้น กำลังเมาเหล้าได้ที่ทีเดียว
    ‘ต้นข้าวในนาตลอดทางมีหลายสี ตรงโน้นออกรวงสีทองอร่าม สวยจัง’ ดาวพยายามเสมองออกไปนอกหน้าต่าง ทำทีเป็นสำรวจธรรมชาติไปเรื่อยๆ
    “เอ้า กินๆ เดี๋ยวตอนเย็นจะอดกินแล้วนะ คืนหมาหอน เค้างดขายเหล้า แต่ว่าข้าฉลาดกว่า ซื้อมาตุนไว้แล้ว ๓ กลม มาๆ กินๆ ๆ ๆ ๆ” น้ำเสียงเมามายของชายคนนั้น ดึงดูดตำรวจรถไฟให้มาดูแล
    “ถ้าไม่หยุดกินเหล้า ก็เอาเหล้ามา ผมจะริบเหล้าเอาไว้ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันเลือกตั้ง เมามายอย่างนี้จะไปเลือกตั้งยังไงไหว” ลงท้าย ตำรวจริบเหล้า ๓ กลมที่เหลือไปหมดแล้ว

    บ้าน
    จวนจะ ๑๗.๐๐ น. แล้ว
    ดาวลงจากรถไฟที่สถานีบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
    แล้วนั่งรถรับจ้างต่อไปถึงจนบ้าน
    “หวัดดีแม่ พ่อจ้า” หญิงสาวยกมือไหว้พ่อกับแม่ที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน แล้วโผเข้าไปกอดบิดาที่ยิ้มแก้มปริอยู่
    “มาแล้ว ลูกรัก” แม่ทักทายลูกสาว
    “ไปอาบน้ำ แล้วมากินข้าวกันนะ” น้ำเสียงพ่อเอ็นดูลูกสาวยิ่งกว่าสิ่งใด
    ไม่นานนัก วงข้าวก็ตั้งสำรับพร้อมแล้ว
    ดาวกินข้าวเหนียวจิ้มแจ่วบอง แถมด้วยผักแกล้มหลายอย่าง
    “แม่ไปเอาปลามาจากไหน” ดาวหยิบปลาส้มที่ทอดแล้วมาใส่ในจานของตัวเอง และส่งให้เดือนผู้เป็นน้องสาวด้วย
    “ยายหนา เอามาให้เมื่อวันก่อน” แม่ส่งปลาไปให้พ่อ
    บรรยากาศอาหารเย็นที่บ้าน ทำให้ดาวเป็นสุข

    เช้าวันใหม่
    วันอาทิตย์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ เวลา ๘.๔๐ น.
    ดาว เดือน แม่และพ่อ เดินไปที่วัดใกล้บ้าน ที่นั่นถูกจัดให้เป็นหน่วยเลือกตั้งของตำบล
    ดาวไปตรวจรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กระดาน ให้พ่อกับแม่
    “รออยู่นี่ล่ะ อายุยังไม่ถึงเลือกตั้ง” แม่บอกเดือน
    แล้วสามคนพ่อแม่ลูก พากันเดินเข้าไปลงชื่อรับบัตรลงคะแนน

    คูหาเลือกตั้ง
    ดาวก้มลงไปบนโต๊ะแล้วตัดสินใจจรดปากกาลงบนบัตรลงคะแนน
    ‘เอาละ จะทำหน้าที่ของประชาชนละนะ’ ดาวนึกในใจ
    หลังจากหย่อนบัตรลงคะแนนลงในหีบบัตรแล้ว ดาวเดินกลับมาหาเดือนที่ยืนรออยู่ด้านนอก
    “แม่ทำท่าแปลกเนอะ ทำอย่างกับไม่เคยเลือกตั้ง” เดือนเอ่ยแซวขึ้นมาก่อน
    “อือ คงตื่นเต้นน่ะสิ” ดาวพูดกลั้วหัวเราะ ด้วยเห็นภาพแม่ผลุบโผล่ในช่องลงคะแนน
    “ดูพ่อสิ ไม่เห็นออกมาซักที” เดือนเริ่มบ่น มองเห็นพ่อก้มอยู่ในคูหาของตัวเอง
    ทั้งครอบครัวทำหน้าที่ของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ก็พากันเดินกลับบ้าน

    แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน
    “เราทำหน้าที่ของเราเรียบร้อยแล้ว” ดาวพูดแล้วยิ้มให้พ่อ มือก็บีบนวดพ่อไปด้วย “ทีนี้รอก็แต่ผลนับคะแนน”
    “มารอดูกัน ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของบ้านเราจะเป็นใคร” พ่อพูดทั้งที่ยังหลับตาอยู่
    “เรียกเต็มยศเลย เรียก ส.ส. เฉยๆ ก็ได้นี่พ่อ แถมยังทำเสียงเหมือนพ่อใหญ่จิ๋วในสภาโจ๊กอีก” เดือนแซวพ่อ
    แม่เดินมาจากหลังบ้าน ถือจานใส่ขนมฝอยทองที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อเช้านี้วางลงบนแคร่
    “น่ากินจังเลยแม่จ๋า” ดาวทำเสียงอ้อนแม่ มือก็เอื้อมมาที่จานขนม
    “แนะ ไปล้างมือก่อน” แม่ดุ
    “หนูกินก่อนละกัน” เดือนหัวเราะ ทำท่าจะหยิบขนมมากิน
    ‘ถ้าเลือกได้ ขอกลับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่ดีกว่า’
    ดาวมองคนในครอบครัวกำลังพูดคุยหยอกเอินกันสนุกสนาน

    สถานีรถไฟ
    เช้าตรู่วันจันทร์ที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๐
    พ่อกับแม่มาส่งดาวที่สถานีรถไฟบ้านไผ่
    ทั้งสาม ล่ำลากัน แม่ร้องไห้
    “นี่แม่ ลูกยังไม่เห็นร้องไห้เลยนะ” น้ำเสียงของพ่อนั้นเจือเสียงหัวเราะไว้ด้วย
    ดาวกราบพ่อที่อก แล้วมากราบแม่ต่อ
    เธอกอดแม่ไว้นาน “สงกรานต์ปีหน้า หนูจะเอาข่าวดีมาฝากนะแม่”

    ระหว่างทาง
    จาก บ้านไผ่ เวลา ๙.๒๐ น.
    รถไฟขบวนนั้น ตอนนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
    ดาวหาที่นั่งได้แล้ว
    ‘ต้นข้าวในนาตลอดทางมีหลายสี ตรงโน้นออกรวงสีทองด้วย นั่นเขากำลังเกี่ยวข้าวกันอยู่’
    ดาวชมธรรมชาติอย่างเพลิดเพลินไปตลอดทาง จนถึงกรุงเทพฯ เวลา ๑๗.๕๐ น.

    ชุมทาง
    รถไฟเข้าเทียบชานชาลาที่ ชุมทางบางซื่อ ดาวเลือกลงสถานีนี้ เพราะใกล้ที่พักมากกว่า
    ดาวมองดูพาหนะที่พาเธอมาที่นี่
    รถไฟวิ่งหายเข้าเมืองไปแล้ว
    มีรถไฟอีกขบวนวิ่งออกจากเมืองมา
    ผู้คนอีกมากมายขึ้นไปหาที่นั่ง มองดูชุลมุน
    รถไฟกำลังจะนำชีวิตทั้งหลาย ให้ออกห่างจากเมืองใหญ่ ในไม่กี่อึดใจนี้
    ‘พวกเขาจะไปไหนกันนะ กลับบ้านหรือเปล่า’ ความคิดนี้แล่นผ่านหัวใจของดาว
    อาจเป็นเพราะเธอเพิ่งกลับมาจากบ้านก็ได้
    ดวงตาเหม่อมองดูรถไฟขบวนนั้น แต่มันกลับถูกม่านน้ำตาห่อหุ้มไว้ทั้งขบวน

    ห้องพัก
    ประตูเปิดออก มีแสงสว่างทะแยงเข้าห้องไปตามฉากของบานประตู
    แสงนั้นทอดลงบนเตียงนอน จนแลเห็นผ้าปูที่นอนลายกระต่ายที่คุ้นเคย
    ประตูปิดลงแล้ว
    ความมืดเข้ามาแทนที่
    ดาวไม่ได้เอื้อมมือไปเปิดไฟ
    ‘ฉันชอบอยู่กับความมืดมากกว่า หรือเป็นเพราะฉันชินชากับมันนะ’
    เสียงความคิดของดาว บ่งบอกนิสัยบางอย่างของเธอ
    ‘ฉันฉีกยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง เพื่อให้เสียงที่ออกไปฟังดูยินดี’
    นั่นเอง ที่เธอได้มาจากการใช้เวลาหลายปี ลืมตาตื่นมองดูโลกในโมงยามของรัตติกาล

    คาเฟ่
    “ส่งความรักไปให้ เธอมองเห็นบ้างไหม คนดี
    เท่าที่มีเพียงหัวใจ จากคนไกลหลายล้านปีแสง…”
    สิ้นเสียงร้องของดาว มีเสียงปรบมือดังขึ้น
    “แขกน้อยเนอะ แต่เสี่ยอ้วนนั่นก็มาอีกแล้วล่ะ” บริกรสาวนางหนึ่งเริ่มบทสนทนา
    “หึ หึ นังดาว ชั้นว่า คืนนี้คงจะไม่รอดแน่ๆ” สายตาริษยาของนักร้องสาวถูกส่งไปยังนักร้องสาวคนสวยบนเวที

    ดาวย่อตัวลงเพื่อรับมาลัยซึ่งติดธนบัตรใบละพันอยู่หลายใบ จากเสี่ยวรเจ้าประจำนั่นเอง

    ในแสงสลัวเลือนราง ดาวฉีกยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง
    เธอกระซิบที่ข้างหูของเสี่ยใจป้ำคนนั้น “ขอบพระคุณค่ะป๋า ที่กรุณา”

    ———–

    หมายเหตุ :
    เรื่องนี้ เขียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550 แต่อนิจจา…เขียนไม่จบสักที…
    ความตั้งใจแรก – จะนำส่งไปยังหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง
    แต่แล้ว… การทำงานช้ายังอยู่คู่ในเลือดเนื้อเช่นเคย “พ่ายแพ้ตัวเอง นี่มันยิ่งร้อนรนนะ”
    ความตั้งใจอีกอย่าง – ในบทสนทนาระหว่าง พ่อแม่ลูก อยากจะเขียนออกมาเป็นคำพูดแบบภาคอีสาน แต่ก็ “หมดปัญญา”
    ท่านผู้ที่ผ่านมาอ่าน กรุณานึกถึงสำเนียงและถ้อยคำอีสานเข้าไว้ จะเป็นพระคุณยิ่ง ^^

    —-

    ทั้งหมดนั่น
    จะมีช่วงที่ข้าพเจ้าคิดว่า โดด เพราะการเลือกใช้คำศัพท์ต่างๆ มันดูแตกต่างเกินไปเจ้าค่ะท่านดิน

    ^^

    หรือ ท่านดิน มีความเห็นอื่นๆ ที่จะช่วยเปิดกะลาของข้าพเจ้า
    ก็ขอรบกวนชี้แนะด้วยเถิดท่าน

    อันคนเรามักมองเห็นตัีวเองว่า ดีแล้ว เสมอๆ
    ไม่เช่นนั้น โลกนี้คงไม่มีตำแหน่ง บก. เกิดขึ้นเป็นแน่ ^^

    นะท่านนะ
    ขอบคุณล่วงหน้า ฝากไว้ ณ ที่ว่างระหว่าง อากาศตรงนี้ นะเจ้าคะ

    ภัทร

  11. pattararanee said:

    น้องต้อม – เรื่องของดาว มีภาคต่อแน่นอน แต่ว่าจะระเห็จไปอยู่ใน “บางกอก ฉันรักเธอ” น่ะ ^^

    บีมบีมจ๋า – หนูดูเคร่งเครียดมากเลยนะ ที่พี่เขียนไว้ พี่ไม่เครียดนะคะ ออกแนว ตอกย้ำตัวเองค่ะว่า คราวหน้าต้องยอมตัดใจให้ได้อ่ะค่ะ ^^

    ป๋าฝันฯ – เทคนิคในการเขียนให้ เราไม่เฉไฉ
    คือ กำหนดมันค่ะ
    กำหนดทุกอย่างไว้ ทั้งแนวทางของเรื่อง ธีม และแม้กระทั่งอารมณ์ของเรื่อง
    ยกเว้นอย่างเดียวคือ ข้อความที่เราเขียนมันออกมา
    อันนั้นต้องปล่อยไหลค่ะป๋า
    นั่นคุณครูโตมรก็บอกไว้น่ะ ^^

    ส่วน…. “ไม่มีงานเขียนที่ดีที่สุด ถ้าเธอยังไม่คิดจะเลิกเขียน” ชอบจัง ถือว่าเป็นกำลังใจนะคะ จะได้เก็บไว้ อิอิ

    พี่แขกนะพี่แขก – เสียดายมากมาย
    เราว่าถ้าพี่ได้เจอคุณครูโตมร พี่จะชอบและสนุก
    และเราว่า เขาเองก็น่าจะชอบพี่ด้วยล่ะ คริคริ ^^

    คุณ mafee คะ – ขอบคุณมากๆ ที่เข้ามาคุยกันค่ะ
    ประเด็นในข้อ 1 และ 2 น่าสนใจมากเลยค่ะ
    อยากจะเพิ่มเติมอีกนิดนึง…

    คุณครูโตมรบอกว่า
    การเขียนมี 2 แบบ คือ
    1. Active – คือ เขียนเพื่อคนอื่น (ข้าพเจ้าขอเรียกว่า การเขียนตาม(ใบ)สั่ง)
    2. Passive – เขียนเพื่อตัวเอง (หรือ อยากบอกว่ามันคือ การเขียนตามใจ มากกว่าน่ะค่ะ ^^ )

    ดังนั้นแล้วที่คุณ mafee บอกว่า
    1. ประสบการณ์ไม่พอ ยังเด็กเกิน ความคิดยังไม่ตกผลึก…ไม่มีความมั่นใจในตัวเองพอ
    2. ศึกษาทฤษฎีและฝึกเท่าไร ก็ไม่พอ หากขาดองค์ประกอบบางอย่าง เช่น อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด…

    โดยส่วนตัว ข้าพเจ้าจึงคิดว่า หากเมื่อเรามี พีช หรือ ข้อมูล เพียงพอแล้ว
    การเขียนมันจะลื่นไหล และยิ่งหากเป็นการเขียนแบบตามใจแล้ว น่าจะง่ายกว่าการเขียนตาม(ใบ)สั่งอีกด้วย

    และที่สำคัญ การเขียน “บล็อก” แล้วมีคนเข้ามาอ่าน มาคอมเมนท์ ^^ (เหมือนที่ท่านดิน และ เพื่อนๆ หลายคนว่าไว้)
    จะมีผลมากยิ่งขึ้น เพราะเรารู้ว่า จะมีคนมาอ่าน (แม้เพียงคนเดียวเราก็ดีใจ)
    ดังนั้น แรงผลักให้เขียนออกมา จึงมีมากยิ่งกว่า อารมณ์ เสียอีกค่ะ

    คิดว่านะคะ ^^

    ปล. ตอนนี้ข้าพเจ้า ก็กำลังเป็น นักหัดเขียน อยู่ค่ะ ^^

  12. ดีใจที่ได้เข้ามาอ่านนะคะ
    เหมือนได้เข้าไปนั่งเรียนอยู่ในห้องเดียวกันเลย
    เคยคิดอยากเป็นนักเขียนอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นคนชอบอ่าน
    แต่ตอนนี้ ก็ได้แต่เขียนเรื่อยเปื่อยไปตามเรื่อง
    ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ

  13. เจ้าชายสวนกล้วย said:

    เรื่องของมุมทางคณิตศาสตร์
    แรงดึงดูดของโลกไม่สามารถทำให้คนตกหลุมรักได้
    สามร้อยหกสิบองศา
    เกิดมุมมองที่หลากหลาย
    หนึ่งชั่วโมงกับสาวงามรวดเร็วเพียงเสี้ยวนาที
    สู้ต่อไปไอ้มดแดง

  14. หวัดดีเจ้าชายสวนกล้วย (ร้าง)

    ขอบทัยเพคะที่เข้ามาคอมเม้นท์ให้

    สู้ต่อไปเช่นกัน

    และขอบคุณ คุณ Ilovehappyday นะคะ ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: