ตรอกข้าวสาร (กรุงเทพฯ ฉันรักเธอ)

1

“บงชูร์ มาดมัวแซล” นิด เอ่ยทักหญิงสาวที่เดินลงบันไดมาถึงชั้นล่างของเกสท์เฮ้าส์

“บงชูร์ เมอซิเออร์” หญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนกล่าวทักตอบชายหนุ่ม

เธอยิ้มให้เขาด้วย และรอยยิ้มนั้น เขามองเห็น ‘ตาสีน้ำตาลอ่อน สวยดี‘

หากเขาคิดดังกว่านี้ เธอ คงได้ยิน ‘แต่คงฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องแน่เลย’ ชายหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่ม จนหญิงสาวมองหน้า

“เมอซิเออร์, เมย์ ไอ ออเดอร์ เบรคฟาสท์” สำเนียงพูดภาษาอังกฤษฟังดูแปลกหู ที่ฟังแปลกหู คือ เสียงตัวอาร์ หายไปในลำคออย่างนั้น คงพอจะบอกได้ว่า เธอใช้ภาษาอื่นเป็นหลัก

ที่โต๊ะตัวเล็กนั้น หญิงสาวนั่งลง บนโต๊ะมีกล่องใส่กระดาษทิชชู่ ติดเลข 1 เอาไว้

นิดเดินเข้าไปใกล้ เขาก้มลงมองรายการอาหารที่หญิงสาวชี้นิ้วไปบนเมนูสีขาวสะอาดตา

“ข้าวไข่เจียว แธทส์ เดอะ เนม ออฟ ไรซ์ วิธ ออมเลท แม้ม อิท ทีส ข้าวไข่เจียว” นิดอธิบายให้เธอฟัง

“คาว ไค่ เชียว” หญิงสาวพยายามออกเสียงภาษาไทยตามนิดอยู่หลายครั้ง “ค้าว ไค่ เชี้ยว”

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ข้าว-ไข่-เจียว” นิดบอกเธอออกไปด้วยภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่น และตอนเรียกชื่ออาหาร เขาพยายามออกเสียงภาษาไทยให้ช้าลงและเพื่อให้ฟังง่ายขึ้น

“คาว ไค เยียว” หญิงสาวพยายามออกเสียงภาษาไทยตาม “คาว ไค้ เยี่ยว”

นิดหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะอธิบายให้หญิงสาวชาวต่างชาติเข้าใจถึงคำที่เธอออกเสียงมาในตอนหลังนั้น กลายเป็นคำที่มีความหมายว่า ‘ปัสสาวะ’

“ขอโทษค่ะ” หญิงสาวคนนั้น พูดภาษาอังกฤษเบาๆ แต่สีหน้าดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

นิดมองหน้าหญิงสาว เขาเดาไม่ออกเลยว่า เธอเขินหรือเปล่าที่พยายามออกเสียงแต่ดันกลายเป็นคำอื่นไป

2

นิด นำอาหารที่หญิงชาวต่างชาติสั่ง มาวางตรงหน้าเธอ

“เมื่อคืนหลับสบายดีไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามเป็นภาษาอังกฤษออกไป ทั้งที่เขายังรู้สึกขบขันในการออกเสียงภาษาไทยของหญิงสาวชาวต่างชาติคนนี้

“สบายดี” หญิงสาวตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนจะลงท้ายเป็นภาษาฝรั่งเศส “แมร์ซี่ โบกู”

หลังจากอาหารเช้าผ่านไป หญิงสาวชาวต่างชาติคนเดิม ถามกับชายหนุ่มด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า “ถ้าจะไปสยามสแควร์ ไปยังไง”

“ผมกำลังจะไปพอดี ไปด้วยกันก็ได้ ผมไปรถประจำทาง” นิดเองก็ตอบเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงไทยๆ เช่นกัน

หญิงสาวตอบตกลง พร้อมส่งรอยยิ้มกว้างกลับมาให้เขา

การสนทนาเริ่มขึ้น และยาวนานไปตลอดเส้นทางสู่สยามสแควร์

ผู้คนบนรถเมล์มองชายหนุ่มไทยและหญิงสาวต่างชาติคนนี้ สายตาหลายคู่ที่บอกว่าชื่นชมเด็กหนุ่ม สายตาบางคู่บอกได้ว่า แปลก

การสนทนาจบลง เมื่อทั้งสองมาหยุดที่ป้ายรถเมล์ ตรงข้ามมาบุญครอง

ขณะนั้น เป็นเวลาเก้าโมงแล้ว คนทั้งสองเดินแยกย้ายกันไปคนละทาง

นิดไปทางจุฬาฯ

ส่วนเธอ หญิงสาวชาวต่างชาติเดินไปทางสยามสแควร์

เย็นวันนั้น นิดและสาวชาวต่างชาติกลับมาพบกันที่เกสท์เฮ้าส์

ในขณะที่ นิด กำลังอยู่ในอารมณ์เบื่ออย่างที่สุด เพราะเพิ่งโดนสาวนิสิตจุฬาฯ คนที่ตามจีบอยู่นานปฏิเสธคำชวนไปดูละครเวที และวันนี้เขาเองก็ทำหนังสือเล่มโปรดหายระหว่างทาง มันคือ ‘ปารีส พำนัก คน / รัก หนังสือ ’

หญิงสาวชาวต่างชาติเดินเข้ามาถามนิดว่า “จะซื้อหนังสือได้ที่ไหนบ้าง”

นิดอาสาพาเธอไปร้านหนังสือเก่าที่อยู่ไม่ไกลนัก

ที่ร้านหนังสือเก่าแห่งนั้น

“ว่าไงนิด พาสาวมาเที่ยวเหรอ เพิ่งเคยเห็นนะเนี่ย” พี่ที่ร้านหนังสือเอ่ยปากแซว

ส่วนหญิงสาวชาวต่างชาติเดินเข้าไปเลือกหนังสือ ไม่นานนักเธอก็ได้หนังสือเก่าเล่มนี้มา ‘Time Was Soft There : A Paris Sojorn at Shakespeare & Co.’

3

ออกจากร้านหนังสือ นิดถามกับหญิงสาวด้วยภาษาอังกฤษเหมือนเคย

“คุณรู้ไหม วันนี้ผมเพิ่งทำหนังสือเล่มนี้ ฉบับแปลภาษาไทย หาย” นิดมองหน้าสาวแหม่ม

“งั้น เอาเล่มนี้ไหม” หญิงสาวมีน้ำใจจะยกให้

“ไม่หรอก ผมขี้เกียจแปล” นิดขำ พร้อมๆ กับที่หญิงสาวก็ขำเหมือนกัน

“คุณไปเดินเล่นในละแวกถนนข้าวสารนี้หมดหรือยัง” นิดชวนคุย

“อยากไปบางลำภู” หญิงสาวไม่ตอบ แต่กลับชวนให้ไปที่อื่น

นิดพาหญิงสาวเดินไปเรื่อยๆ ชี้ชวนดูร้านตัดรองเท้าหนัง และร้านรวงที่ปิดไปแล้ว

หนุ่มสาวต่างเชื้อชาติ เดินไปหยุดที่หน้าร้านไอศกรีมสเวนเซ่น ซึ่งตั้งอยู่ใกล้วงเวียน ตรงวัดบวรฯ

มีรถเข็นขายไอศกรีมผ่านมา

“พี่ๆ ซื้อไอติมหน่อย” นิดเรียกรถไอศกรีมให้หยุดก่อน

“สนใจไหม เป็นไอศกรีมกะทิ รสชาติไทยๆ เลย” นิดถาม

“สนสิ ต้องกินยังไง” หญิงสาวตอบ

นิดสั่งไอศกรีม ใส่ขนมปัง แล้วชี้ไปที่โหล ซึ่งมีทั้งข้าวเหนียว ลูกชิด วุ้นมะพร้าว ถั่วลิสงคั่ว ถั่วเขียวซีก ข้าวโพด และมันเชื่อม

“อยากชิมอันไหน” นิดมองหน้าสาวแหม่ม

เธอชี้ไปหลายอย่าง

นิดแย้ง “ไม่ได้หรอก เลือกสองอย่างพอ เดี๋ยวขนมปังไม่พอใส่”

เธอยิ้มให้เขาแล้วชี้ลงไปที่โหลข้าวเหนียวและข้าวโพด

คนขายตักข้าวเหนียว ข้าวโพด และไอศกรีมใส่ในขนมปัง โรยหน้าด้วย ถั่วลิสงคั่ว ถั่วเขียวซีก อย่างละนิดหน่อย

“วาวววววววววว” เธอรับมา แล้วกัดคำใหญ่

เธอมองหน้านิด “อร่อยมาก” เสียงพูดภาษาอังกฤษนั้นแทบฟังไม่ออก เพราะไอศกรีมเต็มปากสาวแหม่ม จนชายหนุ่มอีกคนที่เดินเข้ามาสั่งไอศกรีม อมยิ้มและกลั้นหัวเราะเอาไว้ด้วย

ขณะหญิงสาวกินไอศกรีม และรอไอศกรีมของนิด เธอพูดกับเขาว่า

“ฉาน ยา บากก์ เธอ ค้ะ” หญิงสาวชาวต่างชาติ พยายามพูดภาษาไทยกับนิด

สุดท้ายเธอก็ต้องเปลี่ยนไปบอกเขาด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงประหลาดๆ เหมือนเดิม

“เมื่อเช้านี้ ฉันอายมาก ที่พูดผิดเป็นความหมายอื่น มันตลกมากเลยที่กลายเป็นเรื่อง ปัสสาวะ ไปได้” เธอยิ้มให้เขา และรอยยิ้มนั้น ส่งผ่านนัยตาคู่สวยออกมาว่า เธอคิดอย่างนั้นจริงๆ คือ เธออายมาก

หนุ่มสาวสองเชื้อชาติพูดคุยกันไปเรื่อยๆ ดูเหมือนเป็นความสัมพันธ์ที่ดีทีเดียว เมื่อหญิงสาวเอ่ยปากถามว่า “ขออีเมล์ของคุณได้ไหม” หญิงสาวยิ้มเขินๆ  “คือ ฉันถ่ายรูปเกสต์เฮ้าส์เอาไว้ จะได้ส่งมาให้”

“โอเค แต่ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลยนะ ผมชื่อ นิด” เขายื่นมือออกไปให้เธอจับ

“ฉันชื่อ มาริยง” หญิงสาวส่งยิ้มหวาน และบอกกับนิดว่า “ช้าน ช็อป ไอซ์ครีม ค่ะที่ ม้ากมั่ก”

หมายเหตุ
“แรงบันดาลใจหากันได้ที่ไหนเหรอ” ใครหลายคนคงมีคำถามนี้อยู่ในหัว
แต่แล้ววันหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนั้นโฆษณาว่า มีผู้กำกับชื่อดังจำนวนมาก เรื่องละ 15 นาที
นั่นละ ภาพยนตร์เรื่องนั้น Paris Je t’aime.
เมื่อดูจบแล้ว จึงเป็นแรงบันดาลใจ
กลายมาเป็น “กรุงเทพฯ ฉันรักเธอ”  >>> เขียนไว้นานกว่าสองปีแล้ว แต่มันจบไม่ลง  เพิ่งจบได้นี่ล่ะ


6 comments
  1. mamahugme said:

    เอาอีกๆๆ

  2. พี่ตุ๊กตา said:

    ติดตามกันได้ตลอดเดือนแห่งความรัก!!! ว้าว…รออ่านๆ อ้อ! เดือนแห่งความรักของปี 2554 นะจ๊ะ ^o^

  3. ต้อม said:

    แหม่มคนนี้ดูเป็นมิตรดีเนอะ

  4. pattararanee said:

    พี่ตุ๊กตาคะ
    เรามาสารภาพบาป
    อีกหกตอนที่เหลือ
    ยังไม่คืบไปไหนเลย T.T

  5. rongnamcha said:

    น่ารักดีนะครับ
    อ่านแล้วอิน
    เพราะข้าวสารก็เป็นถิ่นรักของผมเหมือนกัน ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: