เรา ตัวเรา ของเรา และฝันของเรา

วันนี้น้องสิเคาะมาในเอ็มเอสเอ็น แล้วตั้งคำถามที่ตัวฉันเองเคยสงสัย แม้ว่าวันนี้จะได้เจอหนังสือบางเล่มที่ให้คำตอบได้บ้าง แต่ฉันก็ยังพยายามหาคำตอบอยู่เช่นเดิม

“ตัวตน คืออะไร”

น้องสิพิมพ์ส่งเข้ามาในหน้าต่างเอ็มเอสเอ็น ฉันกำลังจะตอบกลับ แต่เน็ทเจ้ากรรมดันหลุดเสียก่อน

เมื่อต่อเน็ทได้ หน้าต่างเอ็มเอสเอ็นของน้องสิก็กระเด้งขึ้นมาพร้อมคำถามอีกหนึ่งข้อ

“ความฝัน คืออะไร”

หุหุหุ แสดงว่าน้องสิคงยังไม่หายสงสัยเป็นแน่ และอาจทวีความสงสัยอีกมาก ^^ จึงได้มาฝากข้อความไว้ในฮิห้าอีกรอบว่า

“ความฝันมันคืออะไร แล้วตัวตน มันคืออะไรเหรอ”

เอาละ จะมาตอบคำถามที่ค้างคาใจกันละนะ

โดยทั้งหมด นำมาจากการสรุปความ (เอาเอง) เมื่อได้อ่านหนังสือ “แก่นพุทธศาสน์” – ท่านพุทธทาสภิกขุ (สำนักพิมพ์สุขภาพใจ – โปรดซื้อหาอ่านศึกษาได้ตามร้านหนังสือทั่วไป ราคาเล่มละ 120 บาท) ได้อธิบายความเอาไว้ในแบบที่ เรียบ – เข้าใจได้ – ง่ายแก่การเข้าถึง (จริงๆ)

ตัวตน = อัตตา = ego

ทั้งสามคำนั่น เป็นสิ่งเดียวกัน

อธิบายง่ายๆ ได้ว่า ตัวตน คือ เรา หรือ ความรู้สึกว่า เป็นตัวเรา และ ความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “เรา”

ท่านพุทธทาสฯ กล่าวไว้ว่า “ถ้าความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวตนเกิดขึ้น เราเรียกว่า egoism”

และอัตตา ยังหมายรวมถึง “เป็นศูนย์กลางของสิ่งที่มีชีวิต”

“เป็นอันว่า ทุกคนที่เป็นปุถุชน จะต้องมีความรู้สึกที่เป็น egoism อยู่เป็นประจำ”

ในฐานะปุถุชน การทำความดี เป็นคนดี เพียงเท่านี้ ไม่ว่าตัวตนของคนเราจะเป็นอย่างไร มันก็ไม่สำคัญ เท่าใจดีๆ ของตัวเราเองหรอกนะ

 

ส่วน “ความฝัน” เมื่ออ่านจากหนังสือเล่มเดียวกันนี้ เข้าใจว่า ความฝันน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มของ โลภะ หรือ โมหะ 

ความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูที่เป็นศูนย์กลาง (nucleus) อยู่ภายในนั้น มันคลอดออกมา เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง :

– ออกมาเป็นโลภ คืออยากได้ หรือกำหนัดรักใคร่ คือออกมาดึงดูดหรือรับเอาอารมณ์ที่มากระทบ

– ถ้าในขณะอื่น มันออกมาในรูปที่ผลักดันผลักไสอารมณ์ออกไป มันก็เป็นเรื่องราวของความโกรธหรือโทสะ

– แต่ในบางคราว มันก็โง่อยู่ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรดี ได้แต่วนเวียนอยู่รอบๆ คือว่าไม่ดึงดูดหรือไม่ผลักออก, มันก็เป็นโมหะ

       ที่กล่าวอย่างนี้ก็กล่าวเพื่อให้สังเกตง่าย ราคะหรือโลภะนั้นดึงดูดเอาอารมณ์เข้ามา มีการดึงดูดเข้าหากัน; ที่เป็นโกธะหรือโทสะนั้น คือผลักออกจากกัน; ที่เป็นโมหะความหลงนั้น มันวนเวียนอยู่โดยไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี คล้ายกับเวียนอยู่รอบๆ จะผลักออกก็ไม่กล้า จะดึงเข้าหาก็ยังไม่กล้า

นั่นเอง เรื่องของ ความอยาก ความฝัน จึงน่าจะจัดอยู่ใน โลภะ หรือ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง หากจัดเป็นอะไรแน่ชัด ต้องขึ้นอยู่กับตัวตนของคนๆ นั้นเอง

แต่ที่แน่ๆ ความอยาก ความฝัน มันก็เป็นกิเลสอย่างหนึ่งด้วยละน่า

ทั้งหมดนั่น มันก็คือ “เรา ตัวเรา ของเรา และฝันของเรา” หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า กู ตัวกู ของกู และฝันของกู”

แม้มันออกจะหยาบสักหน่อย แต่ฉันว่านี่เป็นคำที่ท่านพุทธทาสฯ ใช้ เพื่อสื่อความหมายได้ เรียบและง่าย จริงๆ

เอาเป็นว่า เวลาของคนๆ หนึ่ง ในชีวิตเดียว มันก็มีอยู่จำกัด

ยิ่งหากเกิดวันไหนมองเห็นว่า ฝันของตัวเราเองเป็นกิเลสอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้ว หนทางแห่งการดับทุกข์ก็จะนำมาซึ่งการดับไฟฝันของตัวเราตามไปด้วย

เช่นนั้น ตอนนี้ ใครที่ยังไม่รู้ ไม่เจอ ไม่พบ ความฝันของตัวเอง ควรค้นหาให้เจอโดยไว แล้วเร่งเดินไปตามเก็บเกี่ยวความฝันเหล่านั้นมาชื่นชม  

หากใครยังหาตัวตนของตัวเองไม่พบ ค่อยๆ ใช้ใจสำรวจดูนะ ลองวางลงให้ใจมันว่างๆ สักนิด ก็น่าจะพบได้ในเร็ววัน

มีเพียงสิ่งเดียวที่ร้องขอ จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่า ตัวตนจะเป็นอย่างไร ขอให้เป็นคนดี เท่านี้ก็พอแล้ว

 

หมายเหตุ   1. ตัวสีแดงคัดลอกมาจาก “แก่นพุทธศาสน์” – ท่านพุทธทาสภิกขุ (สำนักพิมพ์สุขภาพใจ) 

               2. สำหรับผู้อ่านที่อ่านเนื้อหาในหัวข้อนี้ แล้วไม่เข้าใจ (หมายความว่า เราเขียนไม่รู้เรื่องน่ะ) 

                   แนะนำว่า ไปหาหนังสือในข้อ 1 มาอ่านซะนะ ^^
 

6 comments
  1. สิ said:

    อ่านแล้วนึกถึงประโยคนึงในเพลง

    “ฉัน เป็น ฉัน อย่างนี้”

  2. อ่านแล้วไม่มีคอมเมนต์ค่ะ

    แต่ก็มา อรุณสวัสดิ์ ค่ะ

  3. ฝันกลางวัน... said:

    เป็นอับดุลรึเปล่า ถามอะไรตอบได้หมดเลย
    ตอบได้ทั้งทางโลก ทางธรรมเลยเนอะ ^^

  4. "อิ๊ว" said:

    สัพพะทานัง ธรรมะทานัง ชินาติ
    “การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทานทั้งปวง”

    บุญอันนี้สำเร็จแล้วที่ใจ…….สาธุ(ครับ)

  5. jummdcu said:

    หนังสือเล่มนี้เคยเป็นหนึ่งในหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตใครบางคน
    ทายสิว่าใคร อิอิ
    อืม เราก็มีหนังสือเล่มนี้ในครอบครองนะ
    เคยหยิบมาอ่านครั้งนึง แต่เปิดไปได้ไม่กี่หน้า
    รู้สึกตัวเองยังไม่นิ่ง+มีสมาธิเพียงพอ
    เลยหันไปอ่านหนังสือบันเทิงเริงใจของใครบางคน

    ไว้มีโอกาสจะหยิบมาอ่านแบบนิ่งๆ+มีสมาธิ
    เผื่อจะเปลี่ยนโลกของเรา เหมือนกับใครบางคน ^^

  6. พี่ฝันค่ะ… พี่เอี้ยงไม่ได้เป็นอับดุล แต่เป็นแม่หมอต่างหาก อิอิ

    พี่อิ๊วคะ… ทำไมคนอย่างพี่ถึงผลิตมาน้อยจังคะ? อยากให้มีเยอะๆ จัง หรือว่ามี?
    แต่ยังเจอแค่ไม่กี่คน

    พี่จุ๋มคะ… ใครบางคน ทำไมเขาโชคดีขนาดนี้หนอ
    ทั้งคิดดี จิตใจดี เรียนก็เก่ง ทำงานก็ดีแล้วก็ได้หลากหลาย มีแฟนก็สวย นิสัยน่ารักอีก
    นี่ขนาดไปตั้งเมืองนอกใครบางคนยังคิดถึงเลย
    จริงมั๊ยคะพี่จุ๋ม อิอิ : )

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: