Ray of Love

เรื่องเก่าๆ เอามาเล่าใหม่
อ่านซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนหลงทาง และ มันยังไม่ดีพอ ที่จะสื่อสารให้คนอ่านเข้าใจ
แต่ฉันก็ชอบนะ…มันเหงาดี

February 09, 2007
Ray of Love : ฝันร้าย
“ฝนซาตอนที่ฟ้ามืดแล้ว
ถ้าคืนนี้ยาวนาน ฝันร้ายคงกัดกินใจด้านชา
เมื่อไหร่จะเช้า ขอแสงทองของวันใหม่
อุ่นใจเหมือนมีใครสักคนดูแล”
…….
ไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้เสียใจสักหน่อย
แค่ไปเปิดเจอข้อความนี้ในบันทึกเก่าๆ วันที่ 10 สิงหาคม
ฤดูฝนทำให้คนเศร้าได้มากขนาดนั้นเลยหรือ
ฤดูฝนทำให้คนเหงาได้จริงหรือ
…….
ฉันชอบอยู่กับคนเยอะๆ แต่ไม่อยากพูดกับใคร
จะพูดด้วยต่อเมื่อคนนั้นเป็นเหมือนกระจก
ฉันพึงใจที่จะนั่งเฉยๆ และฟังคนคุยกัน
แล้วคอยแหย่ด้วยคำพูดแปลกๆ
ฯลฯ
…….
มีคนบอกว่าฉันเป็นโรคประหลาด เป็นโรคร้าย….
“ไม่มีใครชอบฤดูฝนกันหรอกน่า”
“ไม่มีใครชอบความเหงาหรอกเธอ….”
“ไม่มีใครชอบคำพูดประหลาดของเธอ….”
ฯลฯ
…….
ไม่รู้เหมือนกัน มันอาจเป็นเหมือนฝันร้ายก็ได้
ฉันไม่อยากตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดเดียวดาย
ฉันกำลังรอ…ตื่นในตอนเช้า…พร้อมรังสีแห่งรักที่อบอุ่น
(Ray of Love)
12:38 AM | Add a comment | Read comments (4) | the book of phoenix
March 14, 2007
Ray of Love : ระหว่างวัน
แดดส่องตรงหัว
หากก้มมองหาเงา
มันก็อยู่แทบเท้าของเรานั่นแล้ว
……..
ในวันที่อากาศกำลังดีนี้
ฉันนั่งอยู่ริมแม่น้ำกว้าง
ลมพัดหอบเอาไอน้ำขึ้นมาด้วย
มันจึงเย็นแบบชื้นๆ
……..
ใต้ร่มไม้
เงาดำของใบที่หนาแน่นนั้น
คอยปกคลุมผืนดิน
และคนที่มาอาศัยพักพิง
เช่นเดียวกับฉันวันนี้
……..
เมื่อวานนี้
การเดินทางไม่ราบรื่น
ฝนตกถนนแฉะ
อาการลื่นไถลไร้การทรงตัว
จนพาลให้รถตกหล่ม
…….
เป็นวันที่ฉันอยู่คนเดียว
การติดหล่มจึงยากแก้ไข
ทั้งแรงรถแรงคนก็แล้ว
ยังไม่อาจตะกายได้พ้น
ฝนยังตกอยู่ ฉันเหนื่อยในใจ
……..
ทำไมเท้าจึงอยู่ในโคลนแฉะ
ก้าวออกไปก็ไถลลื่น
เท้าเจ็บ ขาเจ็บ
ไม่เท่าใจเจ็บที่ตกหล่ม
ตะกายอย่างไรก็ไม่พ้น
……..
เวลาที่ตกหล่มเดิมๆ
มันก็เหมือนเจ็บไม่จำ
หัวใจเจ็บซ้ำซาก
ไปจากที่นี่เสียทีดีไหม
ยกขาข้ามมันไปให้พ้น
………
วูบนั้น สะดุ้งสุดตัว
ฝันร้ายหรอกหรือ
แดดกำลังคล้อยมาแล้ว
ส่องตรงหน้าพอดี
กลับเข้าบ้านเสียที
(Ray of Love)
5:47 PM | Add a comment | Read comments (4) | the book of phoenix
March 23, 2007
Ray of Love : สารภาพ
แม่น้ำสายนี้ มีความหลัง
บางเรื่องเกิดขึ้นที่นี่
………
แดดสายส่องมา
ฉันยื่นมือลงไปในน้ำ
“เล่นเป็นเด็กๆ” ฉันถูกดุ
เรือกำลังแล่นไป
ฉันใช้มือคว้าน้ำ
ไม่มีอะไรติดมือ
คว้าน้ำเหลวเป็นอย่างนี้เอง
………
วันนี้อากาศเย็นกว่าวันวาน
ฉันหอบเสื้อกันหนาวมาด้วย
“นั่งดีๆ สิ” เขาพูด น้ำเสียงนิ่ง
สายตาเขากลับนิ่งกว่า
ฉันเปลี่ยนอิริยาบถไปตามคำสั่ง
………
อาหารเที่ยงริมแม่น้ำ
มีแค่เราสองคน
แขกของรีสอร์ทไปกันหมดแล้ว
ชุดใหม่ก็ยังไม่มาเข้าพัก
“ทำไมถึงมาเป็นเพื่อนล่ะ” ฉันเอ่ยปากถามออกไป
เขาตักไข่เจียวมาใส่ในจานของฉัน
……….
เขามักเป็นอย่างนี้เสมอ
ไม่พูดอะไรเลย
ในเวลาที่ฉันต้องการคำตอบ
นั่นสินะ ฉันเพิ่งนึกได้
คงเหมือนกับตอนอยู่บนเรือกลางแม่น้ำ
หากตกลงไป ฉันคงหนาวตาย
มันมีคำตอบอยู่ในนั้นแล้ว
……….
อาการอย่างที่เขาแสดงออก
การดูแลกันอย่างที่เขาทำให้ฉันเสมอมา
“รักกันบ้างไหม”
ในใจก็หวาดหวั่นกลัวคำตอบที่จะได้
หากแต่เขาไม่ตอบ
กลับเติมน้ำในแก้วน้ำให้ฉัน
……….
สามปีมานี้ เราสนิทกันดี
แต่ฉันคบหากับผู้ชายอีกคน
ที่ไม่ใช่เขา
อาจเป็นเพราะผู้ชายอีกคน
บอกรักฉันก่อน
เราจึงเป็นได้แค่ เพื่อน
……….
เมื่อสองปีก่อน
ฉันรู้แล้วว่า
หัวใจฉันอยู่กับคนอีกคน
คนที่เป็นเพียง เพื่อน
แต่ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงปากแข็ง
ใจปลาซิวคนหนึ่งเท่านั้น
กลัวกับการไม่มีคนรัก
สุดท้าย ฉันถูกทิ้ง
………
ในใจปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าท่าทีแสดงออก อาจกลับกัน
เพื่อนของฉันคนนั้น เขากลับมา
เดินอยู่ในเส้นทางชีวิตฉัน แบบเต็มตัวอีกครั้ง
………
หนึ่งปีผ่านไปอย่างมีความสุข
แต่เขาคงไม่รู้เลย
วันหนึ่ง
“อยากไปเที่ยวไกลๆ ไปด้วยกันมั้ย”
เขาอาสาขับรถให้

แวะถ่ายรูปตามทาง ตามใจฉัน
………
เขาคงคิดว่า
ฉันยังเสียใจ อกหัก กับเรื่องเก่าๆ
นั่นมันแค่ข้ออ้าง ฉันรู้ดี
เพราะว่ารักเขาเต็มหัวใจ
หากก็ยังเป็นผู้หญิงปากแข็ง
ใจปลาซิวคนเดิม
………
“รักกันบ้างไหม”
แทนที่คำสารภาพ
กลับเป็นคำถามอย่างคนเอาแต่ใจ
หลุดออกจากปากซ้ำสอง
คราวนี้เขาบอก น้ำเสียงเรียบๆ นั้น
“สัญญาได้ไหม
ปีหน้า เธอมาที่นี่คนเดียว
แล้วลองถามอีกครั้ง รักกันบ้างไหม”
……..
ฉันกลับมายืนที่นี่
ตามคำสัญญานั้น
หนึ่งปี เวลาแบบที่ไม่มีเธออยู่ด้วย
มันดูเนิบช้ากว่าปกติ
ฉันเพิ่งรู้ว่า “รักกันบ้างไหม”
การพูดด้วยประโยคนั้น
มันก็เหมือนอาการคว้าน้ำเหลว
เข้าใจแล้วว่า
หากไม่ประคองน้ำไว้ในอุ้งมือ
น้ำจะไหลรินตามร่องนิ้วมือ
จนไม่มีอะไรเหลืออยู่
………
“รักกันบ้างไหม”
วันนี้ ริมแม่น้ำไหลเชี่ยว
ฉันไม่อยากถามเธอ
ด้วยคำถามนั้นอีกแล้ว
แค่อยากบอกว่า “รัก”
เป็นคำสารภาพ
จากผู้หญิงปากแข็งใจปลาซิวคนนี้
ด้วยรัก
(Ray of Love)
11:01 PM | Add a comment | Read comments (3) | the book of phoenix

April 05, 2007
Ray of Love : ชิงช้าสวรรค์
แสงแดดยามเย็น
กระทบใบไม้เขียว
การสิ้นสุดของบางสิ่ง
ทว่ากลับทำให้อีกสิ่งเกิดได้
………
ฉันออกเดินเล่นไม่ไกลนัก
แสงของวันจางไป
………
ความหฤหรรษ์แบบงานวัดเริ่มต้น
ผ่านร้านลูกชิ้นปิ้ง
กลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
ท้องก็ฟ้องร้องว่า หิวมากมาย
………
นางเอกลิเกแต่งหน้าอยู่ข้างวิก
ม้าหมุนถูกนำมาตั้งไว้
ชิงช้าสวรรค์สูงเด่น
ฉันนิ่ง จ้องมองนานนัก
………
เด็กหญิงตัวจ้อยกระโปรงชมพู
เชือกลูกโป่งในมือขวา
มือแม่กระชับมั่นข้างซ้าย
ก้าวเท้าพ้นประตูเหล็ก-เล็ก
………
จะพาไปสวรรค์ใช่ไหม
เด็กหญิงยิ้ม แม่ยิ้ม
ทั้งสองโบกมือให้พ่อเบื้องล่าง
นั่นคือภาพของฉันเองในวัยเยาว์
………
ชิงช้าสวรรค์ เด็กน้อยต่างฝันหวาน
เพลิดเพลินกับสายลมเย็น
ราวลอยล่องในอากาศ
ไม่อยากลงสู่พิ้นดินเลย
………
หากว่าชีวิตคนเรา
เป็นดั่งชิงช้าสวรรค์
หมุนวนขึ้นข้างบน
ไม่นานกลับลงมาข้างล่าง
………
ความสุขมักมีอายุสั้น
ความทุกข์ก็เช่นเดียวกัน
วันนี้เสียใจมาก
พรุ่งนี้อาจยิ้มได้ตลอดวัน
………
เจ้ากงล้อแห่งโชคชะตา
หมุนวน พลิกผัน ฝันร้ายกลายดี
มันก็เป็นธรรมดาโลก
ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน
………
คำพูดของผู้ชายคนหนึ่ง
ที่ฉันคุ้นเคยดี
เวียนกลับมาให้นึกถึง
“รักกันบ้างไหม”
………
“หมายเลขที่ท่านเรียก
ยังไม่ได้ลงทะเบียนในขณะนี้”
………
แต่โชคดี ส่งจดหมายหลายฉบับ
ไม่เคยตีกลับสักครั้ง
ฉันไม่เคยบอก “รัก”
ฝากไปในจดหมายนั้น
บอกเพียงว่า สบายดี
ไม่ต้องเป็นห่วง และ คิดถึง
………
ฉันจะได้เจอกับเขาที่นี่ไหม
ความทุกข์อายุ 1 ปี
กำลังจะจากไป ใช่หรือเปล่า
ฉันภาวนา
………
ชิงช้าสวรรค์
ขาขึ้นคือความสุขใช่ไหม
ขาลงหมายถึงทุกข์หรือไม่
จะมีสิ่งไหนจริงเท่า ความจริง
………
บนชิงช้าสวรรค์
เท้าไม่ได้แตะดินสักนิด
ลงจากชิงช้าสวรรค์เสียเถิด
จะได้สัมผัสทุกข์สุขที่แท้
………
ความจริง เป็นเรื่องยากยอมรับ
หรือว่า ต้องจำนนเสียที
………
ชิงช้าสวรรค์กำลังหมุน
แมลงน้อยล้อเล่นไฟหลากสี
หายใจออกหนนี้ราวจะขาดใจ
“รักกันบ้างไหม” เสียงคุ้นเคยแว่วมา
………
แสงแห่งวันหมดไปแล้ว
รอยยิ้มกลับฉายสว่างกว่าแสงใด
(Ray of Love)
6:25 PM | Add a comment | Read comments (3) | the book of phoenix

April 26, 2007
Ray of Love : ประกายพรึกประจำเมือง
วินาทีหนึ่ง
คงไม่มีที่ใดสว่างเท่า
แผ่นดินตรงนั้น
………
ดาวประจำเมืองส่องสว่าง
แข่งกับรอยยิ้มในดวงตาคู่หนึ่ง
………
ฉันหายใจเข้า
กลับหลังทันที
ด้านที่หันหาช่างมืดมิด
หลับตาลงช้าๆ
ลืมตาขึ้นในความมืดนั้น
………
ไม่มีเงาดำของสิ่งใด
หลบซ่อนในความมืดได้นาน
เพราะแสงของความดีในหัวใจ
จะกะพริบวิบวับดุจแสงดาว
แสดงตัวในความมืดโดยไม่ตั้งใจ
………
ที่ตรงนั้น ไม่มีใคร
น้ำตาไหล
………
แหงนหน้ามองดาว
อยากให้น้ำตาไหลกลับเข้าไป
ดาวประจำเมืองเจ้าขา
ขออธิษฐานได้ไหม
ขอให้เข้มแข็งกว่านี้
………
ตอนเด็กๆ จำได้ว่า
ดาวประจำเมืองโผล่มาหัวค่ำ
ดึกหน่อยก็หายหน้าไป
พอเช้ามืดเห็น ประกายพรึก
มันเป็นดาวเดียวกัน
………
เขาเคยเป็นเหมือนดาวดวงนี้
คุยเป็นเพื่อนก่อนหลับตา
ตื่นขึ้นมาก็เป็นเพื่อนกัน
ฉันมีความสุขดี
………
รังสีแห่งรัก จากดวงดาว
อาจไม่อบอุ่นเท่าดวงอาทิตย์
ทว่าแสงจากดาวน้อยนิด
กลับส่องทางสว่างในความมืด
ได้เยือกเย็นกว่านัก
………
เส้นทางเดินสว่างพอ
มีเพื่อนร่วมทางกลับหลายคน
ดับเหงาด้วยเสียงเพลง
ในห้องอาหารที่ไร้ผู้คน
………
คืนนี้จะฝันร้ายอีกไหม
ดาวประจำเมืองหายไปแล้ว
ดาวดวงอื่นแข่งกันกะพริบ
แต่ไม่อาจเท่าเทียม
………
จะเหงามากไปทำไม
จะเศร้ามากกว่านี้ไหม
โลกนี้ก็ยุติธรรมดีแล้ว
คนปากแข็ง ย่อมเหงาเสมอ
………
วันรุ่ง ประกายพรึก
จะสวยงามเพียงใด
เข้านอนเสียเถิด
เมื่อมีหวัง ย่อมฝันดี
………
ริ้วทองไล่แตะขอบฟ้าสีดำ
ฉันนั่งลงริมแม่น้ำอีกครั้ง
ต้นหญ้าฉ่ำด้วยน้ำค้างยามเช้า
แต่ฉันสนใจดวงดาวมากกว่า
………
ประกายพรึกกับขอบฟ้า
แสงตะวันรำไรนั่น
โอบกอดโลกกับผู้ผิดหวัง
ชั่วเวลาฟ้าสาง
………
อ้อมกอดแผ่วเบานั้น
เติมสุขใส่กล่องหัวใจ
“รักกันบ้างไหม”
เสียงที่คุ้นหูใกล้เหลือเกิน
………
“รัก”
เป็นคำสารภาพ
ในดวงตานั้นทอแสง
แข่งขันกับประกายพรึก
อบอุ่นยิ่งกว่าแสงใด
………
แสงแห่งวันจะทำหน้าที่
แผ่รังสีร้อนแรงกล้า
แต่ฉันว่าไม่สวยเท่า
ประกายพรึกประจำเมืองในยามนี้
(Ray of Love)
12:16 PM | Add a comment | Read comments (1) | the book of phoenix


3 comments
  1. ณ เวลานี้
    หลังจากการอ่านแล้ว
    ผนวกกับอารมณ์ส่วนตัวรอบๆ ด้านมีอยู่ ณ ตอนนี้
    มันเศร้าอ่ะ บอกไม่ถูกคะ มันคล้ายๆ กับว่า
    มันรู้สึกเหมือนจมๆ แล้วมันก็ล่องลอย เคว้งๆ ไม่รู้ทิศ

    ถ้าอารมณ์ปกติ อ่านมาแล้วอาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็ได้เนอะคะ

  2. jummdcu said:

    ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองหลุดพ้นจากความมืด
    มองเห็นแสงสว่างอยู่รำไร
    แสงที่เกิดขึ้นจาก “ใจ” ของเราเอง
    มันก็ “โปร่งโปร่ง” ดีเหมือนกันแฮะ

  3. มะนาวต่างดุ๊ด said:

    พี่ต้อมคะ อารมณ์ปกติมาอ่านก็เศร้าๆค่ะ

    ก่อนกับหลังอ่าน อารมณ์ต่างกันจิงๆ

    นอกจากพี่เอี้ยงจะขี้หนาวแล้ว ยังขี้เหงาด้วยนะเนี่ย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: