around ระหว่างทาง fin (ครึ่งแรก)

ความเดิมตอนก่อน (โปรดคลิก)

1

นานมาแล้ว…

มีเรื่องเล่าขาน จนกลายเป็นตำนานของเมืองนี้…

บ้านหลังนั้น ที่สุดทางเกวียน เดิมทีเคยเป็นโรงนาเก่า ส่วนที่เป็นไม้ผุพังจนสิ้น หากว่่าโครงสร้างหินนั้นแข็งแกร่ง มันจึงคงอยู่มาได้…แม้ไม่มีใครใส่ใจ

วันนี้ โรงนานั่น กลายเป็นบ้านหลังเล็ก ที่ผู้คนเรียกขาน ‘บ้านของช่างทำไม้ขีดไฟ’

ก่อนแสงอาทิตย์ขึ้น ในเช้าวันที่ 31 นับจากวันแรกที่เหยียบแผ่นดิน ช่างทำไม้ขีดไฟกำลังขมักเขม้นทำอะไรบางอย่างอยู่ในห้องใต้ดินที่สร้างขึ้นใหม่ ณ โรงนาเก่าๆ นี่เอง

“นายอยู่ในนั้น ตั้งแต่ค่ำเมื่อวาน” ชายฉกรรจ์นามว่า ‘ทะเล’ เปรยกับเพื่อนอีกคนที่กำลังทำอาหารอยู่

“เจ้าเคยรู้เรื่องของนายมั่งไหมละ” คมพูดพลางโปรยผงเครื่องเทศลงในหม้อที่กำลังมีน้ำเดือดปุดๆ “ก่อนเรือแตกข้าได้ยินพวกนั้นพูดกันว่า นายเป็นพ่อมด”

“พวกนั้น น่ะ เจ้าหมายถึงใครกัน” ทะเลถามกลับ

“ก็อัตตากับปฐพีไงเล่า มันไปซุบซิบกัน ข้าแอบได้ยิน” คมใช้ไม้คนในหม้อที่มีน้ำเดือดปุดๆ

“เจ้าได้ยินว่าไง” ทะเลเดินไปที่หน้าต่าง ภายนอกยังคงมืดมิด เขาชะโงกหน้าออกไปราวกับกำลังสงสัยอะไรอยู่

“นายหายตัวได้” น้ำเสียงของคมนั้นเจือความตื่นเต้นอยู่ด้วย “เจ้าไม่สงสัยบ้างหรือ บางวันพวกเราเองก็ตามหานายไม่เจอ ทั้งที่เรือก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักหนา” คมออกความเห็น

ทะเลเดินกลับมาที่หม้อต้ม “ไม่รู้สิ ข้าไม่ได้คิดอะไร”  เขาเอามือแตะบ่าคมแล้วพยักหน้า คมเดินไปที่หน้าต่างตามที่ทะเลชี้นิ้วไป

“บนเรือ นายอาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง ที่พวกเราหาไม่เจอก็ได้ พวกเจ้าคิดมากไปเองซะมากกว่า”  ทะเลพูดจบ คมก็เดินกลับมาที่หม้อต้มแล้ว

“ข้าว่า เราไปเอาโต๊ะที่อยู่ในห้องโน่น มาดีกว่านะ” แล้วทะเลก็ผลักคมให้เดินไปข้างหน้า

ชายฉกรรจ์ทั้งสองออกจากห้องครัว ทิ้งหม้อน้ำแกงที่กำลังเดือดปุดๆ เอาไว้อย่างนั้นโดยไม่ปิดฝา

ชั่วเสี้ยววินาที บุคคลลึกลับสวมชุดคลุมสีเทายาวกรอมเท้า ส่วนศีรษะมีผ้าคลุมปิดบังไว้มิดชิด มีเพียงนิ้วมือเท่านั้นที่โผล่พ้นจากแขนเสื้อ ซึ่งหากดูจากความสูงแล้ว บุคคลผู้นี้น่าจะเป็นชาย และเขาโปรยอะไรบางอย่างลงในหม้อแกงที่กำลังเดือดพล่าน

“นี่ๆ เจ้ายกอย่างนั้นกินแรงข้าน่ะ” เสียงของทะเล ดังอยู่ตรงประตูก่อนเข้าห้องครัว เวลาเดียวกันนั้นเอง ชายลึกลับก็วิ่งหายออกไปทางประตูด้านหลัง

ทะเลและคมกลับเข้ามาในครัวอีกครั้งพร้อมโต๊ะตัวใหญ่ “เอาวางไว้ตรงนี้ละ” ทะเลพูดเสียงดังกว่าปกติ “ข้าจะไปตามนาย” ว่าจบแล้วเขาก็เดินผละไป ปล่อยให้คมทำหน้าที่ของตนต่อไป

ภายในห้องใต้ดินมีแสงสว่างจากคบไฟส่องอยู่เหนือโต๊ะที่ตั้งอยู่ด้านในสุดของห้อง ช่างทำไม้ขีดไฟกำลังนำไม้ชิ้นเล็กๆ ครูดไปบนแผ่นไม้ที่วางบนโต๊ะ

‘พรึ่บ’ ไฟลุกขึ้นที่ปลายไม้เล็กนั่นชั่วครู่แล้วดับไป

“ข้าทำไม้ขีดไฟตามวิธีของข้าได้แล้ว” ช่างทำไม้ขีดไฟยิ้มในแสงสลัวเรืองนั้น

พลันเสียงเคาะประตูดังขึ้น “นาย เช้าแล้ว มาทานอาหารเช้าหน่อยเถอะ” เสียงของทะเลแว่วดังลอดประตูเข้ามา

ประตูห้องใต้ดินเปิดออก ทะเลเห็นนายยิ้มให้ก็แปลกใจ แต่เขาก็ไม่กล้าซักถามอะไร

“ไปกัน” ช่างทำไม้ขีดไฟพูดพร้อมส่งยิ้มให้กับทะเล

ในห้องครัว อาหารเช้าถูกจัดวางไว้บนโต๊ะ ตามตำแหน่งที่เหมาะสม “เชิญครับ นาย” คมขยับเก้าอี้ให้ช่างทำไม้ขีดไฟ

“ขอพรจากนางฟ้ามหาสมุทร ได้โปรดปกปักรักษา แม้ม้วยสิ้นถึงชีวา นำพากลับสู่แดนดินนิรันดร” เมื่อช่างทำไม้ขีดไฟพูดจบ ทั้งสามคนก็ลงมือกินอาหารเช้า

มื้ออาหารยังไม่ทันสิ้นสุดลง ช่างทำไม้ขีดไฟล้มฟุบไปกับโต๊ะ แล้วทะเลก็ฟุบตามเป็นคนต่อมา “เป็นอะไรไปนายท่า…” ยังไม่ทันสิ้นเสียง คมก็ฟุบไปกับโต๊ะอีกคน

2

“เจ้ากลับมาทำไม” ในน้ำเสียงนั้นเจือความห่วงใย

‘ข้าไม่ได้ไปและไม่ได้กลับ ข้าไม่รู้ว่าข้าอยู่ที่ไหน ท่านอาจารย์โปรดบอกข้าที’ เสียงที่ก้องอยู่เป็นเสียงของเด็กชายขายไม้ขีดไฟกำลังวิงวอนต่ออาจารย์ ผู้เปรียบดังพ่อคนที่สองของเขา

“ท่านอาจารย์” สายตามองฝ่าความมืดมิดไปทิศที่มีแสงสว่าง “ท่านอาจารย์ … ฮึก ฮึก…” เสียงขาดช่วงไปแล้ว ช่างทำไม้ขีดไฟตื่นจากฝัน ลุกพรวดขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง

เขามองสำรวจไปรอบๆ “นี่มันที่ไหนกัน” ช่างทำไม้ขีดไฟค่อยๆ ลงจากเตียง

‘ที่นี่มันที่ไหน เตียงนอนใหญ่โต หมอนหนุนนุ่มนิ่มราวปุยนุ่นนั่น ผ้าห่มแสนอบอุ่น มันอะไรกัน นี่ข้าฝันไปหรือ’ ช่างทำไม้ขีดไฟ ย้อนนึกถึงความฝัน

ขณะเดินสำรวจรอบห้องนอนโอ่โถงนี้ เขาเกือบเดินไปถึงหน้าต่างบานใหญ่นั่นแล้ว ประตูห้องถูกเปิดออกช้าๆ ช่างทำไม้ขีดไฟเฝ้ารอดูว่า ใครจะเหยียบย่างเข้ามาในห้องนี้

“ท่านตื่นแล้วหรือ” ชายสูงวัย ใบหน้าคมสัน แววตาบ่งบอกถึงอำนาจ เขาก้มศีรษะเพียงเล็กน้อยให้แก่ช่างทำไม้ขีดไฟ “ข้าต้องขออภัยที่ต้องพาท่านมาด้วยวิธีนี้”

“หมายความว่าอย่างไรหรือท่าน…. หากข้าเดาไม่ผิด ท่านน่าจะเป็นขุนนางผู้มีอำนาจ” ช่างทำไม้ขีดไฟถามออกไป

“เราเฝ้าดูท่านอยู่ แต่ไม่มั่นใจว่า ท่านจะยินยอมมาช่วยดินแดนของเรา”

“ข้าต้องขอร้องให้ท่านช่วยเหลือในเรื่องหนึ่ง” เมื่อพูดจบ ขุนนางคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เพียงเท่านั้นช่างทำไม้ขีดไฟ ก็รับรู้แล้วว่า เรื่องที่ขุนนางขอร้องให้เขาช่วยนั้น สำคัญมากเพียงไหน

(ตอนจบ…โปรดรอสักพัก ไม่รู้เหมือนกันว่า พักใหญ่หรือเล็ก แต่ที่แน่ๆ น่าจะดี – เอ่อ ขอโทษที เรื่องพัก นี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองนะคะ)

1 comment
  1. mamahugme said:

    ออกตัวไว้ก่อนว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง
    ยังงี้เรียกร้อนตัวนะจ๊ะ
    กิกิ

    :​p

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: