Archive

Monthly Archives: June 2015

ว่าด้วยเด็กกิจกรรมและการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี
ก็ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว หลานชายวิ่งวุ่นสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆ โดยมีความตั้งใจจะสอบเข้าเรียนต่อด้านดนตรีสากล
ไอที่มันยุ่งยากกว่านั้นคือ หลานบอกว่า เมื่อเรียนจบออกมาแล้วจะต้องเป็นวุฒิการศึกษา “ครุศาสตร์” ที่สามารถไปเป็นครูสอนนักเรียนได้ด้วย
โจทย์เธอยากไปรึเปล่า
ดูเหมือนว่าจะยากแต่จริงๆ มันก็ไม่ยากเกินความสามารถที่มี

หลานชายเป็นเด็กกิจกรรม เล่นดนตรีมาตั้งแต่ ป.4 เครื่องดนตรีชิ้นแรกคือ กลองแต๊ก เพราะเป็นความตั้งใจของหลานเองตั้งแต่อยู่ ป.2 เห็นจะได้มั้ง
จำได้ว่า ตอน ป.4 และเป็นครั้งแรกที่หลานได้ออกเล่นดนตรีในงานใหญ่ประจำจังหวัด คือ งานเดินแห่กระทง (มั้งนะ ถ้าจำไม่ผิด)
พวกเราทั้งบ้านก็ยกโขยงกันไปเชียร์ตามเส้นทางที่เดินนั่นแหล่ะ

แล้วพอเรียนต่อมัธยม หลานก็เข้าวงโยฯ ของโรงเรียน เครื่องดนตรีก็เป็นกลองเล็ก กลองใหญ่ แล้วตามด้วยทรอมโบน แซกโซโฟน (ไล่เรียงเครื่องดนตรีได้ประมาณนี้มั้ง)
ช่วงที่หลานเข้าไปเรียนก็เป็นปีทองของโรงเรียนนี้ เมื่อวงดนตรีลูกทุ่งของโรงเรียนกำลังขึ้นหม้อ ก็เพราะเด็กๆ รุ่นก่อนและรุ่นต่อๆ มาต่างตั้งใจซ้อม-เล่นเพื่อการแข่งขัน จึงได้ไปแข่งขันกันอย่างต่อเนื่อง
และหลานก็เปลี่ยนมาเล่น เบสและกีตาร์ตามลำดับ
ดังนั้นตั้งแต่ ม.2-6 หลานจึงได้เล่นออกงานทั้งแข่งขัน ทั้งเล่นโชว์ตลอดหลายปี ขึ้นเวทีสำคัญๆ และได้รับรางวัลสำคัญระดับประเทศร่วมกับวงโรงเรียนและเพื่อนๆ ของเขาเยอะพอควร

จะเห็นได้ว่า หลานเล่นเครื่องดนตรีเล่นได้หลายชิ้น จะยกเว้นก็พวกคีย์บอร์ดเปียโนอะไรทำนองนี้ (อันนี้ก็คงเพราะทางบ้านไม่มีสตางค์จะซื้อให้ เลยไม่ได้เล่นน่ะนะ แต่อาจจะพอจิ้มเล่นได้บ้างละมั้ง)

ในช่วงที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ได้ไปติวพิเศษด้านทฤษฎีดนตรีกับพี่ๆ ที่เรียนอยู่หรือจบระดับมหาวิทยาลัยดังๆ แล้ว ซึ่งพี่ติวก็เป็นน้องๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกับพี่โก้ (นักดนตรีดัง) ทำให้เพิ่มความมั่นใจว่า น่าจะสอบเข้าสถาบันดังๆ กับเขาได้บ้าง
ในที่สุดก็สอบผ่านข้อเขียน มหาวิทยาลัยดังระดับประเทศ แล้ววันที่สอบปฏิบัติ หลานก็แบกเครื่องดนตรีขึ้นรถโดยสารเข้ามากลางกรุงเทพฯ มากับเพื่อนอีก 3 คน “เจ้าเด็กๆ พวกนี้นี่ก็ตั้งใจกันจริงจังมากๆ น่านับถือ”

ในวันนั้น ป้าก็ไปให้กำลังใจหลานชายอีกเช่นเคย บรรยากาศการรอสอบเป็นอะไรที่ป้าไม่คุ้นเคย เพราะเป็นการสอบทักษะด้านดนตรี จึงมีเด็กๆ นั่งซ้อมหรือหลบมุมซ้อมเล่นเครื่องดนตรีของตัวเองกันไป
มีเด็กคนหนึ่งนั่งสีซออู้ตั้งแต่ 8 โมง เขาหยุดพักแป๊บหนึ่งแล้วก็ซ้อมต่อไปแบบไม่หยุดมือกันเลย เรียกได้ว่าซ้อมนานมาก 4 ชั่วโมงเห็นจะได้

เมื่อหลานป้าเข้าไปสอบทักษะเครื่องเป่าและกลับลงมา เด็กๆ ก็คุยศัพท์แสงเกี่ยวกับดนตรี ฮาร์โมนี่ บลาๆๆๆ (ป้าล่ะงงครัช ฮ่าๆๆ)
หลานชายบอกว่า ยากมากเหมือนกัน มีสอบฟัง สอบเล่น
แล้วมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เข้าสอบเล่นไวโอลินก่อนหน้าหลาน พอเด็กผู้หญิงคนนั้นเล่นไปได้นิดเดียว อาจารย์สามคนที่ฟังอยู่ก็บอกให้หยุดเล่น
เท่านั้นแหล่ะ เด็กผู้หญิงร้องไห้แล้วก็ออกจากห้องสอบเลย มันช่างดราม่ายิ่งนัก

พอสอบกันครบแล้วเด็กๆ ก็เม้ามอยว่า มีแต่พวกโหดๆ เนอะ
ป้าก็ถามความหมาย เจ้าพวกนี้ก็บอกว่า โหดๆ เนี่ยคือ การเล่นระดับเทพๆ นะครัช
เออ มันก็จริงนะ เพราะเท่าที่ฟังดูคนอื่นๆ ซ้อม มันมีเสียงเครื่องดนตรีหลากหลายและหลายระดับการเล่นจริงๆ
และเด็กๆ ก็ได้ประเมินตัวเองกันด้วยว่า น่าจะไม่ติดที่นี่ แต่ก็มาสอบเพื่อเป็นประสบการณ์
ดูเหมือนเด็กๆ จะทำใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว

การสอบเข้าของหลานชายยังไม่จบสิ้น ไปสอบหลายมหาวิทยาลัย บางแห่งสอบได้ก็ไม่ไปสอบสัมภาษณ์ ซึ่งถ้าไปสัมฯ ก็ได้แน่นอน เพราะเป็นเด็กกิจกรรม แต่ไม่ไปเพราะไม่ใช่วุฒิครู บางแห่งก็พลาดไม่ได้ทำแม้แต่สมัครสอบ ก็แอบเสียดายกันไป แล้วก็มาลุ้นกันต่อปายยย
ในที่สุดก็ได้ที่สถาบันหนึ่ง ก็อยู่ที่บ้านนั่นแหล่ะ แต่….หลานบอกว่า ถ้าเอาก็จะไม่ได้ไปสอบอีกที่หนึ่งนะ ก็เลยเลือกไม่ไปลงทะเบียน เลือกที่จะไปสอบอีกที่ในอีกสองสามวันต่อมาดีกว่า
พอมาถึงตอนนี้ ทางโรงเรียนได้บอกว่า จริงๆ แล้วรางวัลที่วงดนตรีนี้ได้รับเมื่อปีที่ผ่านมาเป็นรางวัลใหญ่มาก สามารถใช้เป็นฟาสต์แทรกท์เพื่อเข้าเรียนต่อได้เลย แต่โอกาสนั้นได้ผ่านไปแล้ว
เฮ้ยยยยยยยยยยย เสียดายมาก ป้าโกรธโรงเรียน โกรธแนะแนวมาก ทำไมไม่บอกให้มันเร็วๆ ทำไมโรงเรียนไม่จัดการดูแลให้ได้เข้าเรียน ทั้งๆ ที่ถ้าเด็กๆ ในวงได้เข้าเรียน มันก็เป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียนแท้ๆ ป้าบอกเลยวันที่รู้นี่ โกรธมาก

จนแล้วจนรอด หลานชายก็สอบไม่ได้ เลยต้องกลับมาสอบที่สถาบันที่ได้ในตอนแรก (แต่ไม่ไปลงทะเบียน)
ในที่สุด ก็ได้ที่เรียน ก็มหาวิทยาลัยที่บ้านนั่นแหล่ะ ค่อยยังชั่วหน่อย ได้เรียนดนตรี 5 ปี กับวุฒิครู ตามที่ตั้งใจไว้
ป้าก็อยากให้ตั้งใจเรียนให้มากๆ ให้เกรดดีๆ จะได้เรียนต่อได้ง่ายๆ
แต่เดาว่า ณ จุดนี้ยากมาก เพราะความเป็นเด็กกิจกรรมเต็มตัว ก็ตอนที่เพิ่งจบ ม.6 มาหมาดๆ ระหว่างสอบเข้า พวกเด็กๆ ก็ไปออดิชั่นเล่นดนตรีตามร้านอาหารกลางคืนกันแล้วครัช และวงก็ได้เล่นจริงๆ พวกนายแน่มากครัช

คำแนะนำของป้าคือ ขอให้เปิดโลกด้วยการอ่านหนังสือ (ไปยืมห้องสมุดมาอ่านโลด ไหนๆ ก็เสียเงินแล้ว) เรียนภาษาอังกฤษให้เกรดดีๆ และทำเกรดเฉลี่ยให้ได้ 3 ขึ้นไป แค่นั้นน่าจะพอไหวสำหรับแผนในอนาคตของเด็กกิจกรรมคนนี้แล้วล่ะ
ส่วนกิจกรรมที่ทำ ก็ทำต่อไปได้ ให้รู้จักแบ่งเวลา และรู้จักเลือกสิ่งที่ดีกับตัวเอง โดยเงื่อนไขสำคัญของชีวิต ก็ให้ย้อนกลับไปอ่านคำแนะนำในบรรทัดบนนะครัช

เมื่อเราทำสิ่งใดซ้ำๆ ดูสิ่งใดบ่อยๆ ฟังอะไรเดิมๆ เมื่อมันมาจากชุดความคิดเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้ออกมา มันจะไม่ต่างกัน
ผลลัพธ์จากชุดความคิดเดียวกันจะเป็นกลายเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว (คุ้นๆ กันไหม ฮ่าๆ)
และเราจะเข้าใจมันได้ง่ายๆ จะเพราะอะไรล่ะ
ก็เพราะมันเป็นชุดความคิดที่ถูกฝังลงในหัวในสมองของเราไปแล้ว
ไม่ว่าเราจะมองเห็นอะไร ได้ยินอะไร หรือแม้แต่ทำอะไร ชุดความคิดแบบนั้นๆ จะครอบเราเอาไว้แล้ว

หลายปีมานี้ การมียูทูบทำให้เรามองอย่างสายตาของนักสืบมากขึ้น
มันก็เป็นเพราะว่า เราดูโคนันบ่อยมาก ดูไร้สาระนะ แต่ไม่น่าเชื่อว่า ชุดความคิดแบบนักสืบทำให้เราสนุกกับการออกไปค้นหาและทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย
มันทำให้เราสามารถออกจาก comfort zone (ทางใจ) ได้ง่ายขึ้น และกล้าตัดสินใจมากขึ้น

แม้ว่ามันจะเป็นเพียงอะนิเมะ แต่สิ่งที่ความเป็นนักสืบสอนเราคือ เราต้องสังเกตสิ่งรอบตัวให้มากขึ้น ต้องคิดด้วยสายตาของคนที่กำลังมองเขาอยู่ว่า ถ้าเราเป็นเขา เราจะทำอะไร ทำยังไง หรือว่าคิดอะไรอยู่

ที่จริงแล้วเราก็ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเราเปลี่ยนไปมากแล้ว ถูกชุดความคิดของนักสืบครอบเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
จนกระทั่งเมื่อวานนี้ ต้องออกตัวไว้ก่อนว่า จริงๆ มันก็เป็นแค่เรื่องง่ายๆ ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่ก็นับเป็นจุดเปลี่ยนที่เรามองเห็นตัวเองมากขึ้นและมันดีขึ้นมากด้วย

เมื่อวานนี้ไปอบรม
สถานที่คือ อาคารของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง อยู่ที่ถนนเล็กๆ สายหนึ่งกลางกรุงเทพฯ
เบาะแสคือ ชื่ออาคาร
ซึ่งก่อนไป เราเปิดดูแผนที่จากอากู๋ จนรู้แล้วว่า อาคารนี้อยู่ถนนอะไร แต่ก็ไม่ได้เซฟหรือพรินท์ออกมา
พอลงจากสถานีรถไฟฟ้าเราก็เดินไปตามเส้นทางก็ไปถึงง่ายๆ

แต่พอถึงแล้วนี่สิ “ลืมอะ”
ลืมดูว่าห้องอบรมอยู่ชั้นอะไร ก็เลยโทรถามเพื่อนที่กำลังจะตามมาปรากฏว่า เธอไม่รู้
นึกอยู่พักนึง เลยโทรหาพี่อีกคน เราคิดว่าเธอคงเข้าห้องอบรมไปแล้วแน่ๆ
แต่เธอตอบมาว่า “พี่กำลังเดินทางไปค่ะ” และพี่สาวคนนี้ก็ไม่รู้ข้อมูลเลยว่าอาคารนี้คือที่ไหน กลายเป็นว่า เราต้องเป็นฝ่ายให้ข้อมูลเธอแทน
เอาล่ะสิ จะรู้ได้ยังไงว่าห้องอบรมคือที่ไหน
จะถามรปภ.ที่อยู่ด้านหน้าก็น่าจะไม่รู้ เพราะอาคารนี้เป็นอาคารแบบเปิดที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาใช้บริการพบแพทย์ได้ ทางอาคารก็น่าจะไม่ต้องบอกเรื่องการอบรมที่เปิดให้คนนอกเข้าได้เป็นแน่

ถ้าอย่างนั้น เราต้องเลือกเองแล้วว่ามันจะเป็นชั้นไหน
ก็เลยไปดู directory board ที่ชี้แจงแถลงว่าอาคารนี้มีห้องหรือส่วนใช้งานอะไรบ้าง
ตึกนี้มี 14 ชั้น (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
โชคดีเป็นของเรา มีเพียงชั้น 7 เท่านั้นที่ระบุว่าเป็นฝ่ายวิชาการและห้องบรรยาย
เมื่อถึงชั้น 7 ก็งงกันล่ะ ห้องบรรยายอยู่ไหนหว่า ทำไมไฟปิด เราก็เลยนึกได้ว่า “วันนี้วันเสาร์ เขาหยุดงานกัน”
พอคิดได้แบบนี้ก็แสดงว่า “เราต้องมองหาส่วนที่เปิดไฟไว้ นั่นน่าจะเป็นห้องบรรยาย”
แล้วก็เจอโซนเปิดไฟสว่าง เลยเดินไป แล้วก็เจอโต๊ะที่มีคนนั่งอยู่ คนตรงนั้นก็ถามมาว่า “มาอบรมหรือเปล่า”
ความรู้สึกเหมือนตอบข้อสอบถูกด้วยการเดาเลย มันเฮงจริงๆ

หลังจากนั้น เพื่อนสองคนที่เราโทรถามในตอนแรกก็โทรกลับมาถามว่าห้องอบรมอยู่ชั้นไหน
อ้อ เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า เธอลองถามรปภ.หน้าตึก ปรากฏว่า รปภ.ก็ไม่รู้จริงๆ ด้วย
การอบรมผ่านไปด้วยดีจนถึงเวลากลับ
“ลองเดินกลับอีกทางไหม จะได้ไปต่อรถเมล์ง่ายๆ” เราออกความเห็นและชวนเพื่อนอีกคนไปด้วยกัน เพราะรู้ว่าเธอก็จะต้องไปต่อรถตรงนั้นเช่นกัน
แล้วก็มีเพื่อนอีกคนมาคุย เลยชวนเธอเดินไปด้วยกัน เธอก็ตอบตกลง สรุปว่า มีกันสามคนละ
“เตรียมไปหลงกันได้แล้ว เย้ๆๆ” ทำไมชอบความรู้สึกแบบนี้ก็ไม่รู้นะ

เราเดาว่า บริเวณนี้น่าจะมีทางลัดที่เดินได้ เพื่อให้ทะลุไปถึงถนนอีกสายได้ ก็ในวันธรรมดาจะต้องมีคนใช้เส้นทางเดียวกับเรา “เดิน” เพื่อให้ถึงเร็วขึ้นและมันน่าจะสะดวกกว่ามาก
เราตัดสินใจถามที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ (ที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับการถามทาง น่าจะให้บริการด้านการแพทย์ แต่เราก็ถามนะ)
“ขอโทษนะคะ ถามทางหน่อยค่ะ จะไป…. ตรงนี้มีทางทะลุไปถนน…นี้ได้ไหมคะ …..ออกทางไหนคะ”
เธอก็บอกทางมา พวกเราเดินกันไป แต่ว่าเมื่อเดินมาเจอทางแยกซ้ายขวา ด้านขวามีป้ายเขียนว่า อาคาร… เราลังเลและคิดว่ามันไม่น่าจะใช่ทางออก
ก็เลยหันไปมองทางซ้ายมือ มีผู้หญิงสองคนเดินไปทางนั้น และมีป้ายเล็กๆ เขียนว่า ทางออก
สรุปว่า เราชวนให้เพื่อนเดินตามสองคนนั้นไป

เราคิดว่าน่าจะถูกทางแล้วนะ ทีนี้ก็เดินไปตามทางแคบๆ ผ่านซอกตึกหลายตึก และก็เจอตึกหนึ่งขวางหน้าอยู่
เรามองเห็นผู้ชายคนหนึ่ง มองจากด้านหลัง เดาว่าเป็นชาวต่างชาติ เขากำลังเดินเข้าไปในตึกที่ขวางหน้าและหายเข้าไปในซอกเล็กๆ เราอยากตามไปเพราะคิดว่า คนๆ นี้น่าจะคุ้นเคยกับทางลัดนี้ ไม่งั้นเขาจะเข้าไปในซอกนั่นทำไมกัน
เลยบอกเพื่อนว่าไปทางนั้นไหม แต่เพื่อนคนหนึ่งเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินไปทางซ้ายมือที่มีถนนและลานโล่ง เธอบอกว่า ถามคนนั้นเถอะ และเธอก็ตะโกนเรียกผู้หญิงคนนั้น แต่เราทักท้วงไว้และว่าให้เดินตามไปก็ได้ ไม่ต้องถามหรอก เพราะตรงนั้นมีถนนน่าจะออกจากบริเวณนี้ได้

เมื่อเดินไปเจอทางแยกอีก มีรปภ.อยู่หนึ่งคน น้องผู้หญิงคนเดิมก็ตัดสินใจถามทางกับรปภ. และก็ได้คำตอบว่า ให้ไปทางขวาแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามทางก็จะออกถนน…ได้แล้ว
พวกเราเดินไปตามทางที่รปภ.คนนั้นบอก
พอเลี้ยวซ้าย เดินไปได้เล็กน้อยก็มองเห็นทางออกสู่ถนน…แต่ไกล เราเลยหันไปดูทางด้านหลัง มันคือตึกที่ขวางหน้าเราอยู่ในตอนแรก และเป็นตึกที่ผู้ชายต่างชาติคนนั้นเดินหายตัวไป
เราคิดว่า ถ้าเราเดินตามเขาไป เราก็ไม่ต้องเดินอ้อมตึกแล้วล่ะ
คราวหน้าเราจะลองเดินลัดตึกนี้ดูนะ อยากรู้ว่า ที่คิดไว้มันจะเป็นจริงไหม

ทั้งหมดที่เล่ามา ก็เพราะอยากเตือนตัวเองว่า เราสังเกต ตั้งคำถามกับสิ่งที่สงสัย และตรวจสอบสิ่งที่สงสัยเมื่อสิ่งเหล่านั้นคลี่คลาย
นี่เราเป็นแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ไม่ว่าเราจะมองเห็นอะไร ได้ยินอะไร หรือแม้แต่ทำอะไร ชุดความคิดที่ครอบเราเอาไว้แล้วมันจะผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องนึก มันมาโดยสัญชาตญาณ
พอคิดแบบนี้เลยเข้าใจว่า ไม่แปลกเลยที่ฮิตเลอร์จะสร้างเยาวชนฮิตเลอร์ขึ้นมาในยุคสงครามโลกครั้งนั้น ด้วยการเอาเด็กอายุไม่ถึง 10 ปี มาฝึก
เด็กได้ฝึก ได้ฟัง ได้เห็น ได้คิด ด้วยชุดความคิดแบบเดียวกัน ก็เลยคิดเหมือนๆ กัน และถูกครอบด้วยชุดความคิดที่จับใส่เข้ามา ช่างน่าสงสารจริงๆ
ทีนี่ก็น่าสงสัยว่า ถ้ามันเป็นชุดความคิดที่ถูกต้องและตั้งอยู่บนพื้นฐานความดี
ผลลัพธ์ที่ออกมา มันจะเป็นความจริงและประกอบด้วยความดีสินะ

สงสัยว่า จะต้องเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ค่อยชอบดูอะไรซ้ำๆ
แต่หลังจากนี้จะกลับไปดูโคนันซ้ำๆ แล้วล่ะ เพราะเราก็อยากไขปริศนาต่างๆ ให้ได้เหมือนกัน
พอเรามองด้วยสายตาแบบนักสืบ อะไรๆ นี่มันก็สนุกขึ้นจริงๆ นะ

เช้าวันนี้ก็เหมือนทุกวัน
ตอนนี้ในรถไฟใต้ดินไม่เหลือที่นั่งว่างแล้ว เพราะสถานีที่เราขึ้นเป็นสถานีที่ 3 เมื่อมันออกมาจากสถานีต้นทาง แต่ที่ยืนยังว่างอยู่อีกเยอะ
และแน่นอนเราก็เดินไปยืนตรงกลางตู้ แต่ไม่สนใจจะจับราวเพื่อการทรงตัวใดๆ เพราะยืนจนชินแล้ว
ก็แค่ยืนหันข้างให้หน้าหันไปทางหน้าต่างฝั่งไหนฝั่งหนึ่งก็เท่านั้นเอง แถมเรายังรู้จังหวะการเลี้ยวของรถไฟใต้ดินเส้นทางนี้เป็นอย่างดี
ตอนนี้เราก็ยืนสบายๆ ไปก่อน ก็ไม่มีใครจะมาสนใจเรานี่นะ ทุกคนมัวแต่ก้มหน้าอยู่กับมือถือของตัวเอง
และเราเองก็ไม่อยากสบตาใครเช่นกัน เช้าๆ แบบนี้ใครจะอยากคุยล่ะ
ก็เลยก้มหน้าอยู่กับมือถือของตัวเอง วนเวียนเปิดแอพฯ โน่นแอพฯ นี่ ทั้งๆ ที่ไม่มีข้อความอะไรใหม่เข้ามา
หรือแม้แต่ในเฟซบุ๊กของเรา มันก็ไม่มีอะไรน่าสนใจมากนักหรอก
อีกเดี๋ยวพอถึงสถานีหน้า คนก็จะแน่นขึ้นอีก ทีนี้ล่ะ ที่ยืนก็จะลดลง ท่ายืนก็ต้องจัดใหม่ เพื่อให้ทรงตัวได้ดี
คนแน่นอยู่พักเดียวเอง ผ่านสถานีใหญ่มาแล้ว ตอนนี้คนก็ออกจากตู้นี้ไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังมีคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังเราคนหนึ่ง
เลยรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองยังไงก็ไม่รู้ แต่เราคงจะคิดมากไป เพราะคนนี้ก็ไม่ได้มายืนใกล้อะไรขนาดนั้น น่าจะไม่ใช่คนโรคจิตสินะ
อยู่ดีๆ เสียงประกาศก็ดังขึ้นมาบอกว่า ตอนนี้รถไฟขัดข้อง ขอให้ทุกคนออกไปจากขบวนรถ
แล้วผู้ชายคนที่เราสงสัยว่าจะเป็นโรคจิตหรือเปล่าก็เข้ามาสะกิดไหล่
เขาพูดภาษาญี่ปุ่นล่ะ แต่เราไม่เข้าใจหรอก เลยถามเป็นภาษาอังกฤษกลับไปว่ามีอะไรหรือเปล่า
เขาเลยพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็เลยบอกตามประกาศของรถไฟ
เขาตอบขอบคุณแล้วก็ยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่ละลายใจมากๆ
พอออกไปยืนรอที่ชานชาลา เราก็ไม่เห็นผู้ชายคนนี้แล้ว
แอบเสียดายเหมือนกันนะ อยากเจอเขาอีกจัง

เช้าวันนี้ก็เหมือนทุกวัน
หลายเดือนมานี้ ผมรอขึ้นรถไฟใต้ดินเวลาเดิมๆ เพื่อจะดูว่า เธอคนนั้นมากับขบวนนี้หรือเปล่า
มันน่าแปลกนะครับ แปลกที่ผมจะเห็นเธอยืนอยู่ตรงที่เดิมๆ ทุกวัน เธอไม่เคยเปลี่ยนพฤติกรรมเลยครับ
ตอนแรกๆ ผมก็สังเกตดูเธออยู่ห่างๆ นะครับว่าเธอจะทำอะไรบ้าง ผมเห็นเธอหยิบมือถือออกมาแล้วก็ก้มหน้าก้มตาดูแต่จอครับ
และผมก็เห็นว่าเธอไม่จับอะไรเพื่อการยืนทรงตัวเลยครับ สงสัยเธอจะเคยเป็นนักกีฬามาก่อน
ก็เพราะตัวเธอเล็กนะครับ ขาก็ดูเล็กๆ ไม่น่าจะฐานมั่นคงเท่าไหร่นักหรอก (อย่าหาว่าผมนินทาผู้หญิงเลยนะครับ ผมก็แค่สงสัย)
แล้วหลังจากวันนั้น ผมก็จะเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างหลังเธอแทบทุกครั้งเท่าที่เป็นไปได้
ตอนที่ผมได้ยืนข้างหลังเธอ ผมจะเห็นเธอเอามือถือออกมาดู ไม่รู้ว่ามันน่าสนใจตรงไหนนะครับ เพราะผมก็ไม่เห็นเธอจะแชทตอบใครเลย
อย่าว่าผมเสียมารยาทเลยครับ ก็ผมสูงกว่าเธอ เลยแอบเห็นว่าเธอทำอะไรกับจอมือถือของเธอบ้าง
สิ่งที่ผมชอบมากๆ คือ เธอมักจะจับผมของเธอรวบไปไว้ด้านหน้า นั่นเผยให้เห็นต้นคอของเธอนิดๆ นะครับ เป็นคอและไรผมที่สวยมากในสายตาผม
เอ้อ แต่ผมไม่ใช่คนโรคจิตนะครับ เพราะผมไม่ได้ชอบดูต้นคอของผู้หญิงทุกคน นี่ผมคงจะชอบเธอเข้าแล้วล่ะครับ
แต่ถ้าเธอก้มดูแต่จอแบบนี้ทุกวัน ผมจะรู้จักเธอได้ยังไงล่ะ
อยู่ดีๆ เสียงประกาศก็ดังขึ้นมาบอกว่า ตอนนี้รถไฟขัดข้อง ขอให้ทุกคนออกไปจากขบวนรถ
ตอนนี้ผมนึกอะไรดีๆ ออกแล้วครับ
ผมสะกิดไหล่เธอ แล้วถามเธอด้วยภาษาญี่ปุ่นครับ ว่าเกิดอะไรขึ้น
ตอนแรกเธองง แล้วถามมาเป็นภาษาอังกฤษว่ามีอะไรหรือเปล่า
ผมเลยพูดภาษาอังกฤษ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอบอกตามที่รถไฟประกาศว่าขัดข้อง
แล้วผมก็ขอบคุณเธอ ผมดีใจมากที่ได้คุยกับเธอ ก็เลยเผลอยิ้มออกไป
ผมออกจากขบวนรถไฟ กะว่าจะยืนรอที่ชานชาลาพร้อมกับเธอ แต่ว่าตอนนี้ผมมีงานที่ต้องรีบไปจัดการให้เรียบร้อย
ผมก็ได้แต่หวังว่า พรุ่งนี้ผมจะได้เจอเธออีกในเวลาเดิมๆ ที่เดิมๆ ของเธอนะครับ

(รบดจ.เรื่องนี้มาจาก น้องมอเอพิมพ์สเตตัสเรื่องในรถไฟใต้ดินที่แสนแน่นขนัดในตอนเช้า เป็นเรื่องของหนุ่มสาวคู่แฟนคู่หนึ่งที่ยืนอยู่ในรถแน่นๆ แล้วเกือบทะเลาะกันเพราะผู้ชายดันไปจับมือผิดคน แต่เราชอบฟีลลิ่งคนจีบกันมากกว่าอะนะ มันจิ้นดี ฮ่าๆๆ ก็เลยสรุปออกมาเป็นเรื่องนี้แทน)