ใช่เพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่ง

ค่ำคืนวันเสาร์ อากาศเย็นๆ พัดผ่านริมน้ำเจ้าพระยา

“อากาศเย็นชะมัด”

เวลานั้น แทนที่จะคิดถึงผู้คนที่เดินตามก้นกันต้อยๆ อยู่ตรงหน้า
ในใจกลับย้อนนึกไปถึง
วันเวลาเมื่อต้นเดือน เมษายน 2548 หลังจากเหตุการณ์สึนามิผ่านไปไม่นาน

ค่ำนั้น กับ อากาศเย็นละรอกที่สองของปี 2552
กลุ่มของพวกเราข้ามรั้วเหล็กดัดเข้าไป เพื่อเดินเล่นบนทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา
จุดเริ่มต้นของค่ำคืนนี้ อยู่ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฝั่งพระนคร

อากาศเย็นๆ ริมแม่น้ำสายเลือดของประเทศ
พร้อมหน้าด้วยเพื่อนฝูงที่แสนจะรู้ใจกันนักหนา*
เรือร้านอาหารแล่นผ่านมา พาคลื่นกระทบหาฝั่งเสียงดังซู่ซ่าอยู่นั่นแล้ว

ท่วงทำนองนี้ ช่างคุ้นหู
จะขาดก็เพียง หนังเท้าไม่ได้สัมผัสน้ำเย็นๆ ก็เท่านั้น

ทั้งที่บรรยากาศไม่เศร้าสักนิด
เสียงคลื่นนี่เอง ตัวกระตุ้นเตือนให้นึกไปถึงวันนั้น

บนหาดทรายที่ร้างไร้ผู้คน
ที่นี่ ภูเก็ต เกาะท่องเที่ยวชื่อดัง หลังเหตุการณ์สึนามิผ่านพ้นไม่กี่เดือน
ขณะ เวลานั้น กำลังเดินเล่น ให้น้ำทะเลกระทบปลายเท้า
การเดินเพลิดเพลิน กับเพื่อนกลุ่มนี้ : พี่ชายคน น้องชายคน กับน้องสาวอีกสอง

ลำโพงโทรศัพท์เปล่งเสียงเพลงของคนอกหัก
แต่หัวใจที่หวิดเศร้านั้น กลับมาจากความรู้สึกหลากหลาย

คลื่นซ่าที่ซัดมา คือเสียงร้องไห้ของผู้คนหรือเปล่า
อาจจะทึกทักไปเองก็ได้
แต่ ที่นี่ เพิ่งมีคนเสียใจมากมาย
คนที่เสียชีวิตเพราะถูกคลื่นกลืนกิน
คนที่แสนเศร้าเพราะธุรกิจร้านค้าพังยับยากจะกู้คืน
คนบางคนสิ้นหวังจนหมดแรง แม้ยืนบนหาดทรายนี้คงไม่อาจทำได้
ชายหาดที่เคยสวยงามในสายตา
คงเป็นเพียงผืนผ้าสีดำ ที่แต้มด้วยดวงวิญญาณของคนหลายเชื้อชาติ

อนิจจา
แม้ชายหาดจะว่างเปล่า
มีเพียงเม็ดทรายเป็นผองเพื่อนกับแผ่นดินและทะเล
แต่มองไปทางไหน ก็รับรู้ได้ว่า
สสาร นั้นมีอยู่จริง

“พิชชี่” เสียงของตากล้อง มองลอดช่องพร้อมทั้งส่งเสียง
เสียงนั้น เรียกความจำให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
ที่นี่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ลมหนาวของเดือนพฤศจิกายน ปี 52
เรียกสติกลับมาอีกครั้ง

เสียงคลื่นตรงนี้ ไม่ซัดแรงเท่าใดแล้ว
แต่เสียงที่หัวใจได้ยิน

ยังคงเป็นเสียงลมอื้ออึงและคลื่นสาดซัดโครมคราม
เหมือนคลื่นทะเลบนชายหาดป่าตอง
ในคืนวันอันว่างเปล่า

ปล
1. หวังว่าจะเข้าใจกันนะ อันไหนรู้สึกจริง ตรงไหนเฟค
2. ช่วงนี้ นอกจากเรื่องงานแล้ว ทุกอย่างในชีวิตดูไร้สาระไปทั้งหมด พยายามหาสาระอยู่น่ะ
3. แต่งดเว้น การสาระแน ^^

6 comments
  1. ต้อม said:

    ตอนเดินต้อมแอบคิดในใจว่า
    ถ้าเกิดมีศพลอยน้ำมา พวกเราจะทำกันอย่างไร
    แล้วตอนที่เดินไป หยุดไป
    ต้อมเห็นมีเชือกเอ็นมัดอยู่กับเสา
    แอบเขย่าปลายเชือกอีกข้างยังจมอยู่ในน้ำ อะไรอ่ะ หนักๆ
    ตอนแรกกะว่าจะสาวเชือกขึ้นมาดู
    แต่ไม่เอาดีกว่า …
    ดูที่ต้อมคิดแต่ละอย่าง หมดความโรแมนซ์เลย เหอ เหอ

    ปล. พี่เอี้ยงเขียนดีนะคะ

  2. pattararanee said:

    ต้อมเอ๋ย สาวเวิ่นแห่งปี
    อุตส่าห์พาตัวไปรับลมหนาวริมแม่น้ำ
    แต่ดั๊นคิดมากคิดมาย

    คนแต่ละคน ก็เหมาะที่จะพูดคุยกันบางเรื่องเท่านั้น

    พี่ว่า “โปรดแปลงสินทรัพย์เป็นทุนโดยด่วน”
    เมื่อไหร่จะเขียนนิยายสักที
    พีชะ ที่เก็บกักเอาไว้
    ปล่อยมันออกมาในนิยายสักเรื่องเถอะนะ
    เผื่อจะหายเวิ่นบ้าง

    เชื่อพี่ (บ้าง) นะ

  3. jummdcu said:

    ถามจริงๆ..
    ตากล้องพูดคำนั้นจริงเหรอ
    ไม่เข้ากะใบหน้าเล้ย

    บรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำ
    แม้ไม่ได้ไปเดินด้วย
    ก็นึกภาพตามได้
    ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเลยล่ะ

    บางทีเสียงคลื่นกระทบฝั่ง
    ก็ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่กระทบใจหรอก
    ว่ามั้ย

  4. pattararanee said:

    แน่นอน
    แม้ว่าเจ๊จะติด (อยู่) เวร
    แต่ก็มีเสียงตามสายไปออดอ้อนออเซาะไม่ได้ขาด
    555+

    ตอบจริง
    เค้าพูดคำนั้นจริงๆ
    ดีนะไม่พูด “สิงโต” 5555+

  5. มอเอ. said:

    ไม่ได้ไปเดินเล่นริมน้ำนานแล้ว
    ไว้จะไปบ้างดีกว่า

    ปล.อากาศหนาวขึ้นทุกวันเนอะ

  6. pattararanee said:

    ไปดิๆ ^^

    วันนี้เริ่มร้อนอีกแล้วค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: