Archive

Monthly Archives: September 2009

“เสี่ยวเหวิน
หนังสือต้องอ่านทีละตัว  ทางเดินก็ต้องเดินทีละสาย
เมื่อลูกอ่านหนังสือเล่มนี้จบ  ลูกกับเคอจุนก็จะกลับบ้าน
พ่อกับแม่รอเจ้าทั้งสองอยู่”

หน้าที่ 29

อ่านมาถึงตรงนี้ น้ำตาซึมออกมา ในใจก็คิดว่า ‘จะต้องเสียน้ำตาอีกกี่หยดให้คนในหนังสือเล่มนี้’

เสี่ยวเหวิน หรือ ซูเหวิน คือ คนๆ เดียวกัน
ผู้หญิงคนนี้ เป็นชาวจีน เกิดที่เมืองซูโจว หากดูจากแผนที่ ก็อยู่ไม่ไกลจากเซี่ยงไฮ้หรอก
แต่ ซูเหวิน เดินทางไกลไปจนถึงทิเบต ซึ่งอยู่ทางตะวันตก สุดขอบดินแดนจีน
นั่นน่ะ ห่างจากบ้านออกไปไม่รู้กี่พันความคิดถึง จึงจะพอสำหรับคนในครอบครัวหนึ่งมีต่อกัน

ในยุคที่จีนส่งกองทัพไปปลดปล่อยทิเบตเมื่อปี 1958
ซูเหวินออกเดินทางไปพร้อมกองทัพจีน ในฐานะแพทย์

เพื่อไปตามหาความจริงว่า สามีของเธอเสียชีวิตไปแล้วจริงๆ หรือ
จะไม่บอกอีกแล้วว่า เรื่องราวในหนังสือนั้นเป็นอย่างไร
xxx

หนังสือเล่มนี้ เล่าถึงภูมิประเทศของทิเบตได้อย่างดี
บอกเล่าจนนึกเห็นภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าเร่ร่อนทิเบตว่า การนับวันเวลาในทุ่งหญ้าเวิ้งว้างนั้นรังแต่จะทำให้หัวใจหวั่นไหว
ภาพบนปกหนังสือที่ให้ความรู้สึกของคนโดดเดี่ยว
คนๆ เดียวอยู่ท่ามกลางแผ่นดินที่ดูร้างไร้สิ่งมีชีวิต
หรืออันที่จริง มีชีวิตอีกนานา ซ่อนอยู่
อย่างเช่นที่พวกเขาไม่รู้จักโลกภายนอก
ก็เช่นกัน เราคนนอกไม่อาจรู้จักคนในโลกนั้น
หากเราไม่เคยอาศัยอยู่ในโลกเดียวกัน

ไม่รู้เหมือนกันว่า คิดไปเอง หรือสายตาพร่าเลือน
ภาพนั้นยิ่งมองก็ยิ่งคิดว่าเป็น ‘เสี่ยวเหวิน’ อยู่ดี

หนังสือเล่มนี้ บอกว่า
ความรัก ความภักดี มิตร ไมตรี และ ความศรัทธา ณ ดินแดนหลังคาโลก
มีอยู่และเป็นไปอย่างไร

ปล. ไม่รู้เพราะว่า คนเขียนเขียนดี หรือ คนแปลแปลดี กันแน่
‘ฝังเธอที่ปลายฟ้า Sky Burial’ จึงกลายเป็นหนังสือดีในดวงใจอีกเล่มแล้วสิ
แม้ว่า หนังสือของสำนักพิมพ์สันสกฤตจะมีราคาสูง แต่คุณภาพของหนังสือก็สูงคุ้มราคาเหลือเกิน

Advertisements

19 กันยายน 52
วันที่ มีการรวมตัวในเขตดุสิต
พยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นสุดตัว
สุดท้ายก็ไปจนถึง สามแพร่ง
ย่านอาคารเก่าๆ ร้านค้าเก่าๆ อาหารอร่อยๆ
ไม่รู้จะว่ายังไง
คิดว่า ต่อไป กรุงเทพฯ
จะมี ถนนคนเดิน แบบที่ เชียงใหม่ มีบ้างน่ะ

ปล. ขอขอบคุณ เพลงที่นำมาประกอบคลิปนี้ เพลง “สักครั้ง” ของ วันทูทรีโซล

เมื่อวานนี้ ตื่นเช้ามาดูรายการข่าว
ช่วงตอมแมลงวัน
พาคนๆ หนึ่งมา จำไม่ได้แล้วว่า คือใคร
แต่พอจะจำเรื่องราวที่เขาพูดได้บ้าง

เขาบอกว่า หนังสือพิมพ์ในไทย
ไม่นำข่าวสารอนาคตมาบอก เป็นเพียงการนำอดีตและปัจจุบันมาเล่า
เขาจึงใช้สื่อ ดูข่าวสารจากอินเทอร์เน็ตมากกว่า

เท่าที่สรุปออกมาได้
เขาบอกว่า
คนเราควรคิดแบบใช้จินตนาการ ด้วยสมองซีกขวาให้มากๆ
แล้วใช้สมองซีกซ้ายหาเหตุผลมารองรับมัน
เมื่อพิจารณาดีแล้ว ก็ลงมือทำ

เขายกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ
หากกำลังหาที่จอดรถในอาคารแห่งหนึ่ง
คันของเขาอยู่เสียเกือบปลายแถว
รถทุกคันก่อนหน้าเขาเลี้ยวขวา
เขามองดูแล้วก็เลี้ยวซ้าย

เขาเป็นคันแรกของทางซ้าย จึงได้ที่จอดรถในทันที

ดูสิ การหาที่จอดรถ เราก็คิดแตกต่างจากคนอื่นได้
ไม่ต้องตามๆ กันไปหรอก

ในเช้านี้ วันที่พกคอมฯ กลับบ้านด้วย
เปิดอินเทอร์เน็ตมาก็ได้พบ คนมีน้ำใจหลายคน
ซึ่งในหนังสือพิมพ์ ก็จะมีเพียงข่าว CSR จากบริษัทห้างร้าน
มันไม่เหมือนการมีน้ำใจแบบนี้หรอก
ลองไปอ่านดูกันนะ

โครงการเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร “ร.ร.บ้านทุ่งสว่างวัฒนา จ.ชัยภูมิ”

Link: http://www.oknation.net/blog/daoplatapean/2009/09/14/entry-1

โครงการเล็กๆของน้องพยาบาลผู้น่ารักกับเพื่อนๆของเธอครับ ขออนุญาตแบ่งปันตรงพื้นที่ตรงนี้นะครับ
ขอบคุณครับ
………..

ฉันกับเพื่อนสองสามคน
รวมตัวกันในนาม”กลุ่มสร้างสุข”
จัดตั้งโครงการเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร
โรงเรียนแรกที่เราจะไปคือ โรงเรียนบ้านทุ่งสว่างวัฒนา จังหวัดชัยภูมิ
ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเพื่อนคนหนึ่ง
เราจะไปสอนสุขศึกษา และร่วมบริจาคสิ่งของเพื่อน้องๆ
ขอบอกรับบริจาคสิ่งของไว้ก่อนนะคะ
– แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แก้วน้ำ
– อุปกรณ์กีฬา
– ตู้ยาสามัญประจำบ้าน ยาสามัญประจำบ้าน
– อุปกรณ์ทำแผล
– อุปกรณ์การเรียน
– หนังสือเรียน หนังสืออ่านนอกเวลา
รวมทั้งของเล่น ตุ๊กตา เสื้อผ้าเด็ก ฯลฯ
ตามที่จะกรุณามอบให้
รายละเอียดของโครงการจะมาแจงให้ฟังอีกทีค่ะ
ถ้าสนใจก็ลงชื่อไว้ก่อนนะคะ
หรือจะส่งอีเมลล์มาก็ได้
dew072@hotmail.com
จะไปในช่วงต้นตุลานี้ 1 – 3 ตุลาคม นี้ค่ะ
…………………
มีเพื่อนทวงถามว่า
ฉันเอาเวลาและเรียวแรงมาจากไหน
แค่ทำงานก็เหนื่อยมากแล้วไม่ใช่เหรอ
บ้าพลัง!
ฉันตอบไปว่า
บ้าก็บ้า
พลังของฉันเหลือเฟือ
และมันหลั่งออกมาเรื่อยๆ
ตราบที่หัวใจไม่ยอมเต้นช้าลง*

และนี่ก็เป็นน้ำใจอีกเช่นกัน
น้ำใจที่ดูฉลาด
น้ำใจที่อยู่บนหลักการของความต้องการอย่างแท้จริง

http://www.roundfinger.com/blog/?p=673#comments

BE Magazine

วันนี้อยากแนะนำนิตยสารน่ารักๆ ฉบับหนึ่ง (ซึ่งจริงๆ อยากจะแนะนำมาตั้งนานแล้ว)
นั่นคือ BE Magazine ครับ

พี่ๆ น้องๆ หลายคนน่าจะได้เห็นผ่านตาผ่านจมูกผ่านปลายนิ้วกันไปบ้างพอสมควร
ผมเองเมื่อเห็นเล่มแรกก็หยิบขึ้นมาสูดดมและกวาดลูกตาไล่ไปตามตัวหนังสือเช่นกัน
เพราะนับว่าเป็นนิตยสารหน้าตาดีเล่มหนึ่งบนแผงหนังสือ แต่ไม่ใช่แค่ “หน้าตาดี”
นิตยสารเล่มนี้ยัง “ใจดี” อีกด้วยครับ

BE Magazine จัดทำขึ้นมาด้วยแนวคิดของการทำธุรกิจเพื่อสังคม
พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อให้ตัวเองรวย แต่เพื่อช่วยให้คนจนน้อยลง
ไงครับ น่าสนใจใช่ไหมล่ะ

จากวิธีคิดนั้นนำมาสู่วิธีทำ คือ การเพิ่มทางเลือกให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคม
ให้เขามีลู่ทางในการหาเงินมาเลี้ยงปากท้องและครอบครัว

ผู้ด้อยโอกาส (ซึ่งอาจจะเคยเป็น “ขอทาน”) สามารถมาขอรับ BE ไปขาย
โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย และรายได้ที่ได้มาจากการขายนิตยสาร
ก็เข้ากระเป๋าผู้ขายเหล่านั้นทั้งหมด (อะไรจะใจดีขนาดนี้!)

นอกจากนั้นในส่วนขอมูลนิธิยังเปิดรับสมัครสมาชิกรายเดือน
ซึ่งผู้สมัครสมาชิกก็จะได้รับนิตยสารไปนอนอ่านทุกเดือน
รายได้ทั้งหมดจะนำเข้ามูลนิธิโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ

และนี่คือข้อความที่เขาแนบมาเพื่อประชาสัมพันธ์
โครงการนิตยสารเพื่อสังคม เปิดรับเยาวชนที่ต้องการมีรายได้เสริม คนพิการที่สามารถดูแลตัวเองได้ ผู้ด้อยโอกาสในชุมชนต่างๆ มูลนิธิ รวมทั้งกลุ่มอาสาสมัครอิสระทุกๆ กลุ่ม ที่ต้องการทุนทรัพย์ไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่อ ทั้งยังถ้าพบเห็นน้องๆ ที่ต้องการทุนทรัพย์เพิ่มเติม ก็สามารถเชิญชวนมาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมโครงการได้เช่น มารับนิตยสาร BE ไปจัดจำหน่ายฟรี! สามารถติดต่อได้ที่โทร. 02 691 9868-9 หรือ 085 117 7669 หรือเข้าไปชมรายละเอียดนิตยสารและรู้จักพวกเราได้ที่ http://www.think-be.com

หน้าปก BE เขียนไว้ว่า
“นิตยสารของคนเมือง ที่สามารถปรับใช้ได้จริง
รายได้มอบให้ผู้ด้อยโอกาสและนำมาผลิตนิตยสารเพิ่ม”

แทนที่พี่ๆ น้องๆ ขอทานทั้งหลายจะมาแบมือขอเงินเฉยๆ
เขาก็จะได้ภูมิใจที่ได้ “มีอาชีพ” ขายนิตยสารเพื่อนำเงินมาเลี้ยงชีพ
ฝ่ายเราเอง แทนที่จะให้เงินไปเพื่อแลกกับการยกมือไหว้
เราก็ได้ “เนื้อหาสาระ” กลับมาด้วย

นับเป็นแนวคิดที่น่ารักและสร้างสรรค์ น่าสนับสนุน

ผมเองก็มีโอกาสได้เขียนคอลัมน์รับเชิญหนึ่งครั้ง
ใน BE Magazine เล่มสาม (หน้าปกคุณอุ้ม-สิริยากร)
ลองเอามาแปะให้อ่านกันเล่นๆ ในนี้
แต่ถ้าใครอยากอ่าน BE Magazine ก็ลองด้อมๆ มองๆ หา
ในมือของ “คนขาย” ที่ยืนอยู่บนฟุตบาทที่เราเดินผ่านมาผ่านไปดูนะครับ

ผมชอบคำว่า “นิตยสารของคนเมือง” บนหน้าปก
เพราะนิตยสารเล่มนี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อคนเมืองแบบเราๆ ที่เป็น “ผู้อ่าน” เท่านั้น
แต่ยังทำขึ้นมาเพื่อ “ผู้ขาย” ด้วย ซึ่งทั้งพวกเรา พวกเขา และพวกเธอ
ต่างก็อาศัยและหายใจอยู่ในเมืองเดียวกัน

การเป็นคนมีน้ำใจ ต้องรู้จักหยิบยื่นน้ำใจให้ถูกที่ถูกเวลา
นั่นล่ะ คนมีน้ำใจที่ฉลาด

นี่ทำให้นึกถึง น้องสาวคนหนึ่ง
เธอลงมือทำในสิ่งที่เรียกว่า จิตอาสา
มีความพยายามอย่างไม่ลดละ
ตั้งแต่ อ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอด
พิมพ์หนังสือ
ในไฟล์เวิร์ด เพื่อส่งไปทำหนังสืออักษรเบรลล์
ติดต่อขอต้นฉบับหนังสือดีๆ เพื่อนำมาพิมพ์ใส่ไฟล์เวิร์ด
แต่แล้วก็ต้องมาท้อใจ
เมื่อทราบว่า หนังสืออักษรเบรลล์นั้นมีต้นทุนสูง
กว่าจะพิมพ์ได้สักเล่ม
ต้องผ่านกรรมการอีกมากมาย
และยังทราบจาก อาสาสมัคร ที่คลุกคลีกับน้องตาบอดอีกว่า
เด็กๆ พวกนี้ มักไม่ชอบพกหนังสืออักษรเบรลล์หรอก “มันหนัก”
เขาจะชอบให้พวกพี่ๆ อาสาฯ อ่านให้ฟังมากกว่า หรือไม่ก็ฟังจากหนังสือเสียง

มาถึงตรงนี้
คิดว่า การไปอ่านหนังสือให้น้องๆ  ตาบอดฟัง
จะน่าพิสมัยกว่านะ
เพราะมันทำให้เกิดการสื่อสาร 2 ทาง

เมื่อสัก 2 สัปดาห์ก่อน
มีโอกาสได้นั่งฟัง อาสาฯ คนหนึ่ง อ่านนิยาย “ภารกิจรักพิทักษ์เธอ” ให้น้องตาบอดฟัง
เป็นเวลาสั้นๆ ที่สนุกมาก
จะมีเสียงวี้ดวิ้ว โห่ฮา เมื่อถึงเวลาสนุกของเรื่อง
เป็นบรรยากาศที่ดีจริงๆ

หรือถ้าเราไม่มีเวลาไปใกล้ชิดกับพวกเขา
เราก็บันทึกเป็นหนังสือเสียงได้
โดยไปขอรับการอบรมจาก โรงเรียนสอนคนตาบอด (ถนนราชวิถี)
http://www.tabod.com/

การเป็นคนมีน้ำใจที่ฉลาด
ควรจะรู้จักตัวเองก่อนว่า เราจะให้อะไรกับคนอื่นได้บ้าง
และที่สำคัญ ให้ไปแล้ว มันใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ หรือเปล่า
ใช้สมองซีกขวารู้สึกถึงความต้องการ จะให้
แล้วใช้สมองซีกซ้ายตรึกตรองดีๆ ว่า ผู้รับควรได้รับอะไร

แล้วน้ำใจนั้นจะไม่สูญเปล่า

ปล. น้องต้อม บุญทานมากมาย ที่ทำไป จะส่งผลให้น้องหายป่วยเร็วๆ นะ

‘เมื่อคืนนี้ผมฝันร้าย’

ภาพเครื่องบินเล็กแตกเป็นเสี่ยงๆ ไฟที่ติดพรึบในตอนก่อนเครื่องบินตก มอดลงอย่างรวดเร็ว

‘อ่าว แล้วทำไม ไม่เจ็บตรงไหนเลยล่ะ’

ผมแปลกใจ ที่ไม่รู้สึกว่า ตัวเองบาดเจ็บตรงไหน ทั้งๆ ที่ตอนเครื่องบินถลาลงจากฟ้า มันไปกระแทกขอบเขาหินปูนตรงนั้นด้วย

แล้วผมก็กระเด็นกระดอนออกจากที่นั่งผู้โดยสาร ตกปุลงมาบนพื้นดินนิ่มๆ

‘หรือว่า ฝัน’

แต่ว่าภาพเครื่องบินที่แหลกเป็นซากอยู่นั่นก็ชัดเจนเหลือเกิน

‘มันจะเป็นฝันได้ยังไงกัน’

บริเวณนี้ มีบ้านไม้เก่าๆ สูงสองชั้น ตั้งอยู่โดดเดี่ยวในหมู่ไม้ แต่ตอนนี้มีซากเครื่องบินกองอยู่ข้างๆ จะว่าไปก็เหมือนประติมากรรมที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

‘บ้านไม้เก่า กับ เครื่องบินสิ้นสภาพ’

ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

บ้าน ที่แม้จะเก่า แต่ก็ยังอยู่อาศัยได้

เครื่องบินที่เหลือแต่ซาก กลายเป็นขยะกองใหญ่ที่ไม่อาจกำจัดในเวลาอันรวดเร็ว

อนิจจา คนเรา ไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใช้สอยที่ฟุ่มเฟือยกันไปทำไมหนักหนา ‘เดี๋ยวก็ตายกันแล้ว’

ผมเดินสำรวจ ในบ้านไม้เก่าหลังนี้

แต่ผมไม่เจอใครเลยสักคน

เดินเข้าห้องโน้น ออกห้องนี้ แอบทดลองนอนบนเตียงเสียด้วยสิ

‘เหมือนนิทานเรื่องนั้นเลย เด็กหญิงกับบ้านหมี’

ผมนึกชื่อนิทานไม่ออก จำได้แต่เนื้อเรื่องว่า

ถ้าผมกินอาหารที่อยู่ในครัว แล้วไปนอนหลับบนเตียง

ผมจะตื่นขึ้นมาเจอกับเจ้าของบ้านหลังนี้

และแล้วผมก็หลับไปบนเตียงนั้นจริงๆ

พอตื่นขึ้นมา ผมได้เจอะ ครอบครัวหมี

แต่ไม่ใช่หมีธรรมดา

มันถูกเรียกต่างออกไปว่า แพนด้า ด้วยค่าที่ว่า มันเป็นพวกมังสวิรัติ กินแต่พืชผักผลไม้เป็นอาหาร

ใช่แล้วครับ ผมตื่นมาเจอ ช่วงช่วง หลินฮุ่ย แล้วก็หลินปิง แพนด้าน้อย ที่คนไทยโปรดปรานอย่างกับอะไร

และที่บอกว่า ผมฝันร้าย

ก็เพราะ ผมโดนแพนด้าตบและชี้นิ้วด่าไฟแลบ

“มานอนทำไม นี่บ้านชั้น”

ผมงงงวยกับภาพที่เห็น

แพนด้าพูดได้

“ออกไปจากบ้านชั้นได้แล้ว” หลินปิง ยังคงขับไล่ผม

“จะไปได้ยังไง เครื่องบินพังหมดแล้ว” ผมเถียงสู้แพนด้า แถมออกอาการกวนโอ๊ยเต็มที่

“เรื่องของเธอ แต่เธอต้องออกไปจากบ้านหลังนี้ได้แล้ว” หลินปิงแหวใส่ไม่ลดละ

ผมเงียบ พิจารณาว่า ฝันไปหรือเปล่า

แพนด้าจะพูดได้ยังไง

หรือว่า ผมอ่านความคิดคนอื่นได้

‘หรือเราจะอ่านความคิดสัตว์ได้ด้วย’ ต้องเป็นความฝันแน่ๆ ถึงเพี้ยนได้ขนาดนี้

‘ผมว่า ชาติที่แล้ว ผมคงชื่อ แฮรี่ พอตเตอร์ แล้วล่ะ’

แล้วอุ้งตีนหมีก็ลอยมาปะทะเข้าที่แก้มของผม

แพนด้าตบหน้าคนได้ด้วย

“ตบผมทำไม” ผมคลางแคลงใจ

“ก็ตบให้ตื่นไง” แพนด้าส่งเสียง แล้วก็ลงมือตบที่แก้มผมอีกสอง-สามครั้ง

ตอนนี้ ผมตื่นดีแล้ว มีสติสัมปชัญญะครบทุกประการ

ตรงหน้าผม คือ ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีชื่อว่า “เนตรอัปสร”

“ไงล่ะ ฝันร้ายเหรอ” เนตรอัปสรถลึงตาดุๆ ใส่ พร้อมคำถามนั่น

“ครับ ผมฝันร้าย”

….

ปล. ลองเขียนดูน่ะ

เพราะไปอ่าน “8 1/2 ริกเตอร์ การตามหาหัวใจที่สาบสูญ” เลยโดนเจ้า I-Novel ทดสอบเอา

อาจจะเขียนไม่เป็น ไอ-โนเวล สักเท่าไหร่

แต่ก็ ลองดู เผื่อจะมีสาระขึ้นมาบ้าง

คริคริ

อยากมีสาระ

จะหาซื้อได้ที่ไหน

เข้าโรงหนัง

จะพอช่วยได้ไหม

ร้านหนังสือล่ะ

จะมี สาระ อย่างที่ต้องการหรือเปล่า

พยายามหาอะไรมาเขียน

แต่ควานหาเท่าไร ก็ไม่เจอ

หาที่ไหน ก็ยังไม่เจอ

ทำยังไงดี

สมองว่างเปล่า

เซเว่นล่ะ มีมั้ย

ห้างใหญ่ๆ ล่ะ มีขายมั้ย

น่าอนาถใจ

การตามหาสาระอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

“ใครพอจะมี สาระขายบ้างคะ”

วันนี้เบื่อ

วันพฤหัสบดีเบื่อมาก

เบื่อมากมาย

เบื่อตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

เบื่อต่อเนื่องได้อีก

เบื่อว่ะ สงสัยพรุ่งนี้จะอดไปหา เชียงใหม่ (ที่รักของใครบางคน)

เบื่อเพราะงานไม่จบ

เบื่อคนรอฟุตฯ

เบื่อคนไฮเปอร์ฯ

เบื่อที่มีคนรองานจากเราอยู่

เบื่อฝากงานใครก็ไม่ได้เรื่อง

เบื่อต้องทำเองหมด

เบื่อว่ะ

เบื่อมาก

เบื่อเป็นที่สุด

เบื่อเป็นพิเศษ

ถ้าอาการเบื่อเป็นพิเศษต้องจ่ายแพงกว่า

จะเบื่อทำไมวะ

เบื่อๆๆๆ อะไรๆ ก็ไม่ได้ดั่งใจ

เบื่อโว้ย!

ปล. ลืมขึ้นป้ายจัดเรต ‘ฉอฉิ่ง ผู้ปกครองควรพิจารณา’

ขออภัยโพสท์นี้ เป็นยาเบื่อ