โอบิริมน้ำแม่กลอง (จบ)

1

เช้าวันเสาร์

โดยสารรถไฟฟรี สายกรุงเทพฯ-หัวหินไปพร้อมกับน้องยุ้ย ณ อ่านเพลิน และน้องวุฒิ ณ kidcampmake

บนรถไฟมีบรรยากาศหลากหลายที่คุ้นเคย

และการยืนที่คุ้นชิน ดังเช่นรถไฟฟ้าบีทีเอส

“วันนี้รถไฟไปหัวหินแน่นจัง อากาศร้อนๆ แบบนี้ ใครๆ ก็อยากไปทะเล”

แต่สิ่งที่รถไฟในเมืองใหญ่ไม่มีแน่นอน คือ คนขายซาลาเปา คนขายน้ำ คนขายไก่ปิ้ง คนขายหมูทอด คนขายก๋วยเตี๋ยวปากท่อ ที่เดินขอทางเพื่อขายของอยู่ตลอดเวลา

และอาหารทั้งหลายก็ชวนให้น้ำลายสอ ร้องเรียกกระเพาะให้ทำงานเหลือเกิน แต่ต้องอดทนรอไว้ก่อน เพราะการยืนกิน มันไม่สุภาพ ไม่เหมาะสำหรับเลดี้อย่างเราๆ

2

สถานีรถไฟชื่อ เจ็ดเสมียน ไม่เคยอยู่ในสายตา ทั้งๆ ที่ผ่านมาทางนี้ก็นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

เวลาเที่ยงตรง แดดส่องลงตรงๆ ณ กลางกระหม่อม และรถไฟจอด ณ เจ็ดเสมียน

ไม่รู้เป็นเพราะความเก่าแก่ของสถานีรถไฟที่ชื่อ เจ็ดเสมียน หรือเปล่า วิญญาณปาปาราซซี่ ของหนึ่งหนุ่มกับหนึ่งสาว เลยมาออกันอยู่ที่นิ้วมือ เพื่อรัวชัตเตอร์ใส่ป้าย เจ็ดเสมียนทั้งที่แดดร้อนเปรี้ยง

แต่เราก็นึกขอบคุณอยู่นะ “แท้งกิ้วนะน้องนะ แดดร้อนขนาดนี้ ช่วยถ่ายรูปไว้เยอะๆ ก็ดี ป้าจะได้ดูด้วย”

เดินออกจากสถานีรถไฟไม่ถึงสามสิบก้าว ก็ได้เห็นตลาดเก่าอายุ 119 ปี

ตลาดแห่งนี้ ดูเล็กๆ เงียบๆ ยิ่งมองก็ยิ่งคิด “คล้ายๆ ตลาดวายไปแล้ว”

เดินไปอีกไม่เกิน ห้าสิบก้าว ก็สิ้นสุด ณ ริมแม่น้ำ “วิวดีชะมัด”

ในใจก็นึก รอให้แดดร่มลมตกก่อนเหอะ

“ไปกินก๋วยเตี๋ยวกันเถอะ” น้องวุฒิเชิญชวน

“กินข้าวดีกว่ามั้ย ร้อนอย่างนี้ จะกินก๋วยเตี๋ยวเหรอ” เราโพล่งออกไป นั่นน่ะเป็นคำแย้งเห็นๆ เป็นใครก็ต้องยอม

เดินเ้ข้าไปนั่งด้านในร้านขายข้าวหมูแดง ฯลฯ

อาหารที่สั่งคือ ข้าวหมูแดง หนึ่ง ข้าวหน้าไก่ สองจาน

ข้าวหมูแดงน่ากินที่สุด

แต่เราเลือกกินข้าวหน้าไก่

ข้าวสวยเพิ่งหมดหม้อ ทางร้านจึงต้องวิ่งไปซื้อมาจากฝั่งตรงข้าม ซึ่งข้าวก็แข็งเหลือเกิน

อาหารมื้อนั้นหมดจานเพราะได้น้ำจิ้มรสเผ็ดสูตรเด็ดช่วยไว้แท้ๆ

นอกร้านเป็นลานโล่งๆ แต่ตอนนี้ ร้านค้าเริ่มมาตั้งกันบ้างแล้ว ตรงนี้เป็นตลาดนัดที่จะมีทุกวันเสาร์อาทิตย์

อากาศร้อนของเวลากลางวัน ชวนให้ไม่สบายตัวเหลือเกิน เหงื่อออกแล้วออกอีก

หมดน้ำอัดลมไปสองขวด ก็พากันออกไปตากแดดร้อนแรงกันอีกแล้ว

3

คราวนี้เดินไปทางวัดเจ็ดเสมียน

ตรงเข้าไปในศาลาที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ

ตอนนั้นมีคุณลุงศิลปินกำลังปั้นดินอยู่ด้วยหนึ่งท่าน

ภาพที่แสดง มีทั้งภาพวาดและภาพถ่าย แต่จะหนักไปทางภาพวาดมากกว่า

มีหลากหลายเทคนิคด้วยกัน

แต่ภาพที่โดนใจเรามีอยู่สามภาพ

นั่นคือ ภาพลอยคอในคลอง วาดเป็นตีฟ มองไกลๆ เหมือนภาพจริงมาก

ส่วนอีกสองภาพ เป็นสีน้ำ ที่มีการตวัดพู่กันในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้ภาพที่ได้ เหมือนมีลมพัดผ่าน สวยมาก

“ไปสวนศิลป์บ้านดินกัน” น้องวุฒิเชิญชวน (อีกแล้ว)

อากาศร้อนแสนร้อน

แต่ก็ไปไหนไปกัน

เท่าที่ถามทางกับคนแถวนั้น ระยะทางไปสวนศิลป์บ้านดิน ประมาณ 1 กม.

เดินข้ามทางรถไฟไปแล้ว ก็แวะถามทางอีก

“จะเดินไปกันเหรอหนู มันไกลนะ ตั้ง 3 กิโลแน่ะ”

เอาแล้วไง จะเชื่อพี่คนไหนดีน้า

สุดท้าย ก็ลงเอยที่ เดินย้อนกลับไปที่ตลาด เห็นเขาว่ามีรถซาเล้งคอยบริการ

แต่นั่งรอแล้วรออีก ถ่ายรูปเล่นใน ร้านทองเก่า รถก็ยังไม่มา

กาแฟโบราณเข็นรถเข็นที่ทำจากไม้ มาจอดในพื้นที่ว่างๆ ของตลาดนัด ตั้งท่าจะตั้งร้าน

แต่ … ก็ไม่ตั้ง คงเป็นเพราะแดดแผดเผาน่ะเอง -ไม่ใช่ สีทนได้นิ จะได้ทนทุกแดดทุกฝน

และแล้วคุณพี่ใจดีแห่งร้านเฉาก๊วยชากังราว ก็ไปเรียกรถของเทศบาลมารับพวกเราทั้งสาม

แอร์เย็นๆ นั่งแสนสบาย ไปจนถึงสวนศิลป์บ้านดิน

4

สวนศิลป์บ้านดิน สวยเย็น สงบเงียบ

นั่งเล่นกันเพลินๆ เดินถ่ายรูปกันขำๆ

จนเลยไปนั่งถกเรื่องจิปาถะของชาวเราตรงร้านกาแฟ

นั่นแน่ะ นางฟ้าออกมากางร่มกันแดดให้ตามเวลาบ่ายสี่โมงเย็น

พวกเราก็พร้อมจะเคลื่อนทัพไปปักหลัก ณ ตลาดเจ็ดเสมียนกันอีกครั้ง

เดินสำรวจสวนศิลป์บ้านดินกันอีกรอบ เพื่อหาห้องน้ำ

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ได้เจอใบปิดละครเวทีของไทยหลายเรื่อง เลยไปจนถึงแบบอินเตอร์เนชั่นแนลหลายสิบใบ

ใบปิดที่ชอบๆ คือ แมคเบธ กับ อีกเรื่องที่จำชื่อไม่ได้ แต่มีคำว่า  Ladies อยู่ในชื่อเรื่องด้วย เป็นภาพน่ารักๆ สาวบัลเล่ต์สามนาง กำลังนั่ง (บนม้ายาว -มั้ง) และจรดปลายเท้าบนกองหนังสือ -เก๋ไหมล่ะคะ

แวะชม แวะถ่ายรูปไปเรื่อย พอเดินวนเข้าไปด้านหลังของบ้านไม้ไผ่ เจอะกับห้องพักที่เปิดประตูไว้ พร้อมเจ้าของห้องนั่งเล่นชิวๆ อ่านหนังสือเพลินๆ อยู่ตรงประตูพอดิบพอดี

เดินออกมาตามทาง ก่อนถึงห้องน้ำ พบกับคุณพี่ซาเล้งพอดี จึงขอให้พี่เขาออกรอบเสียเลย

บนรถซาเ้ล้ง เป็นรถจักรยานยนต์แบบพ่วงข้างด้วยที่นั่งมีหลังคา

คุณพี่ซาเล้งขับพาเลียบคลองชลประทาน อากาศที่ว่าร้อน ก็เย็นได้ แบบลมพัดผ่านผิวน้ำ อืมมม เย็นดีๆ

5

ถึงแล้ว ตลาดเจ็ดเสมียน (อีกรอบ)

คราวนี้ร้านรวงตั้งกันสลอน เกลื่อนด้วยร่มเขียวร่มแดงและมีร่มม่วงๆ ของธนาคารรูดปรื๊ดๆ แซมอยู่ด้วย

เดินสำรวจตลาดนัดแห่งนี้ พบว่ามี “ของกิน” น่าอร่อยหลายอย่าง

ขนมครกเตาถ่านร้านคุณยาย

ลูกชุบวิสามัญ เพราะหน้าตาไม่ธรรมดาเอาเสียเลย คุณพี่คนขาย ทำลูกชุบออกมาเป็นรูปตัวการ์ตูน เคโระ และอื่นๆ อีกหลายตัวเชียวล่ะ

ส้มตำขายดี หน้าตาน่าหม่ำสุดๆ – แต่น่าจะไม่มีปลาร้านะจ๊ะ

ขนมจีบแป้งบางไส้อย. หากหาซื้อกินในกรุงเทพฯ ก็มีเฉพาะในร้านติ่มซำชั้นดี แต่ที่ตลาดเจ็ดเสมียนนี้ ลูกละ 2 บาท นะจ๊ะ

สรุปว่า ซื้อขนมจีบไปนั่งชิมด้านหน้าเวทีเล็กๆ ที่กำลังมีการแสดงดนตรีไทยจากเด็กนักเรียน

ขนมจีบเคล้าเสียงขิม นี่ก็เวิร์คเหมือนกันแฮะ

หมดจากขนมจีบ ก็ย้ายสำมะโนไปนั่งเล่นที่เวทีใหญ่แทน

บรรยากาศริมน้ำ ขณะแดดร่มลมตก แถมด้วยวิวดีสุดๆ คือหนุ่มหล่อในเสื้อกล้าม -หุหุหุ เชื่อแล้วใช่ไหมว่า วิวดีจริงๆ

ขณะนี้บนอัฒจรรย์ปูนกำลังร้อน ไม่ใช่แค่ปูนที่กำลังคายความร้อนออกมาเท่านั้นนะ แต่ยังเป็นตาร้อนๆ ของสาวๆ อีกหลายนางที่นั่งดูหนุ่มหล่อคนนั้น เดินไปเดินมา ซ้อมการแสดงอยู่กับเพื่อนๆ ในคณะ

นอกจากจะได้มองดูหนุ่มหล่อสาวสวยนักแสดงเหล่านี้แล้ว ยังได้เห็นการประสานงานของทีมนักแสดงกับทีมเวที ในเรื่องการจัดแสง เช็คตำแหน่ง และอื่นๆ อีกมากมาย -ได้ความรู้ดีเหมือนกันนะเนี่ย

ตอนนี้เต็มอิ่มกับ วิวดีๆ ริมน้ำ ที่เราได้บันทึกภาพคนหน้าตาดีๆ เอาไว้แล้ว ก็ถึงเวลาย้ายก้นไปนั่งในที่เย็นๆ กันบ้าง ตามคำเรียกร้องของ น้องสาวที่ไปแอ่วด้วยกัน

6

กลับมาที่หน้าเวทีเล็ก

คุณยายอายุ 86 ปี กำลังชวนคนดูร้องเพลงลาวดวงเดือน

กล้องโลโม่ที่หนุ่มวุฒิเอาติดกระเป๋ามาแทบไม่ได้ใช้งาน

ฟิล์มมันแพงพี่” ดังนั้น ตลอดวัน กล้องเล็กของเราจึงตกอยู่ในมือน้องชายเป็นส่วนใหญ่

หนุ่มวุฒิไปถ่ายรูปอีกแล้ว

นั่งอยู่สักพัก ก็ได้เวลาหิว – ก็มันหกโมงกว่าแล้วนี่นา

ไปกินก๋วยเตี๋ยวไข่ ชาววัง ราชบุรีกัน”

แล้วทั้งสามคนก็เดินต้วมเตี้ยมๆ ไปหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวที่ว่า

สองหนุ่มสัญชาติไหนไม่บ่งบอก พวกเขากำลังสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น เพื่อสั่งก๋วยเตี๋ยว

และก็ได้รู้ว่า ที่ตลาดเจ็ดเสมียน เป็นตำบลท่องเที่ยว ที่เตรียมพร้อมมากๆ

เพราะร้านก๋วยเตี๋ยวนี้ มีชายหนุ่มอายุไม่เกิน 22 ปี กำลังสปีคอิงลิชกับสองหนุ่มต่างชาติด้วย

ลงท้ายก็เดาว่า น่าจะเป็นคนจีน ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากเกาะไหนหรือว่าแผ่นดินใหญ่

แต่นั่นก็ไม่สำคัญไปกว่า ถ้วยก๋วยเตี๋ยวที่ลอยอยู่ตรงหน้าเรา

และก็ได้ย้ายมาลอยอยู่ตรงหน้าเวทีใหญ่แล้วด้วย

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำใส่ไข่ต้ม อร่อยมาก

การกินก๋วยเตี๋ยวเคล้าการแสดงจากหนุ่มสาวหน้าตาดีหน้าเวทีใหญ่ นี่เป็นยิ่งกว่าผงชูรสเสียอีก

แค่ “ซ้อมๆ” ยังอร่อยขนาดนี้ เอ้ย! ไม่ใช่ … แสดงดีขนาดนี้

รอให้ถึงเวลา 7 pm. ก่อนเถอะนะ

7

ณ เวทีใหญ่ริมแม่น้ำ ในเวลาหกโมงกว่าๆ

คุณ มานพ มีจำรัส ทำหน้าที่พิธีกร

พอจะคุ้นๆ กันไหม กับชื่อของคนๆ นี้

คุณมานพ หรือครูนาย ได้รับรางวัลศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง จากกระทรวงวัฒนธรรม ปี 2548 ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการ สวนศิลป์บ้านดิน

คุณมานพพูดถึงการปลูกฝังลูกหลานชาวเจ็ดเสมียนให้ใส่ใจศิลปะ ไม่ว่าจะในแขนงใด ก็จะมีประโยชน์กับตัวเขาและกับชุมชน

และงาน Fringe Festival 2009 ที่จัดขึ้นใน วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ สองสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ม.ค. และ ก.พ. 2552 ก็เป็นงานหนึ่งที่จัดว่ามีประโยชน์แก่ท้องถิ่นอย่างสูง และก็เป็นจริงอย่างนั้นเสียด้วยสิ

แม้ว่าถ้าคุณมานพไม่ได้บอกอะไรมาก เราก็เชื่อสนิทใจ ตั้งแต่ตอนดูเหล่านักแสดงซ้อมการแสดงแล้วล่ะ เพราะเราได้เห็นการทำงานแบบที่เรียกว่า มืออาชีพน่ะ เขาทำกันยังไง

ในส่วนที่กำลังรอชมกันอยู่นี้ เป็นส่วนของ International Showcase @ The River

และแล้วนักแสดงกลุ่ม Wangnin Bunmei ก็แปลงร่างออกมาในการแสดงชุด Wangnin Train พวกเขาทั้งหมดเป็นชาวญี่ปุ่น ประกอบด้วย ผู้หญิง 3 และ ผู้ชาย 4 รวมเป็น 7 คน

การทำงานแบ่งออกเป็น นักแสดง 3 คน กับ นักดนตรี 4 คน

การแสดงใช้ คน การเต้น และดนตรีสด ประกอบเข้าด้วยกัน

ในสูจิบัตรงานบอกว่า เป็น Butoh + Live Music + Dance

หนุ่มสุดหล่อ (คนเดิม) นั่งกินไก่ 1 กล่อง ตลอดทั้งการแสดง

ส่วนหญิงสาวแสนสวย เธอสวมรองเท้าบัลเล่ต์สีแดง เต้นๆๆๆ แสดงๆๆๆ อยู่ในกล่องและนอกกล่อง

อีกหนึ่งหนุ่ม ก็แสดงนอกกล่องและในกล่องเช่นกัน แต่การแสดงออกด้วยท่วงท่าที่เชื่องช้า เหมือนเน้นให้ดูแตกต่างจากการแสดงท่าทางของสาวรองเท้าแดง

จะว่าไปการกินไก่ สัมพันธ์กับ การเต้นของหญิงสาวรองเท้าแดง แต่ว่าอธิบายไม่ถูกแฮะ ยุ้ยเข้าใจมั้ย มาอธิบาย ช่วยให้พี่เข้าใจหน่อยนะ

ตลอดการแสดงมือกลองสาว ก็ตีกลองอย่างเมามัน

สาว สวย มือคีบอร์ด – คนนี้ สวยสุดในสายตาเรา

หนุ่มมือกีตาร์ คนนี้ดูธรรมดาๆ แต่ว่าก็นะ หล่อใช้ได้

และคนสุดท้าย ต้องคนนี้เลย เล่นเครื่องดนตรีหลายชิ้น ทั้งฮาโมนิก้า เมโลเดียน กีตาร์ และอุปกรณ์สร้างเสียงแบบอิเล็คทรอนิกส์ด้วย แถมยังเซอร์สุดๆ เลย ^^

สงสัยกันไหม ทำไมจึงใช้ “กล่อง”

เมื่อจบการแสดง มีคำถามเดียวกันนี้เกิดขึ้น

นักแสดงเล่าถึง คนในญี่ปุ่นที่ไม่มีบ้าน จะอาศัยอยู่ในกล่อง ซึ่งคนจำนวนนี้มีอยู่มาก (ในหนังสือ โตเกียวไม่มีขา ก็เล่าเรื่องบ้านกล่องเอาไว้)

ดูจบแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ ว่าต้องการสื่อสารอะไรกับคนดู (เพราะปัญญามีน้อย) แต่ที่เห็นๆ คือ พวกเขาเก่งมาก เพราะพวกเขา ซ้อม ซ้อม ซ้อม และซ้อม เหมือนที่คุณบัณฑิต อึ้งรังสีบอกไหม

การทำงานเป็นทีม มากคนก็มากความ แต่ชาวคณะ Wangnin Bunmei ก็แสดงออกถึงการทำงานร่วมกันได้ ทำให้งานออกมาดูดี ได้อย่างที่ตั้งใจ

8

การแสดงต่อมา ได้ชื่อว่า เต้นป่า (เดียวกัน) มาจากชื่อในโบรชัวร์ว่า Dance Forest ฮา

เป็นนักแสดงสองหนุ่ม คนหนึ่งมาจากแจแปน อีกคนมาจากฮ่องกง

ทั้งสองคน ตกลงกันไว้ว่า จะพัฒนาการแสดงนี้ร่วมกันเป็นระยะเวลา 10 ปี ถึงวันนี้ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว (ความจำสั้น เรื่องจำนวนปีล่ะ)

นักแสดงทั้งสอง หน้าตาดีทีเดียว และการแสดงเล่าเรื่องความรักของคนสองคน เล่าถึงคนรักที่จากไปแล้ว -ที่หมายถึง ตาย น่ะ

คนหนึ่งแสดงเป็นวิญญาณ คนหนึ่งยังมีชีวิต

แต่ดูๆ ไป ก็งง เข้าใจยากอยู่เหมือนกัน แถมยังไม่เหมาะแก่เด็กและเยาวชนอีกด้วย เพราะการเต้นแสดงลีลาท่าทางการพันพัวนัวเนียอยู่ตลอด

ช่วงเกือบท้ายการแสดง อาการนัวๆ เนียๆ ให้ความรู้สึกอึดอัดได้พอสมควร ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนกันหรือเปล่า

แต่โดยรวมแล้ว มันอาร์ตมาก ที่เขาสื่อเรื่องของความรักออกมาได้ แต่เด็กๆ นับสิบคนที่นั่งดูอยู่ด้วย จะเก็ทไหม ก็ยังสงสัย

9

การแสดงชุดสุดท้าย ณ เวทีริมน้ำ เป็นการแสดงที่เรารอคอย

“Jiutamai” นั่นเป็นชื่อการแสดงที่ปรากฏในโบรชัวร์

นักแสดงมีชื่อว่า คุณ Noe Tawara เป็นชาวญี่ปุ่น

“An exquisite traditional performance from Japan”

นั่นเหรอ เกอิชา

เธออาจไม่ใช่ เกอิชา ก็ได้

หรือว่า เธอเป็นนักแสดง

ไม่สิ เกอิชา ก็คือ นักแสดง

เธอผัดหน้าขาว ขาวแบบเดียวกับละครหน้าขาวนั่นล่ะ

ท่วงท่าเยื้องกราย เนิบช้า ของหญิงสาวคนนี้ สง่างามสุดจะบรรยาย

ผสานไปกับเสียงดนตรีญี่ปุ่น…

สายลมเย็นๆ พัดมาจากแม่น้ำ

เธอยิ้มกับผ้าผืนหนึ่ง เป็นตัวแทนของความรัก และคนรัก

พัดที่อยู่ในมือ โบกเพื่อให้ความชื่นใจ

กับพัดที่บดบังความอับอาย ก็เป็นพัดอันเดียวกัน

จะว่า การแสดงนี้ เพอร์เฟ็กท์ ก็ได้นะ

หากแต่สิ่งที่ติดอยู่ในใจมากที่สุด…คือ ดวงตาคู่นั้น

ในการแสดงที่ไม่มีบทพูด คิดว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญ

ลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น

เธอกำลังยิ้ม

เธอกำลังดีใจ

เธอกำลังโกรธ

เธอกำลังอับอาย

เธอกำลังเสียใจ

ดวงตาคู่นั้น กำลังแสดง

มากไปกว่าที่ร่างกายเคลื่อนไหว

เหมือนเราหลงเข้าไปอยู่ในโลกหมองหม่นของเธอ

นั่นเหรอ เกอิชา ศาสตร์ด้านการแสดงที่ผู้คนโจษจันและหาดูได้ยากยิ่ง

แต่เราได้ดูที่นี่ ริมน้ำแม่กลอง จ.ราชบุรี ประเทศไทย ไม่ใช่ ประเทศญี่ปุ่น

อาการติดสุข อย่างที่คุณหมอจุ๋มว่า มันกำลังวิ่งเข้าสู่ใจเราแล้วล่ะ อาจเรียกว่า “ติดสุขแบบเฉียบพลัน” ก็ได้นะ

10

สองทุ่มกว่าแล้ว

เรา น้องยุ้ย และน้องวุฒิ ซ้อนท้ายรถเครื่อง ออกไปยัง ถนนใหญ่ (เพชรเกษม) เพื่อนั่งรถตู้กลับกรุงเทพฯ

นอกจากน้ำจะให้ความเย็นสดชื่นกับต้นไม้แล้ว

เราว่านะ แม่น้ำยังทำให้ คนมีน้ำใจ ได้อีกด้วย

คุณพี่สองท่าน ยินดีพาพวกเราไปส่ง ทั้งๆ ที่กำลังรอชมรำวงย้อนยุคกันอยู่ – น่ารักไหมล่ะ

การแสดงจบไปนานแล้ว

เราเป็นแค่คนดู ยังอิ่มตา อิ่มเอิบไปถึงข้างใน

แล้วนักแสดงล่ะ

ป่านนี้ พวกเขาคง อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ ที่ได้แสดง และ มองเห็นคนดูถูกตรึงอยู่กับที่อย่างนั้น

นั่นน่าจะเป็น รางวัลที่นักแสดงหลายคนโหยหาเลยล่ะ

บนรถตู้

กล้องดิจิตอล ยังเปิดอยู่

เพื่อดูภาพที่เราพวกประทับใจ


การเดินทาง

รถตู้จาก เซ็นทรัลลาดพร้าว หรือ อนุสาวรีย์ชัยฯ ก็ได้ มีตั้งแต่ 6.00 – 20.00 น. ค่าโดยสาร 120 บาท ลงหน้าโรงงานมั่นยิ่ง นั่งรถเมล์เครื่องเข้าไป อีกไม่เกิน 30 บาท

(ขากลับก็นั่งเมล์เครื่องออกมาหน้าโรงงานมั่นยิ่งที่เดิม หรือ จะไปบิ๊กซีราชบุรีก็ได้ คิวรถตู้อยู่ตรงนั้น)

(รถตู้ขากลับ คันสุดท้าย 21.00 น.)

รถโดยสารประจำทาง – รถสายไหนก็ได้ที่เด็กเก็บเงิน บอกว่า ผ่านโพธาราม (ผ่านโรงงานมั่นยิ่ง)

รถส่วนตัว – วิ่งเส้นเพชรเกษม ผ่านบ้านโป่ง เพื่อไปโพธาราม เจอโรงงานมั่นยิ่ง เห็นแยกทางขวามือ ให้เลี้ยวเข้าไปเลยนะจ๊ะ

รถไฟ – กรุงเทพฯ-เจ็ดเสมียน ง่ายที่สุดแล้ว

ที่พัก

สวนศิลป์บ้านดิน ห้องสองคน (พัดลม) 650 บาท

90 หมู่ 5 ต.เจ็ดเสมียน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี 70120

โทรศัพท์ 032 397 668 , 081 831 7041

หรือ ภัทราวดีเธียเตอร์ กรุงเทพฯ  โทรศัพท์ 02412 7287-8 http://www.patravaditheatre.com

….

ปล 1 เวลา 9.38 น. ณ ชุมทางบางซื่อ วันเสาร์ที่ 28 กุมพาพันธ์ 2552

ปล ต้องขอขอบคุณ น้องยุ้ย และ น้องวุฒิ มากๆ นะคะ ที่ชวนป้าไปแอ่ว

ปล 3 ชอบการแสดงชุดสุดท้ายมากๆ จนต้องหาข้อมูล และพบว่า คุณ Noe Tawara เป็นนักแสดงระดับอินเตอร์ฯ ที่มีผลงานโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้

http://noetawara.com/flash/noe_eng.html

ปล 4 ยังคงเชื่อในวลีเล็กๆ “อยากเป็นช่าง…และเล่นอย่างจริงจัง”

ยิ่งชมการแสดง ก็ยิ่งเชื่อว่า การเล่นอย่าง จริงจัง นั้นมีอยู่จริง

12 comments
  1. jummdcu said:

    อากาศร้อน อืม ถ้าได้ไปด้วยคิดภาพออกเลยว่า ตัวเองจะอยู่ในสภาพไหน

    อ่านแล้วให้บรรยากาศเหมือนดูรายการ Journey ที่เรย์จัดเลยอ่ะ

    อยากไปไหนที่อากาศดีๆหน่อย มีมั้ยมีมั้ย

  2. นายหมูตุ้ย said:

    เสาร์-อาทิตย์นี้จะไปเขาค้อกับน้องๆที่สถานี(ไปเย็นเสาร์ กลับบ่ายอาทิตย์)
    ไปแค้มปิ้งบนเขาในหน้าร้อน(ที่ใครเค้าไม่ค่อยไปกัน)
    แต่ก็มีน้ำตกเป็นที่หมายให้เอาตัว(พร้อมตูด)ไปแช่น้ำ
    เป็นทริปสั้นๆ หวังว่าฝนคงไม่ตก(อันนี้ไม่แน่)
    แดดก็คงไม่ร้อนเกินไป(ฝันไปเถอะ)
    ได้เวลาลั้ลลา..ถึงแม้จะสั้นๆก็เหอะ (เย้ เย)

  3. มอเอ. said:

    โอ๊ยยย..นี่่ใช่มะที่ชวนเมไปหน่ะ

    อยากไปๆ

  4. rongnamcha said:

    ได้เที่ยวอีกแล้ว
    น่าอิจฉาจังนะครับ
    ดีเนอะ ได้เปิดหูเปิดตา ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะดี
    อย่าหยุดเดินทางนะครับ

  5. อยากนั่งรถไฟอีกแล้ว

  6. อิ่มอก อิ่มใจ อยากให้มีแบบนี้บ่อยๆ
    ประเทศไทยจะได้สงบสุข
    เกี่ยวมั้ยเนี่ย ^^

  7. น่าเสียดายจัง
    ถ้ารู้ว่าจะได้ดูเสื้อกล้าม
    อาจจะโดดงานไป 555+

  8. สวัสดีครับ
    ไม่เจอกันนานเลย
    มัวหลงทางอยู่น่ะครับ
    สบายดีนะครับ?

  9. plew said:

    คุณเอี้ยงเป็นไงบ้าง อ่านแล้วอยากไปมั่งจัง..แต่คงปีหน้าโน่นละถึงจะมีโอกาศ

  10. การได้ลั่นลามันช่างมีความสุขดีจริงๆ เลยนะคะ

  11. rongnamcha said:

    มีเวลาให้ชีพจรลงเท้าเมื่อไหร่
    ก็สุขใจทุกที
    เนอะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: