Archive

หยิบยืม – ลืมคืน

สวัสดี คุณผู้อ่านที่รัก

ช่วงนี้อากาศแปรปรวนเหลือหลาย

เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน ปนลมกระโชกแร้งแรง (เหมือนที่ นักเพลินทาง บอก)

สงสัยว่า อาจเพราะประเทศเราย่างเข้าสู่ฤดูทำนากันแล้ว

อย่างไรก็ขอให้ดูแลสุขภาพกายกันให้มากๆ และอย่าลืมดูแลสุขภาพใจกันด้วยนะจ๊ะ

โดยเฉพาะคนใกล้ตัว

อย่าได้ปล่อยให้ มือที่สาม มือที่สี่ เข้ามาดูแลแทนเราเลยนะคะ (เดี๋ยวจะหาว่า “อึ้มไม่เตือนนะจ๊ะๆ” )

นี่ก็เพิ่งผ่านพ้นวันสำคัญของเกษตรกรกันมา นั่นคือวันพืชมงคล

ปีนี้

“พระโคกินงา พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี

และพระโคกินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร
ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี”

( ข้อมูลจากhttp://www.ch7.com/news/news_thailand_detail.aspx?c=2&p=6&d=25784 )

วันนี้มีหนังสือแบบ e-book มาให้ท่านๆ ได้อ่านกันนะคะ

“หวังว่าจะชอบใจ”

เพราะเรื่องหนึ่งใน e-book เล่มนี้ เป็นเรื่องราวจากปลายนิ้ว…ของ “นักเขียนคนโปรด” ที่หลายคนชื่นชอบ

ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณ น้องบอย (วิษณ์ แทนบุญ ผู้เขียน – แอฟริกา ใต้โต๊ะ) น้องแน็ค และ เว็บไซต์ http://www.lensociety.com/th

เชิญทัศนา… เรื่องสั้นวันโลกยิ้มแฉ่ง (โปรดคลิก)

หากว่า โหลดไปอ่านกันแล้ว มีข้อคิดเห็นอย่างไร

เรียนเชิญ บอกเล่ากันไว้ ณ ที่นี้

อึ้มแปด จะได้นำไปบอกแก่ทางทีมงานได้นะคะๆ

ขอบคุณย์ earth smile

สวัสดี

มีเหตุผลอะไรบ้าง ?

ที่เราจะอยากทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าสักคนหนึ่ง

เป็นข้อความของน้อง สิ

….

น่าคิด

มันควรจะมีเหตุผลอะไรสักกี่ข้อกัน

ที่จะทำให้เรา อยากทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าสักคนหนึ่ง

….

สำหรับเรา มีสองขั้วอารมณ์และสองเหตุผลมารองรับ

….

อย่างแรก : คนๆ นั้นมีอะไรบางอย่างที่เราไม่มี

น่าทำความรู้จักด้วย

เหตุผล : มาช่วยเติมเต็มในสิ่งที่เราขาดหายไป

อาจจะเป็นหัวใจ หรือ สมองก็ได้ (ใครจะรู้)

ซึ่งก็แล้วแต่คุณสมบัติที่เราจะค้นเจอจากคนแปลกหน้าคนนั้น

เราอาจจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน เมื่อได้รู้จักกันดีขึ้น ก็เป็นได้

….

อย่างที่สอง : คุยกับคนแปลกหน้าสักคน

เหตุผล : เพื่อผ่านพ้น ความรู้สึกโดดเดี่ยว

คนหลายคน รอเวลาอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน

เราเพียงเอ่ยปากออกไปกับคนที่อยู่ใกล้ที่สุด

“ฝนไม่น่าตกเลยเนอะ”

‘นั่นสินะ ไม่ได้เอาร่มมาด้วยสิ’

“ใช่ เหมือนกันเลย”

‘นี่ ไม่ใช่หน้าฝนสักหน่อย’

บทสนทนาของคนแปลกหน้า อาจจบลงเพียงเท่านั้น

แต่มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รู้ว่า เราไม่ได้อยู่เพียงลำพังบนโลกนี้


ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ของ พ.ศ. นี้ กับ พ.ศ. หน้า

ได้ข่าวแว่วว่่า ที่ทำงานจะมีวันหยุดยาวเหยียด อย่างที่ไม่เคยได้หยุดอย่างนี้มานานหลายปี

รอยต่อเวลาของปีนี้ น่าจะมีวันหยุดยาวที่สุดก็ว่าได้

ยังสงสัย

หากมีวันหยุดเช่นนั้นจริง

จะมีโอกาสไปใช้เวลาของรอยต่อนั้น ในสถานที่แห่งไหน

จะได้หายใจซึมซับบรรยากาศแบบไหนเข้าไป

อาการทุรนทุราย คงเกิดขึ้น หากมีเวลาเหลือเฟือขนาดนั้น แต่ไม่ได้ออกเดินทางไปดูดาวยังที่ไกลๆ

แต่ทำอย่างไร ทุกอย่างจะลงตัว จะทำอย่างไรดี…

อยากใช้เวลากับดวงดาว

หัวใจ ที่มันเคยหลุดเป็นชิ้นๆ ขาดวิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนวันนี้ มันทำทีจะแยกออกจากกัน

ไม่รู้หัวใจมันประท้วงอยู่หรือเปล่า

เพียงเห็นดาวประจำเมืองส่องแสงเย้ายวน ก็กวนจิตไร้สำนึกให้ทำงาน

ใจอยากจะเก็บเสื้อผ้าใส่เป้ สะพายขึ้นบ่า แล้วออกจากบ้านไป

โชคดีที่ สติยังมีพอ

“อดทนอีกหน่อย รอยต่อเวลา ก็มาถึงแล้ว”

เดาเอาว่า เมื่อรอยต่อเวลามาถึง

นั่งอยู่ริมทะเลที่ไหนสักแห่ง หรือยืนอยู่บนเขา

จะเป็นที่ไหนก็ได้ ขอเพียงให้มีดาวพราวฟ้า

ไม่รู้หรอกนะว่า ดวงดาวจะเป็นช่างปะหัวใจให้จริงอย่างที่คิดไปหรือเปล่า

หากแต่เมื่อมองเห็นดาวครั้งใด

เรื่องราวเก่าๆ ก็หวนคืน อิ่มสุขกับวันคืนที่เลยผ่านมานานเนิ่นแล้ว

เป็นเพราะ ดวงดาวซ่อมแซมหัวใจให้ใหม่ หรือเปล่า

ความสุขเล็กๆ นี้ อาจทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น

เปลี่ยนเป็นหัวใจดวงใหม่ ที่แข็งแรงราวกับเสริมใยเหล็กเข้าไป

และจะไม่หลุดรุ่งริ่งเช่นทุกวันนี้อีกแล้ว

« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2008, 11:43:38 AM »

ความจริงมีอยู่ว่า
1. รักไม่ใช่ฟิสิกส์
แรงปฏิกิริยาไม่จำเป็นต้องเท่ากับแรงกิริยาเสมอไป

2. รักไม่ใช่คณิตศาสตร์
สมการความรักคำนวณหาผลลัพธ์ยาก ไม่มีเฉลย เพราะไม่มีคำตอบที่ถูก

3. รักไม่ใช่เคมี
ที่จะมีสูตรตายตัว ธาตุนี้รวมกับธาตุนี้แล้วจะสังเคราะห์กันออกมาเป็นธาตุนี้

4. รักไม่ใช่ชีววิทยา
ถึงจะผ่าหัวใจออกมาก็ไม่สามารถควักความรักออกมาวิเคราะห์ได้
เพราะความรักเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่กับคนที่มีความรู้สึกเดียวกันจะสัมผัสมันได้

เราว่ารักเป็นศิลปะ
เรามองความรักคนละแบบ เหมือนเวลาที่เรามองภาพวาดและงานอาร์ตทั้งหลาย
รักเหมือนกระดาษขาว เราวาดอะไรก็ได้ แต่ยากจะคาดหวังให้คนอื่นมองว่ามันสวย
สวย-เหมือนกับที่เรามองว่ามันสวย

ภาพโมนาลิซ่าสำหรับบางคนอาจเป็นแค่ผู้หญิงหัวเหม่งๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง

ความสวยงามของศิลปะอยู่ตรงที่มี “อิสระ”
ตราบที่เรายังสุขใจกับการวาดภาพสวยๆ เราก็วาดต่อไปได้เรื่อยๆ
แต่ถ้าเริ่มเมื่อยเพราะคนที่เราวาดให้เขาดูไม่หันมามองสักที กี่รูปก็ยังไม่โดนใจเขา
อันนั้นก็อยู่ที่เราว่าจะวาดต่อไปไหม หรือจะลองเรียกคนใหม่มาดูภาพของเราบ้าง
เขาอาจเห็นความงามที่ใครคนนั้นมองไม่เห็น

รักเหมือนศิลปะ
หากทำด้วยใจ มันสวยงามเสมอ
แม้ไม่มีคนสนใจ มันก็สวยงามในตัวมันเอง

ความจริงอีกข้อมีอยู่ว่า
รักไม่ใช่วิชาพละ
ที่จะเข้าเรียนวิชานี้บ่อยๆ แล้วจะกล้ามเนื้อแข็งแรง
และถ้าหยุดเรียนหรือครูหยุดสอนไปแล้วกล้ามเนื้อจะหย่อนยาน ดูแลตัวเองไม่ได้

ใครก็ควรจะดูแลตัวเองด้วยกันทั้งนั้น
ไม่ใช่แค่เขา เราเองก็ด้วย

ความจริงอีกข้อมีอยู่ว่า
ใบไม้ที่แห้งแล้วยากจะกลับไปเขียวอีก

ขณะที่-ต้นไม้ไร้ใบ เพราะใบปลิดตัวทิ้งไปในฤดูหนาวนั้น
ยังมีวันกลับมาเขียวใหม่-ในฤดูใบไม้ผลิ

ขอให้แข็งแรงครับ


ข้อความนี้ ท่านนิ้วกลม (แปะไว้ในบอร์ด) ตอบคำถามที่น้องคนหนึ่งมาถามเอาไว้

เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความรัก

ซึ่งมีหลายคำ ที่กระแทกจิตใต้สำนึก ว่าลึกๆ แล้ว

“อะไีรๆ มันก็ไม่เป็นไปอย่างใจหรอก

ดวงดาวกี่ล้านดวง ก็ไม่อาจปะหัวใจ ให้เป็นใจดวงเดิมได้

อย่างดี มันคงทำได้แค่ ปะชุนหัวใจ ไม่ให้มันหลุดรุ่งริ่ง เท่านั้นเอง”


ปล. อารมณ์ “ต่างคนต่างรอ” มันกลับมาอีกแล้วนะจิ๊บ

title : ต่างคนต่างรอ

love sequence
by : FRIDAY

เรื่องเก่าๆ ซ้ำๆ คำถามเดิมๆ ซ้ำๆ
กี่ทีที่ถาม มันก็ยังเหมือนเคย
เพราะเธอจะตอบซ้ำๆ ในหัวใจเธอไม่มีฉันเลย
เธออยากจะรอแต่เขา

แต่ต่อให้ใจช้ำๆ ก็ยังอยากจะบอกซ้ำๆ
ให้คำทุกคำที่มีอยู่ข้างใน
คอยกล่อมใจเธอทุกครั้ง จนลืมเขาไป
จะนานแสนนาน นานเท่าไหร่
กว่าใจของเธอจะได้ลืมเขา

ถึงฉันได้แต่ยืน มอง มองเธอจากที่ไกล
ไม่อาจจะยืนเคียง ยืนอยู่ในหัวใจ
แต่ขอแค่ได้ยืนรอ รอเธออยู่ได้ไหม
อาจจะมีวันใด ที่เธอจะมองฉันบ้าง (กลับมา)

จะอีกนานแค่ไหน เธอก็อยากรอเขาใช่ไหม
จะทำอย่างไร ใจเธอก็ไม่ลืม
แล้วฉันจะรอเหมือนกัน
เพราะฉันก็ไม่อาจฝืน

ฉันเข้าใจ ความขมขื่น

จิตใจของคนที่คอยอย่างนี้

ได้มองกลับมาที่ฉัน สักครั้ง
อยากให้เธอมองฉันด้วยหัวใจบ้าง
แล้วเธอจะเห็นภาพนั้น เห็นคนที่เขารอนั้น
สะท้อนภาพสิ่งที่เธอเป็นอยู่

ฉันเข้าใจ ความขมขื่น
จิตใจของคนที่คอยอย่างนี้

ad_taknor03

เรื่องราวในหนังสือหน่อไม้ ยังไม่จบ

บรรยากาศอันปรี่ด้วยความฝันในโรงละครมะขามป้อม เชียงดาว กำลังจะกลับมาอีกครั้งที่โรงละครมะขามป้อม สะพานควาย

ในงานเล็กๆ ที่ชื่อ แตกหน่อชวนคุยโดย ทรงกลด บางยี่ขัน ทรงศีล ทิวสมบุญ และนิ้วกลม (โฟนอินจากลอนดอน!) เรื่องราวดีๆ ที่จะเกิดในงานนี้คือ

· เรื่องราวความประทับใจอีกมากมายในทริปนี้ ที่ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในหนังสือหน่อไม้ บอกเล่าโดยชาวหน่อไม้

· (พยายามล็อบบี้อยู่ว่าอย่าเผาสามนักเขียน)

· ภาพถ่ายบรรยากาศของทริปที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือ

· (พยายามล็อบบี้อยู่เช่นกันว่าอย่าเผาสามนักเขียน)

· ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตชาวหน่อไม้ 6 เดือนให้หลัง

· (นักเขียนคนหนึ่งกำลังล็อบบี้นักเขียนอีกคนหนึ่งว่าเผากันเอง)

· อยากเห็นหน้าหรือรู้จักตัวละครคนไหนในหนังสือ มาเจอและพูดคุยกันได้เลย

· ถ้าคุณเอาหน่อไม้มา จะได้ลายเซ็นของคนที่เกี่ยวข้องกับเล่มนี้พร้อยไปทั้งเล่ม โอกาสแบบนี้ไม่มีซ้ำสอง

· คุย ถาม ตอบ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ ล้วงลึกแบบขุดรากถอนโคน

· ผู้อ่านคนไหนที่ชีวิตเปลี่ยนไปหลังจากอ่านหน่อไม้ ช่วยเล่าให้เราฟังด้วย

· ชาวมะขามป้อมรออธิบายว่า ถ้าอยากไปใช้สถานที่ที่เชียงดาว ต้องทำยังไงบ้าง

· ชาวมะขามป้อมพร้อมแล้วที่จะเล่าเรื่องเศร้าที่ชาวหมู่บ้านปางแดงกำลังโดนรังแก และต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราทุกคนโดยด่วน นี่แหละเหตุผลของการจัดงานนี้

· (ชาวปางแดงแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดพวกเขาต้องไม่โดนทำลาย)

· บริจาคเงินแลกของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายหลายประเภท

· มินิคอนเสิร์ตจากวงเดอะบอดี้ชะลอม โดย อั๊พ ภูมิ  ป้อง

· เปิดตัวภาพถ่ายต้นไม้ที่ทุกคนปลูกร่วมกัน ในเวลา 6 เดือนต่อมา

· สุดท้าย คนที่มาร่วมงานกรุณานำต้นไม้ขนาดพกพาได้มาคนละต้น (แล้วก็รับต้นไม้ของใครสักคนในงานกลับไปเลี้ยงดูด้วย)

ร่วมแตกหน่อด้วยกันวันเสาร์ที่ 29 พ.ย. 51 เวลา 14.00-18.00 น. ที่โรงละครมะขามป้อม หัวมุมแยกสะพานควาย (BTS ลงสถานีสะพานควาย แล้วเดินย้อนมาที่แยกสะพานควาย – ขับรถมาจอดที่บิ๊กซีสะพานควายได้เลย) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.lonelytrees.net, http://www.roundfinger.com และ http://www.bobbyswingers.com

ขอขอบคุณ ข้อมูลแสนทรงพลัง จาก อัศวินโต๊ะกลมทั้งสาม

http://www.roundfinger.com/blog/?p=29

http://www.lonelytrees.net/

http://www.bobbyswingers.com/board/viewtopic.php?f=2&t=28

………

……

หากเพื่อนๆ ท่านใดมีเวลาว่าง

และ คิดว่า กิจกรรมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับตัวท่าน

หรือเห็นว่า กิจกรรมนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

ขอเชิญไปร่วมฟัง – พูดคุย- แลกเปลี่ยน – ถ่ายเทน้ำใจ – แบ่งปันกำลังใจ

กับอัศวินทั้งสาม : ท่านก้อง และ ท่านอั้พ (ตัวเป็นๆ )

และ อัศวินที่อยู่ ณ แดนไกล

ท่านนิ้วกลม

(ซึ่งไม่แน่ว่า จะโผล่มาแบบใด อาจจะเสียง หรือ ภาพ!!!!)

โดยการนี้ ข้าพเจ้าจะว่างหรือไม่

ยังไม่รู้ไ้ด้

แต่ หาก มี เวลา พอ ให้ หายใจ

จะไปในทันที

^^

วิชแสตนด์อัพ กลับมาพร้อมกับ

http://understandbooks.wordpress.com/

และแบรนด์ใหม่ เข้าใจพิมพ์

โดยมีเนื้อหาเข้าใจได้ง่าย ตามที่หนุ่มวิชบอกไว้ว่า….

เข้าใจพิมพ์เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านจำได้เท่านั้น ให้เห็นว่ายังมีหนังสือทำมือจำพวกหนึ่งหลงเหลืออยู่ เป็นกลุ่มหนังสือทำมือที่ทำออกมาเพื่อรักษาพื้นที่ของหนังสือทำมือไว้

เพราะเราเชื่อว่าหนังสือทำมือเป็นพื้นที่ที่ให้ความอิสระในการทำหนังสือ เนื่องจากในการพิมพ์แบบมาตรฐานนั้นมีกรอบของธุรกิจวางเอาไว้ ซึ่งบางครั้งกรอบนั้นจะเป็นตัวกำหนดกรอบของความคิดสร้างสรรค์งาน เช่น ความยาวจะต้องมีความยาวเท่านี้จึงจะคุ้มทุนในการพิมพ์และกำหนดราคาขาย เนื้อหาจะต้องเป็นในแนวนั้นแนวนี้เท่านั้นจึงจะเป็นที่นิยมขายได้ ต้องมีคำนิยมจากนักเขียนที่มีชื่อจึงจะขายได้ ฯลฯ

การรักษาพื้นที่หนังสือทำมือไว้ไม่ใช่เพียงแค่รักษาหนังสือที่ใช้มือทำ แต่มันคือการรักษาความอิสระและความคิดสร้างสรรค์เอาไว้ไม่ให้เลือนไปกับคำว่า ธุรกิจที่ไร้ความจริงใจ

เพราะแท้จริงคำว่า ธุรกิจเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่งอกเงยและงดงามในแง่ของการแพร่กระจายของหนังสือดีๆ ออกไป ซึ่งทำได้รวดเร็วและทำได้ในปริมาณที่มาก

แต่ในความจริงเมื่อนายทุนบางคนมองหนังสือเป็นเพียง สินค้า ทำให้ธุรกิจหนังสือย่ำแย่ คิดเอาเพียงแต่ว่าทำอย่างไรจะขายได้ หนังสือที่ขายได้อยู่แล้วก็ยิ่งขายได้ ส่วนหนังสือที่ขายไม่ได้ก็จะขายไม่ได้อยู่นั่นเอง

ผู้อ่านหนังสือยังคงอ่านหนังสือที่นายทุนลงทุนโฆษณาปลุกกระแสขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยการให้รางวัล หรือการทำเนื้อหาที่เป็นที่อยากรู้อยากเห็น ไม่ใช่เพื่อความรู้ ความคิด ความเห็นอันหลากหลายแต่อย่างใด

เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ธุรกิจหนังสือ ที่เป็นอยู่นี้ไม่ได้ช่วยในการแพร่กระจายหนังสือจริง เพียงแต่เป็นที่หากำไรของนายทุนเท่านั้น ผู้อ่านที่อยู่ในวนเวียนธุรกิจหนังสือแบบนี้จะมีหนังสือให้อ่านน้อยลงเรื่อยๆ และไม่มีความหลากหลาย สังเกตุได้จากชั้นวางหนังสือในร้านขายหนังสือ

เข้าใจพิมพ์มีความหวังว่าจะสามารถยกระดับตัวเองขึ้นเพื่อประกอบ ธุรกิจหนังสือที่เป็นอุดมคติได้ ธุรกิจที่จะช่วยให้หนังสือทุกเล่มกระจายออกไปในวงกว้างโดยไม่ได้เอายอดขายหรือความนิยมมาเป็นตัวกำหนดในการพิมพ์ แต่ด้วยความหลากหลายและไร้ขอบเขตทางความคิดสร้างสรรค์ต่างหากที่จะทำให้ผู้อ่านได้ประโยชน์จาก ธุรกิจหนังสือจริงๆ

ในก้าวแรกของ เข้าใจพิมพ์มีเพียงงานเขียนของผม-วรวิช ทรัพย์ทวีแสง เพียงคนเดียวเท่านั้นและถ้าโชคดีท่านจะได้อ่านงานที่หลากหลายมากขึ้น อย่างน้อยงานของผมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการขับเคลื่อนให้ เข้าใจพิมพ์ ได้เกิดขึ้นและถือว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้น

ตอนนี้ก็หวังเพียงว่า

จะได้มีผลงานอยู่ในแบรนด์ “เข้าใจพิมพ์” กับเขาบ้าง

เพราะว่าชอบรอยยิ้มพิมพ์ใจอย่างนี้นะเออ ^^

 

ปั่นดีๆ เริ่มที่ตัวเรา

เมื่อเป็นเนตรนารีพันธุ์นางฟ้า ก็ต้องยึดถือวาจา เสียชีพอย่าเสียสัตย์

เพราะก่อนหน้านี้ฉันได้ให้คำสัญญาไว้กับ เพื่อนร่วมโลก (ไซเบอร์) คนหนึ่ง ซึ่งในวันนั้นยังไม่ปรากฏว่า ฉันจะมีชีวิตที่ยุ่งเหยิงเยี่ยงนี้ – นี่เองที่พระท่านว่าไว้ ชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอน

               

หลังจากที่คิดจนตกตะกอน ก็สรุปว่า ฉันต้องรักษาสัญญาด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง

หนังสือชื่อ ต้นไม้ใต้โลก

หนังสือที่ฉันยังไม่ได้อ่าน ทั้งที่อยากอ่านมาก ^^ (จริงๆ นะท่านก้อง)

 

กูเกิล เสิร์ชเอนจิ้น ที่มีประโยชน์ก็พาให้ฉันไปพบกับที่นี่ http://gigabbio.spaces.live.com/blog/cns!B1322752D8B5D934!1048.entry มีข้อมูลของหนังสือ ต้นไม้ใต้โลก อยู่หลายหัวข้อทีเดียว

ฉันชอบหัวข้อนี้ อยู่ดีๆ ก็ขี่จักรยาน

ทางจักรยานมากมาย แต่ไม่มีการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ก็เปล่าประโยชน์ หลายเมืองในยุโรปเริ่มหันมาจริงจับกับการรณรงค์ให้คนขี่จักรยานมากขึ้น โดยอำนวยความสะดวกทั้ง สถานีจักรยาน มีบริการให้เช่าจักรยาน โดยที่ ไม่ต้องเอามาคืนที่ที่เรายืม ปั่นไปตรงไหน ไปคืนใกล้ๆ แถวๆ นั้น ที่อังกฤษนั้น บวกลบคูณหารแล้ว ค่าเช่าจักรยานถูกกว่าค่ารถเมล์หลายตังค์อยู่ ถ้าจะรณรงค์ให้คนในเมืองเปลี่ยนมาขี่จักรยาน มันก็ต้องมาพร้อมกับระบบที่ใช้งานได้สะดวกสบายแบบนี้แหละ คลิกชมได้ที่…. 

แค่อ่าน อยู่ดีๆ ก็ขี่จักรยาน ในเวอร์ชั่นสรุปความ ยิ่งทำให้ฉันอยากอ่านหนังสือเล่มนี้มากขึ้นอีก (หุหุหุ) รอก่อนเหอะ ว่างแล้ว จะนอนอ่านหนังสือให้ดู ^^

 

แล้ว อยู่ดีๆ ก็ขี่จักรยานยังทำให้ฉันนึกถึง ไบค์เลน ที่มีอยู่บนเส้นถนนลาดพร้าว และอาจจะมีบนถนนอีกหลายเส้น (แต่ฉันไม่ทันสังเกตหรอก)

 

ในกรุงเทพฯ พื้นที่สำหรับขี่จักรยานหรือจอดจักรยาน ยังไม่เหมาะที่จะใช้จักรยานเป็นพาหนะเลย เพราะทุกๆ วัน ฉันยังคงเห็นคนขี่จักรยานยังใช้เส้นทางร่วมกับรถประจำทาง ก็เพราะไบค์เลนไม่มีหน้าตาน่าใช้เอาเสียเลย

 

และยิ่งกว่านั้นการขี่จักรยานใน กรุงเทพฯ เหมือนขี่จักรยานเอ็กซ์ตรีมเกินไป เพราะนอกจากไบค์เลนที่สูงๆ ต่ำๆ แถมด้วยสิ่งกีดขวางมากมาย ยังบวกกับรถจักรยานยนต์ที่มาขับขี่ปะปนในไบค์เลนด้วย

 

ดังนั้น จะให้แม่บ้านปั่นเฟสสัน ฟลามิงโก้ หรือ เจ้าจระเข้ ออกมาซื้อกับข้าวที่ตลาดสด ก็คงเหนื่อยและไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย ว่าไหมท่าน ^^

 

แถมจักรยานหายยังคงเป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยเสมอมา

ทำไมต้องขโมยกันด้วยนะ

เออ แฮะ ไม่น่าถาม

เพราะขนาดเจ้ารถคันใหญ่ๆ อย่างพวกรถกระบะรถเก๋ง โจรมันยัง แอบขโมยไปได้เล้ยยยยย

 

สถานีจักรยาน อย่างที่ว่าในหนังสือ ต้นไม้ใต้โลก จะมีโอกาสผุดขึ้นในผืนดินกรุงเทพฯ หรือเปล่า

คงต้องรอดูกันอีกนาน เพราะหนังชีวิตมันต้องดูกันยาวๆ

 

แต่สำหรับตอนนี้ ใครอยากจะ ปั่นจักรยาน ในหมู่บ้าน ปั่นไปจ่ายตลาดใกล้บ้าน หรือปั่นไปทำงาน ก็มีประโยชน์ทั้งนั้น การใช้แรงกายของเราเอง ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ แถมยังทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง….

เพียงเท่าที่กล่าวมา ปั่นดีๆ เริ่มที่ตัวเรา กันเถอะค่ะ ^^

 

วันนี้น้องสิเคาะมาในเอ็มเอสเอ็น แล้วตั้งคำถามที่ตัวฉันเองเคยสงสัย แม้ว่าวันนี้จะได้เจอหนังสือบางเล่มที่ให้คำตอบได้บ้าง แต่ฉันก็ยังพยายามหาคำตอบอยู่เช่นเดิม

“ตัวตน คืออะไร”

น้องสิพิมพ์ส่งเข้ามาในหน้าต่างเอ็มเอสเอ็น ฉันกำลังจะตอบกลับ แต่เน็ทเจ้ากรรมดันหลุดเสียก่อน

เมื่อต่อเน็ทได้ หน้าต่างเอ็มเอสเอ็นของน้องสิก็กระเด้งขึ้นมาพร้อมคำถามอีกหนึ่งข้อ

“ความฝัน คืออะไร”

หุหุหุ แสดงว่าน้องสิคงยังไม่หายสงสัยเป็นแน่ และอาจทวีความสงสัยอีกมาก ^^ จึงได้มาฝากข้อความไว้ในฮิห้าอีกรอบว่า

“ความฝันมันคืออะไร แล้วตัวตน มันคืออะไรเหรอ”

เอาละ จะมาตอบคำถามที่ค้างคาใจกันละนะ

โดยทั้งหมด นำมาจากการสรุปความ (เอาเอง) เมื่อได้อ่านหนังสือ “แก่นพุทธศาสน์” – ท่านพุทธทาสภิกขุ (สำนักพิมพ์สุขภาพใจ – โปรดซื้อหาอ่านศึกษาได้ตามร้านหนังสือทั่วไป ราคาเล่มละ 120 บาท) ได้อธิบายความเอาไว้ในแบบที่ เรียบ – เข้าใจได้ – ง่ายแก่การเข้าถึง (จริงๆ)

ตัวตน = อัตตา = ego

ทั้งสามคำนั่น เป็นสิ่งเดียวกัน

อธิบายง่ายๆ ได้ว่า ตัวตน คือ เรา หรือ ความรู้สึกว่า เป็นตัวเรา และ ความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “เรา”

ท่านพุทธทาสฯ กล่าวไว้ว่า “ถ้าความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวตนเกิดขึ้น เราเรียกว่า egoism”

และอัตตา ยังหมายรวมถึง “เป็นศูนย์กลางของสิ่งที่มีชีวิต”

“เป็นอันว่า ทุกคนที่เป็นปุถุชน จะต้องมีความรู้สึกที่เป็น egoism อยู่เป็นประจำ”

ในฐานะปุถุชน การทำความดี เป็นคนดี เพียงเท่านี้ ไม่ว่าตัวตนของคนเราจะเป็นอย่างไร มันก็ไม่สำคัญ เท่าใจดีๆ ของตัวเราเองหรอกนะ

 

ส่วน “ความฝัน” เมื่ออ่านจากหนังสือเล่มเดียวกันนี้ เข้าใจว่า ความฝันน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มของ โลภะ หรือ โมหะ 

ความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูที่เป็นศูนย์กลาง (nucleus) อยู่ภายในนั้น มันคลอดออกมา เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง :

– ออกมาเป็นโลภ คืออยากได้ หรือกำหนัดรักใคร่ คือออกมาดึงดูดหรือรับเอาอารมณ์ที่มากระทบ

– ถ้าในขณะอื่น มันออกมาในรูปที่ผลักดันผลักไสอารมณ์ออกไป มันก็เป็นเรื่องราวของความโกรธหรือโทสะ

– แต่ในบางคราว มันก็โง่อยู่ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรดี ได้แต่วนเวียนอยู่รอบๆ คือว่าไม่ดึงดูดหรือไม่ผลักออก, มันก็เป็นโมหะ

       ที่กล่าวอย่างนี้ก็กล่าวเพื่อให้สังเกตง่าย ราคะหรือโลภะนั้นดึงดูดเอาอารมณ์เข้ามา มีการดึงดูดเข้าหากัน; ที่เป็นโกธะหรือโทสะนั้น คือผลักออกจากกัน; ที่เป็นโมหะความหลงนั้น มันวนเวียนอยู่โดยไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี คล้ายกับเวียนอยู่รอบๆ จะผลักออกก็ไม่กล้า จะดึงเข้าหาก็ยังไม่กล้า

นั่นเอง เรื่องของ ความอยาก ความฝัน จึงน่าจะจัดอยู่ใน โลภะ หรือ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง หากจัดเป็นอะไรแน่ชัด ต้องขึ้นอยู่กับตัวตนของคนๆ นั้นเอง

แต่ที่แน่ๆ ความอยาก ความฝัน มันก็เป็นกิเลสอย่างหนึ่งด้วยละน่า

ทั้งหมดนั่น มันก็คือ “เรา ตัวเรา ของเรา และฝันของเรา” หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า กู ตัวกู ของกู และฝันของกู”

แม้มันออกจะหยาบสักหน่อย แต่ฉันว่านี่เป็นคำที่ท่านพุทธทาสฯ ใช้ เพื่อสื่อความหมายได้ เรียบและง่าย จริงๆ

เอาเป็นว่า เวลาของคนๆ หนึ่ง ในชีวิตเดียว มันก็มีอยู่จำกัด

ยิ่งหากเกิดวันไหนมองเห็นว่า ฝันของตัวเราเองเป็นกิเลสอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้ว หนทางแห่งการดับทุกข์ก็จะนำมาซึ่งการดับไฟฝันของตัวเราตามไปด้วย

เช่นนั้น ตอนนี้ ใครที่ยังไม่รู้ ไม่เจอ ไม่พบ ความฝันของตัวเอง ควรค้นหาให้เจอโดยไว แล้วเร่งเดินไปตามเก็บเกี่ยวความฝันเหล่านั้นมาชื่นชม  

หากใครยังหาตัวตนของตัวเองไม่พบ ค่อยๆ ใช้ใจสำรวจดูนะ ลองวางลงให้ใจมันว่างๆ สักนิด ก็น่าจะพบได้ในเร็ววัน

มีเพียงสิ่งเดียวที่ร้องขอ จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่า ตัวตนจะเป็นอย่างไร ขอให้เป็นคนดี เท่านี้ก็พอแล้ว

 

หมายเหตุ   1. ตัวสีแดงคัดลอกมาจาก “แก่นพุทธศาสน์” – ท่านพุทธทาสภิกขุ (สำนักพิมพ์สุขภาพใจ) 

               2. สำหรับผู้อ่านที่อ่านเนื้อหาในหัวข้อนี้ แล้วไม่เข้าใจ (หมายความว่า เราเขียนไม่รู้เรื่องน่ะ) 

                   แนะนำว่า ไปหาหนังสือในข้อ 1 มาอ่านซะนะ ^^