around ระหว่างทาง 00 – 03

งานนี้ไม่มีใครเรียกร้อง

ข้าพเจ้าขอนำมาแปะไว้ก่อนที่

“around ระหว่างทาง Fin”

ซึ่งเป็น ตอนจบ จะเขียนเสร็จนะเจ้าคะ

ฮ่าฮ่า

เพราะว่าใกล้คลอดเต็มทีแล้วจ้า

around ระหว่างทาง 00

Thursday, August 23, 2007

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…

“หนูช่วยเอาอาหารกับผลไม้นี่ ไปให้คุณยายนะลูก”

ลั้น ลัน ลัน ลั้น ลัน ล้า ลา …. แต๊ แต๊ด แต๊ด แต๊ แต้ แด้ แด้ แด้ด แต๊ด แต๊ แต้…..เสียงฮัมเพลงไปตามทางของเด็กหญิงดังก้องไปทั้งราวป่า

ยามสายของป่าโปร่งนั้น อากาศกำลังอบอุ่นพอดี

“ดอกไม้สวยจัง เก็บไปฝากคุณยายดีกว่า” เด็กหญิงในเสื้อคลุมสีแดงก้มลงเก็บดอกไม้

“นี่ เธอ เธอ กำลังจะไปที่ไหนหรือ”

เด็กหญิงในเสื้อคลุมสีแดงเงยหน้า มองไปยังทิศทางของเสียงที่ดังขึ้น

“เธอเป็นแมวหรือ???” เด็กหญิงในเสื้อคลุมสีแดงขมวดคิ้ว แต่กลับมีรอยยิ้มอยู่ตรงมุมปาก

“ใช่ฉันเป็นแมว แล้วนั่น เธอยิ้มอยู่หรือ???” แมวตัวนั้นถามขึ้น

“ฉันยิ้ม เพราะว่าเธอตัวใหญ่ แต่ฉันก็สงสัยว่า ทำไมเธอต้องใส่หมวกสีแดง” เด็กหญิงในเสื้อคลุมสีแดงเอ่ย

แมวตัวนั้น กระโดดลงจากก้อนหินใหญ่ ข้างต้นไม้ใหญ่ เสียงฝีเท้าตะปบพื้นดังตุ้บใหญ่

“ฉันให้ เธอเอาไปสิ” แมวตัวนั้นสะบัดหมวกสีแดงออกจากหัว หมวกสีแดงกองอยู่กับพื้น

เด็กหญิงในเสื้อคลุมสีแดงหยิบหมวกสีแดงขึ้นมา “เธอไม่ ต้องการ มันแล้วหรือ”

“ฉันไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้ว” แมวพูดจบแล้วก็สะบัดตัวไปมา แลบลิ้นออกมาเลียขาหน้าสองสามทีแล้วเดินจากไป

แต๊ แต๊ด แต๊ด แต๊ แต้ แด้ แด้ แด้ด แต๊ด แต๊ แต้….. ลั้น ลัน ลัน ลั้น ลัน ล้า ลา …. เสียงฮัมเพลงไปตามทางของเด็กหญิงดังก้องไปทั้งป่า

แมวตัวนั้น เดินกลับมาที่ก้อนหินใหญ่ ข้างต้นไม้ใหญ่ อีกครั้ง

แมวยิ้ม เขี้ยวที่โผล่ออกมานั้น กลับกลายให้เห็น รอยยิ้มของ….

around ระหว่างทาง 01

ณ อีกฟากของป่าใหญ่

ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ

“ใครมาทำกับท่านอย่างนี้ เจ้าหญิงของข้า!” พี่คนโตร่างเล็กที่สุด พูดพลางร้องไห้

“ประเดี๋ยว ข้าจะเอาผลไม้นั้น ไปทดสอบหายาพิษและตรวจหารอยนิ้วมือนะพี่ๆ” เสียงน้องเล็กในร่างเล็กเป็นอันดับที่ 2 เอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงมนั้น

ว่าแล้วน้องเล็ก ก็กระโดดแผลวหายเข้าไปในห้องใต้ดิน ที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในบ้านหลังนั้น

ฮื้อ ฮื้อ ฮื้อ ฮือ ฮือ ฮือ ฮื้อ ฮื้อ ฮื้อ ฮือ ฮือ ฮือ ฮื้อ ฮื้อ ฮื้อ ฮือ ฮือ ฮือ

“กระผม จะออกไปดูรอบๆ บ้านนะท่านพี่ เผื่อว่าจะได้หลักฐานอะไรมาเพิ่ม” พี่สองบอกกับพี่คนโตทั้งน้ำตานองหน้า

“คอยด้วย ข้าไปด้วย พี่สอง” พี่สามเรียก พี่สองไว้ แล้วเดินตามออกไป

บริเวณรอบๆ บ้านมีพุ่มไม้ดอกพุ่มเตี้ยๆ ล้อมรอบ สองพี่น้องเดินสำรวจไปตามจุดน่าสงสัย

“พี่สอง นี่มันไม้ขีดไฟนี่” พี่สามก้มลงหยิบไม้ขีดไฟที่ร่วงอยู่บนพื้น “มันถูกจุดแล้วด้วยพี่”

“ใครกันนะมาจุดไม้ขีดไฟเล่น แน่ะ!!! ตรงโน้นก็มีอีก ราวกับว่าทิ้งไว้ตามทางให้เราเดินตามไปดู” พี่สองจ้องหน้าพี่สาม แล้วทั้งสองก็พยักหน้าพร้อมกัน

“เดินตามไปดูกันเถอะ” แล้วพี่สองกับพี่สามก็เดินไปตามรอยไม้ขีดไฟที่เรียงรายอยู่ตามทาง

ระหว่างทาง พี่สามเอ่ยขึ้น “พี่สอง มันน่าสงสัยนะ นี่เป็นเวลาที่มีแสงสว่าง เหตุไฉน จึงมีใครจุดไม้ขีดไฟมากมายอย่างนี้”

ทั้งสองเดินไปเรื่อยๆ แต่ไม้ขีดไฟนั้นกลับหล่นอยู่นอกทางเดินเสียแล้ว “เอาไงดีล่ะ พี่สอง ดูเหมือนว่า ใครคนหนึ่งกำลังเล่นตลกกับพวกเราอยู่ หมายจะให้เราเดินตามไปในป่าที่มืดทึบขึ้นเรื่อยๆ”

“ถ้าเป็นเช่นนั้น น้องสาม เจ้าจงกลับบ้านไป นำอาวุธกับตะเกียงมาด้วย พร้อมทั้งเรียก น้องสี่กับน้องห้าให้ติดตามเจ้ามา แล้วบอกให้น้องหกอยู่กับพี่ใหญ่ เผื่อว่าน้องเจ็ดได้เบาะแสอะไรจากผลไม้นั้น จะได้ช่วยกันได้ ส่วนพี่จะรออยู่ตรงนี้”

สองพี่น้อง สบตากัน สายตาที่มุ่งมั่นของทั้งคู่ส่งผ่านถึงกัน

พี่สามออกวิ่ง…จนตอนนี้ พี่สามลับสายตาไปแล้ว

ขณะนี้ พี่สองอยู่เพียงลำพัง “นั่นแสงอะไร วับแวบอยู่ตรงนั้น”

พี่สองผู้กล้าหาญเดินดุ่มเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น เมื่อสังเกตโดยรอบแล้ว “ก็ไม่มีอะไรผิดแผกนี่นา มันก็ต้นไม้ธรรมดาำๆ”

ทันใดนั้น เกิดแสงสว่างวาบขึ้นตรงโคนต้นไม้นั้นเอง…….

around ระหว่างทาง 02

Friday, September 7, 2007

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีเด็กชายขายไม้ขีดไฟคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่เพิ่งตายจาก เขาอาศัยอยู่กับลุงที่เป็นช่างทำไม้ขีดไฟ เด็กชายคนนี้ เขาเป็นเด็กฉลาดคนหนึ่งทีเดียว แต่เสียตรงที่แกมโกงนิดหน่อย จึงไม่ค่อยมีใครเอ็นดูเขาเท่าไรนัก

วันหนึ่ง เด็กชายขายไม้ขีดไฟขายไม้ขีดไฟให้กับคนทำขนมปัง เขาบอกกับคนทำขนมปังว่า เขาจะแถมไม้ขีดไฟให้ 20 ก้าน หากคนทำขนมปังซื้อ 20 กลักขึ้นไป

คนทำขนมปังตกลงซื้อไม้ขีดไฟ 20 กลัก เด็กชายขายไม้ขีดไฟ จึงแถมให้ตามสัญญา หากแต่คนทำขนมปังไม่รู้หรอกว่า ก่อนนำไม้ขีดไฟมาขายในวันนี้ เด็กชายหยิบไม้ขีดไฟ 1 ก้าน ออกจากกลักไม้ขีดทั้งหมดแล้ว เขาจึงได้ของไว้แถมโดยไม่ต้องเสียไม้ขีดไฟกลักใหม่เลย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างความฉลาดของเด็กชายขายไม้ขีดไฟเท่านั้น

หากว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงเด็กชายขายไม้ขีดไฟธรรมดาอีกต่อไป เพราะวันหนึ่งขณะที่ เกวียนบรรทุกสินค้าหลายเล่ม จอดอยู่ในบริเวณที่เด็กชายขายไม้ขีดไฟนั่งอยู่ เขาแอบฟัง ขุนนางคนหนึ่งคุยกับพ่อค้า

“สินค้าในเกวียนเหล่านี้จะถูกนำไปส่งยังเมืองท่าอันไกลโพ้น แล้วข้าจะร่ำรวยมหาศาลเพราะขายมันให้กับพระราชาผู้มั่งคั่ง ฮ่าฮ่าฮ่า” ว่าแล้วขุนนางก็หัวเราะเสียงดังจนพุงกระเพื่อมขึ้นๆ ลงๆ

เด็กชายขายไม้ขีดไฟ เมื่อได้ยินดังนั้น เขาแอบไปซ่อนตัวอยู่ในเกวียนสินค้าเล่มหนึ่ง เขาอดทนซ่อนตัวอยู่ในเกวียนเป็นเวลาหลายวัน แต่ในเวลากลางคืนที่กองคาราวานสินค้าหยุดพัก เขาจะออกจากเกวียน เพื่อมาขโมยขนมปังจากเกวียนเสบียงของกองคาราวานนั้นเอง

จนกระทั่งค่ำวันหนึ่ง หัวหน้าผู้คุมกองเกวียนมายืนพูดคุยกับกองกำลังคุ้มกันคาราวาน อยู่ข้างๆ เกวียนที่เขาซ่อนตัวอยู่ “รุ่งสาง จะออกเดินทางไปยังถนนด้านทิศตะวันออก”

เด็กชายขายไม้ขีดไฟได้ยินดังนั้นจึงคิดอุบายขึ้นมาได้

ถึงเวลาเช้า กองคาราวานสินค้าออกเดินทางไปตามเส้นทางทิศตะวันออก ผ่านไปไม่นานนัก กองคาราวานต้องหยุดลงเพราะมี เด็กชายคนหนึ่งมานั่งร้องไห้ขวางทางอยู่

“เจ้าเด็กน้อย หลบออกไปจากทางเสีย” หัวหน้ากองคาราวานเจรจา

ทันใดนั้น เด็กชายคนนั้น ก็ตรงเข้ากอดขาของหัวหน้ากองคาราวาน “ได้โปรดเถิดท่านขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ ขอให้ข้าได้เดินทางไปกับกองเกวียนของท่านด้วยเถิด”

“เจ้าเป็นใคร จะไปกับคาราวานได้อย่างไร แล้วพ่อแม่ของเจ้าเล่า” หัวหน้ากองคาราวานซักถาม

“พ่อแม่ของข้าตายหมดแล้ว ข้าเดินทางรอนแรมมาไกล อดอยากไม่มีกินเลยท่าน หากให้ข้าไปกับท่านด้วย ข้าก็จะช่วยงานท่าน ข้าขอเพียงอาหารกับเสื้อผ้าเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนเท่านั้น นะท่านขุนนางผู้ยิ่งใหญ่” หัวหน้ากองคาราวานได้ฟังดังนั้น ก็นิ่งไปชั่วอึดใจหนึ่ง ‘หากนำเจ้าเด็กนี่ไปด้วย อาจขายเป็นทาสไปก็ได้

“ได้ ข้าให้เจ้าร่วมกองคาราวานไปด้วย แต่หากเจ้าก่อปัญหาใด ข้าจะไม่ช่วยเหลือเจ้าอีกต่อไป” หัวหน้ากองคาราวานประกาศก้อง

เด็กชายขายไม้ขีดไฟ กลายเป็น เด็กชายประจำเกวียนเสบียง คอยช่วยหุงหาอาหารให้กับชาวกองคาราวานสินค้า ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ในระหว่างการเดินทาง เด็กชายประจำเกวียนเสบียง ได้พบเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งบ้านเรือนที่ไม่เหมือนกับย่านที่ตนเคยอยู่อาศัย ผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าแปลกตา สินค้าแปลกๆ มากมาย รวมไปถึงสัตว์หน้าตาประหลาดอีกหลายชนิด

การเดินทางอันยาวนานสิ้นสุดลงแล้ว เวลาผ่านมา 90 วัน นับจากวันแรกที่กองคาราวานสินค้า ออกเดินทางมายังเมืองท่าอันแสนไกล

“นี่หรือ ที่เขาเรียกว่า ทะเล” เด็กชายประจำเกวียนเสบียงเอ่ยขึ้น

“เจ้าชอบทะเลไหม” หัวหน้าเกวียนเสบียงรำพึงราวกับไม่ต้องการคำตอบ “แต่ข้าชอบทะเล”

“ข้าชอบทะเล” เด็กชายประจำเกวียนเสบียงพูดขึ้นลอยๆ เช่นกัน

รุ่งขึ้นเมื่อขนสินค้าทั้งหมดขึ้นเรือสำเภาแล้วนั้น “มีใครเห็น เจ้าเด็กชายประจำเกวียนเสบียงบ้าง”

ไม่มีใครตอบเลยสักคน เด็กชายประจำเกวียนเสบียง หายไปไหน

“ข้าคิดว่า เขาอาจชอบทะเลมาก จนจมหายไปในทะเลแล้วก็ได้” หัวหน้าเกวียนเสบียงรำพึง

เรือสำเภาลอยออกไปไกลแล้ว คงไม่มีใครได้ยินเสียงนี้ “ลาก่อนกองคาราวานสินค้า ข้าจะนำสินค้าไปส่งให้ถึงมือพระราชาผู้มั่งคั่งด้วยมือของข้าเอง”

ตอนนี้ เด็กชายประจำเกวียนเสบียง ได้กลายเป็น เด็กชายประจำเรือสำเภา ไปแล้ว

around ระหว่างทาง 03

Monday, October 8, 2007

0 จากดินไปไกลสุดสายตา

ณ ที่ขอบฟ้าจุมพิตแผ่นน้ำ

ยามนี้ กลางวันท้องฟ้ากระจ่าง

ทะเลกว้างระยับพราวราวอัญมณี

0 ราตรีเคลื่อนดาวน้อยกะพริบวับ

ดาราประดับแผ่นฟ้าและผืนน้ำ

เย็นลมพัดขับกล่อมแสนสำราญ

แต่นงคราญแคล้วคลาดไม่อาจเจอ

“เจ้าเคยได้ยินบทกวีนี้ไหม” กะลาสีหนุ่มเอ่ยขึ้น สายตาเหม่อมองไกล

“ไม่เคยเลย” น้ำเสียงเลื่อนลอยของ เด็กชายประจำเรือสำเภา บ่งบอกว่า เขาไม่เข้าใจประโยคยาวๆ ที่กะลาสีบอกว่ามันเป็นบทกวีนั้นเลยแม้แต่น้อย

ตอนนี้สายตาของ เด็กชายประจำเรือสำเภา เหม่อมองไปยังดาวดวงหนึ่ง “ข้าเคยได้ยินแต่ชื่อดวงดาว นั่นไง ดาวประจำเมือง” เสียงของ เด็กชายประจำเรือสำเภา เบาลงไปมากในตอนท้าย

วันแรกที่ เด็กชายขายไม้ขีดไฟ โดยสารไปกับลำเรือ ‘เขาเมาเรือ’ เพราะในคืนก่อนหน้า เขาไม่ได้หลับสักงีบเลย “ทำยังไงข้าจะได้ขึ้นเรือ” กว่าที่เขาจะคิดหาทางออกให้กับตัวเองได้นั้น เขามองเห็นทาสถูกต้อนขึ้นเรือ จังหวะนั้นเอง เด็กชายขายไม้ขีดไฟ แทรกตัวเข้าไปในขบวนทาสที่ถูกต้อนไปยังเรือสำเภา

“เจ้าเด็กน้อย คนที่ 113” หัวหน้าคนเรือ ตรวจนับจำนวนทาสที่ถูกส่งมายังเรือสำเภา “เอ เจ้าคนขายทาสมันบอกว่ามีทาส 112 คน ไม่ใช่หรือ” หัวหน้าคนเรือ หันหน้าไปหาลูกน้อง

“ข้าก็ได้ยินนะว่า 112 คน” ลูกน้องร่างใหญ่ยิ้มให้หัวหน้า “เอ หรือว่า เจ้าหนูนี่มันตัวเล็กกว่าใครเขา คนขายทาสจึงนับได้ไม่ถ้วน” สิ้นเสียงของชายร่างใหญ่การเสวนาเรื่องจำนวนทาสจึงยุติ เหมือนโชคดีวิ่งเข้าใส่ เด็กชายขายไม้ขีดไฟ ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้ขึ้นเรือสำเภาสมดังใจนึก

เด็กชายขายไม้ขีดไฟ ที่บัดนี้กลายเป็น เด็กชายประจำเรือสำเภาไปแล้ว เขาใช้ชีวิตบนเรือมากว่า 50 วัน การเดินทางบนผืนน้ำของเขาไม่จบลงเสียที เพราะตัวเขาเองไม่เคยได้ก้าวเท้าพ้นกราบเรือลำใหญ่นี้เลยสักนิด

ทุกครั้งที่เรือเทียบท่า เด็กชายประจำเรือสำเภาได้แต่มองดูทาสทั้งหลายขนสิ่งของออกไปจากเรือ และขนสิ่งของกับอาหารกลับขึ้นมาไว้บนเรือ “ยังไม่ถึงเมืองของพระราชาผู้มั่งคั่งอีกหรือ”

เด็กชายประจำเรือสำเภา กลับมาทำหน้าที่ของตนเอง นั่นคือผู้ช่วยปรุงอาหารอันดับสุดท้ายในห้องครัว ตอนนี้เขาใช้มีดได้คล่องมากแล้ว เพราะงานในหน้าที่ประจำวัน คือหั่นผักหลายชนิดในจำนวนที่มากพอสำหรับทำอาหารได้ 3 มื้อ ให้กับคนทั้งลำเรือกว่า 100 ชีวิต

ในบางวันเขาได้รับหน้าที่อื่น เช่น ขัดพื้นเรือ หลังจากเรือโดนพายุทะเลคลั่งโหมใส่ “ข้าชอบมาขัดพื้นเรือบนนี้ มากกว่าหมกตัวหั่นผักอยู่ในครัวนั่น” เด็กชายประจำเรือสำเภามักรำพึงกับตัวเอง และวันนี้ “ข้าอาจโชคดีก็ได้ …เจอปลาตัวโต ที่ใครๆ พูดถึง เพราะวันนี้ฟ้าสวย”

ล่วงเข้าสู่เช้าวันที่ 80 บนเรือสำเภา “ท่านกะลาสี นั่นคือปลาอะไร ” เด็กชายประจำเรือสำเภาชี้ไปที่ทะเล กะลาสีหันไปมองยังทะเลด้านทิศตะวันออกของลำเรือ “นั่นเรียกกันว่า โลมา แสดงว่าเราใกล้ถึงน่านน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์แล้ว” กะลาสียิ้มให้กับเด็กชายประจำเรือสำเภา

แต่แล้วในค่ำของวันที่ 90 เรือสำเภาถูกคลื่นลมพายุโหมซัด จนไปกระแทกเข้ากับหินโสโครกใต้น้ำ ใกล้กับหมู่เกาะที่คนเล่าลือกันว่าเป็น ‘เกาะแห่งความตาย’ เรือสำเภาจมลงช้าๆ

เด็กชายประจำเรือสำเภา หาทางให้ตัวเองรอดชีวิต เขาได้ไม้กระดานอันหนึ่งจากห้องครัว นำมาใช้เกาะต่างแพ มองเห็นเกาะอยู่ไกลๆ “โธ่ ดาวประจำเมือง สุดท้าย ข้าก็ไม่ได้พบพระราชาผู้มั่งคั่ง” ไม่นานเขาถูกซัดเข้าฝั่ง เกยตื้นยังที่แห่งหนึ่ง

ชายชาวจีนคนหนึ่งช่วยนำตัวเด็กชายผู้รอดชีวิตขื้นไปบนเกาะ และดูแลเขาเป็นอย่างดี บัดนั้น เด็กชายประจำเรือสำเภา เปลี่ยนเป็น เด็กชายประจำเกาะ ไปแล้ว

เมื่อวันวารผันผ่าน ชายชาวจีนสั่งสอนวิชาต่างๆ ให้กับเด็กน้อย ในที่สุดเขาพา เด็กชายประจำเกาะ ที่โตขึ้นเป็น เด็กหนุ่มประจำเกาะ พร้อมทั้งชายฉกรรจ์อีก 50 คน ไปยังเกาะเล็กห่างไกลผู้คน

ในซอกหลืบของเกาะนั้น “เรือลำใหญ่นั่น เป็นของใครกัน” เด็กหนุ่มประจำเกาะสงสัยไม่แพ้ชายอีก 50 คนนั้น

“เจ้าจงสัญญาว่า เมื่อข้าจากไปแล้ว เจ้าจะดูแลเรือลำนี้จนกว่าชีวีจะหาไม่” ชายชาวจีน กำชับ

“ข้าสัญญา” ด็กหนุ่มประจำเกาะ มองเรือด้วยใจอิ่มเอม

ชายชาวจีนแถลงการณ์ “จงฟัง นี่เป็นเรือ ของข้า และ ผู้สืบทอด คือ เขา” ทุกสายตาจ้องไปที่ เด็กหนุ่มประจำเกาะ เมื่อชายชาวจีนพูดจบ

“เจ้าจงจำไว้ คำใดเมื่อออกจากปากไปแล้ว หาได้หวนคืน” ชายชาวจีนบอกกับเด็กหนุ่มประจำเกาะ “จงออกเดินทาง เพื่อค้นพบบางสิ่งที่ดวงตาของเจ้ามองไม่เห็น”

เรือออกทะเลแล้ว เวลาผ่านไปล่วงเข้าปีที่ 3 เช้าวันนั้น กลางทะเลมีม่านหมอกปกคลุม ชายชาวจีนสั่งให้ทอดสมอเรือ เขาเดินเข้าไปในกลุ่มหมอกที่หัวเรือ แล้วก็ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย

ท่ามกลางทะเลหมอกบนผืนทะเลกว้าง… เด็กชายขายไม้ขีดไฟคนเดิม มีชื่อเสียงระบือไกลในฐานะ ‘โจรสลัดหนุ่มใหญ่‘

ในเช้าวันที่ 27 ของปีที่ 4 ปรากฏเรือลำใหญ่ลำหนึ่ง โจรสลัดหนุ่มใหญ่ ส่งสัญญาณให้โจมตี ไม่นานนักพวกเขาก็ยึดเรือลำนั้นได้

โจรสลัดหนุ่มใหญ่ พบว่าเรือที่ปล้นได้ในครั้งนี้ เป็นเรือของพระราชาของแคว้นหนึ่งในแผ่นดินตะวันออก พระราชาองค์นี้ ชื่นชอบการค้นหาสมบัติมาก จึงได้ออกเดินทางไปยังเกาะแก่งต่างๆ ตามลายแทงที่มีคนนำมาขายให้

โจรสลัดหนุ่มใหญ่ พยายามผูกมิตรกับพระราชา “ข้าต้องขออภัยที่ไม่ทราบว่านี่เป็นเรือของพระราชาผู้มั่งคั่ง หากจะขอไถ่โทษ ด้วยลายแทงมหาสมบัตินี้ ท่านจะกรุณาไหมพะยะค่ะ” นอกจาก โจรสลัดหนุ่มใหญ่ จะมอบลายแทงนั้นให้แล้ว “ท่านพระราชา เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว จงเดินไปตามเส้นทางนี้ แล้วท่านจะพบสิ่งที่ต้องการ” โจรสลัดหนุ่มใหญ่ ใช้ผงดินปืนแต้มไปบนลายแทงมหาสมบัติ

ตลอดเวลา 7 วัน ที่พระราชาผู้มั่งคั่งได้รับการดูแลจาก โจรสลัดหนุ่มใหญ่เป็นอย่างดี “หากทุกสิ่งเป็นจริง และฟ้าเป็นใจ ข้าคงได้ตอบแทนเจ้าบ้างในวันหน้า” พระราชาผู้มั่งคั่งลาจากไปด้วยคำสัตย์สาบานนี้

เวลาผ่านไป 7 ปี โจรสลัดหนุ่มใหญ่ ผู้มีใบหน้าคมเข้ม สีผิวเข้มที่กรำแดดบนเรือเป็นเวลายาวนานทำให้เขามีผิวสีน้ำผึ้ง วิทยายุทธการเดินเรือ ที่ชายชาวจีนสอนสั่ง ตอนนี้เขากลายเป็นหนึ่งในกัปตันมือฉมังแห่งท้องทะเลย่านนี้ และเป็นบุคคลที่พ่อค้าวาณิชย์ต่างหวาดกลัว

“โอ้ ดาวประจำเมือง เวลาอันยาวนาน… ท่านอาจารย์ ข้ายังไม่พบสิ่งที่ท่านกล่าวไว้” ชีวิตของเขาไร้สุขเคียงข้าง มีเพียงใจทรมาน เพราะมิอาจไปใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินได้ ตราบเท่าที่เรือยังคงออกเดินทางอยู่เสมอ

แต่แล้วในค่ำวันที่ 90 ของปีที่ 7 เรือถูกคลื่นลมพายุโหมซัด จนไปกระแทกเข้ากับหินโสโครกใต้น้ำ ใกล้กับแผ่นดินที่คนเล่าลือกันว่าเป็น ‘แดนสวรรค์’

เรือจมลงช้าๆ โจรสลัดหนุ่มใหญ่ พร้อมลูกน้องอีก 7 คน ใช้เรือเล็กเพื่อการรอดชีวิตหนนี้ เขามองเห็นแผ่นดินอยู่ไกลๆ ไม่นานนักพวกเขาทั้ง 8 ชีวิต ก็มาถึง ‘แผ่นดินแดนสวรรค์’ ที่คนกล่าวขาน

…….

ดาราประดับแผ่นฟ้าและผืนน้ำ

เย็นลมพัดขับกล่อมแสนสำราญ

แต่นงคราญแคล้วคลาดไม่อาจเจอ

…….

บทกวีที่กะลาสีหนุ่มในเรือสำเภาเมื่อ 10 ปีก่อนเอ่ยไว้ ลอยมาอยู่ในคำนึง “ข้าเข้าใจแล้วท่านกะลาสี ตอนนี้ ข้าได้มาอยู่บนแผ่นดิน ที่ว่ากันว่าเป็นแดนสวรรค์ และหวังเพียงจะค้นพบบางสิ่งที่ดวงตาของข้ามองไม่เห็น ดังที่ท่านอาจารย์บอกไว้”

บนแผ่นดิน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้อดีตหนหลัง ตอนนี้โจรสลัดหนุ่มใหญ่ นำวิชาเก่าเก็บ ‘การทำไม้ขีดไฟ’ มาใช้หาเลี้ยงชีพ บัดนี้ ผู้คนเรียกเขาว่า ‘ช่างทำไม้ขีดไฟ’

+++

โปรดติดตาม ตอนจบ เร็วๆ นี้

Coming soon

 

3 comments
  1. พี่เอี้ยงเขียนต่อเร็วๆนะก๊ะ
    รออ่าน รออ่าน
    คิดถึงเหมียนกันจ้า
    (งานดีแต่เยอะเป็นธรรมดา ยิ่งเยอะยิ่งมีความสุข คิดอยู่ว่าสุดสัปดาห์นี้จะเขียนอะไรเล่นมาอัพบล็อค แต่ก็แหม… มันก็ยังไม่แน่นอน อารมณ์วัยรุ่น เปลี่ยนแปลงง่าย555+)
    คิดถึง
    คิดถึง

  2. moonraking25 said:

    รอลุ้นตอนจบ อยากพบบางสิ่งที่ตามองไม่เห็นบ้างจัง ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: