See Kwae Noi River and Die

ณ อุทยานแห่งชาติไทรโยคในเช้าวันที่ 13 มกราคม 2556
เวลาตีห้ากว่าๆ พวกเรารีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อย
หกโมงกว่า เดินไปถึงจุดนัดพบ แต่ก็ยังไม่เห็นเรือสักลำ

ใช่แล้ว เช้านี้พวกเราจะไปลงเรือล่องแม่น้ำแควน้อยกัน
หลังจากโทรไปตามคนเรือ พวกเราก็ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยเรื่อย เพราะหมอกกลุ่มน้อยน้อย กำลังลอยไต่มาตามผิวน้ำ
รออยู่ไม่ช้าไม่นานนัก เรือลำน้อยก็แล่นมาถึงใต้สะพาน คนเรือโบกมือให้พวกเราที่ยืนอยู่บนสะพาน
ฉันมองไม่เห็นหน้าคนขับเรือหรอกนะ แต่เห็นอากัปกิริยาโบกมือไหวๆ จากเรือลำเล็กนั่น
พวกเราเลยเดินลงไปที่แพร้านอาหารหรือท่าเรือจำเป็นในยามนี้
พอไปถึง คนขับเรือไม่อยู่ที่นั่น แต่ครู่หนึ่งเขาก็เดินมาพร้อมกับชูชีพสามตัว อุปกรณ์สำคัญที่ฉันบอกไว้เมื่อวันก่อนตอนคุยกันทางโทรศัพท์

พวกเราสามคนลงเรือเรียบร้อยแล้ว
ตำแหน่งหน้าสุดคือคุณพี่พีเคผู้รอบรู้ทุกสิ่ง (ยกเว้นชื่อเมือง Thanbyuzayat ซึ่งพี่แกบอกว่า เฮ้ย ไม่เห็นเคยรู้จัก)
ฉันนั่งในลำดับต่อมา และน้องต้อมสาวนักซิ่งเป็นคนสุดท้าย ก่อนจะเป็นพี่คนขับเรือผู้มีนามว่าชาญชัย (แต่ฉันเรียกว่ากรรชัย ตอนคุยกันทางโทรศัพท์)

ขณะที่เรือแล่นออกไป อากาศที่ผ่านมาปะทะผิวหน้าบอกให้รู้ว่า อากาศหนาวเป็นอย่างไร
พวกเรานั่งกันไปได้สักพัก ถ่ายรูปกันไปเรื่อยเรื่อย ตอนนี้คุณพี่พีเคก็เปียกประมาณหนึ่งซะแล้ว เพราะนั่งหน้าสุด รับไปเต็มเต็มทั้งลมทั้งน้ำแต่เพียงผู้เดียว (กราบขอบพระคุณมากๆ ไว้ ณ ที่นี้นะคะคุณพี่)

ลืมบอกไปว่า เรือที่พวกเราโดยสารกันในเช้านี้ เป็นเรือประมงที่รับน้ำหนักได้ประมาณนี้แหละ คือ พวกเราสามคนและคนขับเรือหนึ่งคน
อากาศหนาวเย็นตามอุณหภูมิประมาณ สิบห้าองศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านั้น ผสมกับความชื้นของหมอกหนา ทำให้มือฉันเย็นเฉียบ แต่โชคดีหน่อยที่กดชัตเตอร์กล้องตลอดเวลา กลายเป็นข้อดีไปเลย เพราะถ้าไม่ได้ขยับฉันคงเดี้ยงเอาง่ายง่าย
คุณพี่พีเค บัดนี้ก็นั่งเช็ดน้ำมูกไปถ่ายรูปไป ดูลำบากทีเดียวนะ ส่วนน้องต้อมนักซิ่งของเรา ก็นั่งเป็นมะเมี๊ยะอยู่ข้างหลังฉันนี่
หากใครมองเห็นเธอ คงจะนึกว่าเป็นสาวพม่าในย่านนี้ เพราะมีผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ห่มเอาไว้แทนเสื้อกันหนาว เหตุเพราะเธอไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วย ฉันรู้สึกว่าเป็นบาปหนา ที่ทำให้น้องต้องลำบาก เพราะย่ามใจ คิดว่าหนนี้น้องคงหยิบเสื้อกันหนาวติดมือมาเหมือนคราวก่อน แต่ก็แปลกนะ เธอไม่มีอาการหนาวเหน็บให้เห็นหรือว่าเสียงสั่นให้ได้ยิน ก็ถือว่าเป็นโชคดีของฉันไปนะ

ตอนนี้เรือแล่นทวนน้ำขึ้นไปเรื่อยเรื่อยด้วยความเร็วยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ฉันนึกในใจว่า อย่าได้ขับเร็วไปกว่านี้เลย แค่นี้ก็หนาวจะแย่แล้ว
แต่ถึงพี่ชาญชัยอยากจะขับเร็วเท่าไหร่ก็คงทำไม่ได้หรอก หมอกหนาอย่างกับกำแพงเมืองจีนเช่นนี้ มองเห็นอะไรได้ก็ในระยะ ห้าเมตรเองละมั้ง
ฉันสมมติตัวเองว่า ตัวเองเป็นโฟรโด้ผู้ถือแหวนในหนังไตรภาคอย่างลอร์ดออฟเดอะริง คุณพี่พีเคเป็นคุณลุงแกนดัล์ฟเดอะเกรย์ (พี่แกชอบเรียกตัวเองแบบนี้บ่อยๆ อยู่แล้ว) และน้องต้อม ฉันอยากให้เธอเป็นเลดี้กาลาเดรียลผู้คุ้มครองฉัน โอยแค่นี้ฉันก็ฟินสุดเลยนะ

พวกเรานั่งเรือกันเกือบชั่วโมง จนไปถึงโรงแรมแห่งหนึ่งในเขตของบ้านแก่งจอ และหยุดแวะจอดเรือตรงนี้เพื่อกินอาหารเช้า และฉันว่านะ ถ้าหนาวขนาดนี้แล้วต้องนั่งต่อไปอีก ฉันคงหนาวตายแน่แน่
แล้วฉากประทับใจที่สุดก็อยู่ตรงจุดนี้นี่เอง
เวลาแปดโมงนิดนิด หมอกบนผิวน้ำค่อยค่อยจางไปในอากาศ มีหมอกจางจางลอยเคลื่อนหายไปกับสายน้ำ และแสงแดดเริ่มเข้ามาแทนที่
แต่โน่นแน่ะ ยังคงมีหมอกหนาทึบอยู่ในทิศที่เรือจะทวนน้ำขึ้นไปซึ่งไกลออกไปสุดสายตา
วินาทีนั้นเอง หมอกหนาหนาที่ห่มคลุมภูเขาสูงข้างหน้านั่นค่อยค่อยจางหายไปทีละนิดทีละนิดอย่างกับทำซีจี แต่นี่ไม่ใช่นะ มันเป็นความงามตามธรรมชาติที่หากพลาดไปแค่เสี้ยววินาที เราก็จะไม่ได้สัมผัสมันหรอก
ฉันคิดว่า นี่แหละวินาทีที่หลายคนเคยพูดว่า แค่ได้เห็นก็ตายตาหลับแล้ว
ฉันก็เช่นกัน ได้เห็นแม่น้ำและภูเขาที่ค่อยค่อยตื่นขึ้นมารับแสงแดดยามอรุณรุ่ง
อย่างนี้เอง See Kwae Noi River and Die….

รูปภาพ

2 comments
  1. rongnamcha said:

    Live our lives happily and die…

    • pattararanee said:

      คัมไป!!!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: