julie / julia / july 27

ช่วงนี้ อะไรอะไรในชีวิตดูรวดเร็วแกมหม่นมัวไปหมด
จะมีบ้างบางจังหวะชีวิตที่ช้าช้าแซมด้วยความสดใส

เมื่อสี่สัปดาห์ก่อน
เป็นวันเวลาที่สับสน จิตใจฟุ้งซ่าน เผลอไผลไปกับการหยุดและหนีจากทุกสิ่ง
จิตใจพยายามหาทางออกให้ตัวเอง
จะอยู่หรือหนี?
เบื่อหน่ายกับชีวิตเหลือเกิน
คอยแต่ถามตัวเองว่า
“มีชีวิตอยู่เพื่ออะไรฟะ”

มันช่างสับสนกับอัตตา
อนัตตา อนิจจัง ความสงบ ปลีกวิเวก
โอย อะไรอีกสารพัดที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตและธรรมะ
จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่พบคำตอบ
ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน

ต้องใช้ความพยายาม
หาทางเอาวิทยาศาสตร์เข้าข่ม
ด้วยการบำบัดจิตไปพร้อมพร้อมกับสีน้ำบ้าง โน่นนี่บ้าง
แต่ก็ยังไม่วาย
จิตฟุ้งเฟ้อเหม็นเปรี้ยวอย่างแรง!

สัปดาห์ต่อมา
ไปพร่ำบ่นกับน้าคาเมร่าแมน
เขาก็สอนโน่นนี่นั่น
แถมด้วยผู้กำกับสุดเท่
“ไม่ต้องไปบวช หรือไปเข้าวัดหรอก แค่อ่านหนังสือเล่มนี้ ก็พอ”
เขาแนะให้อ่าน ‘คู่มือมนุษย์’

ในวันอาทิตย์ถัดมา
ไปทำงานที่ตลาด อตก.
ต้องแวะกินข้าวเช้า
เจอหนังสือเล่มที่ว่าในร้านขายข้าวแกง
‘คู่มือมนุษย์’
หนังสือที่ทำแจกเป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจของคุณแม่ท่านหนึ่ง
จำไม่ได้ว่าคุณแม่ชื่ออะไร
แต่จำได้แม่นว่า วันฌาปนกิจ ตรงกับวันที่ 27 กรกฎาคม 2546

อาจเป็นเรื่องแสนบังเอิญ
แต่เราก็ได้ ‘คู่มือมนุษย์’ มาอ่าน
คนทำแจก ได้อานิสงค์จากบุญครั้งนี้มากโข
เพราะได้ช่วยอนุเคราะห์คนตามืดบอดอย่างเรา
ได้พอเข้าใจ การใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ ขึ้นมาบ้าง

วันทำงานสัปดาห์ก่อน
ตื่นเช้าพอประมาณ
ชะเง้อออกนอกหน้าต่างเห็นคุณยายใส่บาตร
“อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ”
เป็นเช้าที่ได้ดูรายการโปรดในรอบสัปดาห์ที่ห่างหาย
จะเรียกว่า เป็นโชคดีที่สุด หรือเปล่า
เพราะคืนก่อนนั้นพลาดฉาก ‘ปากคลองตลาดของครูกุ๊กกับคุณลิน’
และหลับทั้งที่โทรทัศน์ก็เปิดไว้ (ผลาญพลังงานชาติพลังงานชีวิต เปลืองไฟเหลือเกิน)

พอตื่นขึ้นมาเห็นพระบิณฑบาตร เห็นคนใส่บาตร
และที่สำคัญมาก
ได้ฟัง ทันตแพทย์คนนั้น ‘สม สุจิรา’
เขาบอกว่า ‘สติ’ ต่างจาก ‘สมาธิ’
‘ญาณ’ ต่างกับ ‘ฌาณ’
เป็นโชคดีเหลือเกิน
ทำให้เข้าใจอะไรอะไรเพิ่มขึ้นมาบ้าง

ในที่สุดก็พ้นภาวะจิตใจสับสนไปได้แล้ว
(แต่อนาคต ไม่แน่)

และแล้วเมื่อเสาร์ที่ผ่านมา
กลับเจออีกภาวะหนึ่ง
นั่นคือ ภาวะกดดัน
ดูหนัง Julie & Julia
คนสองคน เป็นคนละ Gen อยู่ในยุคสมัยต่างกัน มีบริบทแวดล้อมที่ต่างกัน
ดังนั้น การใช้ชีวิตและการปรับตัว ย่อมต่างกัน
สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองมีเหมือนกัน
คือ การค้นหาตัวตนและการทำตนให้เป็นที่ยอมรับต่อคนรอบข้าง
หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายง่ายก็น่าจะเป็น
‘หาที่ยืนให้ตัวเอง’

ในเรื่องราวของ Julie เธอมีสามี ผู้แสนดี แสนรักใคร่ภรรยา และคอยอยู่ข้างข้างเสมอ
ส่วน Julia เธอมีคนอีกคนอยู่ข้างข้าง เป็นสามีในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นำพาให้ชีวิตครอบครัวดูน่ารักน่าชังและน่าอบอุ่นอย่างประหลาด
ในหนังส่งภาพของคนข้างข้างออกมาอย่างชัดเจน
สื่อความหมายว่า หากมีคู่คิดที่ดี ย่อมคิดได้อย่างเป็นสุข
อาจจะสุขบ้างทุกข์บ้าง
แต่ในเวลานั้น ก็มีคนข้างข้าง อยู่เป็นเพื่อน
ทำให้การใช้ชีวิตในโลกที่สุกสุกดิบดิบปนปนกันนี้
เป็นสุขได้เหลือเกินแล้ว

แล้วนางสาว July 27 จะทำยังไง
ยังอยากหาที่ยืนให้ตัวเอง ในโลกนี้อยู่อีกไหม
บ่อยบ่อยที่เบื่อเบื่อ
ก็นึกอยากไปยืนในโลกอื่น
โลกที่แสนสงบ
ไม่ต้องดิ้นรน
สูดหายใจได้ลึกลึก
มองไปรอบรอบแล้วรู้สึกได้ว่า ‘โลกนี้ไม่มีมนุษย์เลยสักคน สงบดีแท้แท้’

เมื่อเช้านี้
รายการโปรด
คุณดวงฤทธิ์ สถาปนิกหนุ่มใหญ่ บอกได้คำเดียว
เขาเป็น สุดยอดมนุษย์ อีกคนแล้ว
ชอบหนังสือเล่มนั้นที่เขาเอามาให้ดู
หนังสือ ชื่อ Slow
อาจมีชื่อยาวกว่านั้น
แต่แค่คำนี้คำเดียว
มันเป็นเครื่องหมายยืนยันได้แล้วว่า
เราไม่ได้บ้าเพ้อพกไปคนเดียว
‘จังหวะชีวิตที่เชื่องช้า จะเต็มไปด้วยความสดใสน่ามอง และทำให้โลกน่าอยู่มากขึ้น’

“เออ ก็ได้(วะ) เรากำลังจะผ่านมันแล้วนะ ต้องผ่านให้ได้ด้วยตัวคนเดียวนะ”

1 comment
  1. ดวงฤทธิ์ บุนนาค
    น่าจะลงผู้ว่ากทม.อย่างที่เค้าบอกน่าจะดี
    เก่งเนอะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: