Archive

เรื่อง ไหน เพลง นั้น

“ใจหนึ่งใจ
จะต้องการอะไร

ให้มันมากมาย
ให้มันวุ่นวาย…. ”
เป็นเนื้อเพลงที่ฟังแล้ว พุทธ มากมาก

นั่นสิ แล้วใจหนึ่งใจ มันจะอยากได้อะไร

“คนหนึ่งคน
จะต้องการอะไร
ให้มันมากมาย
ให้มันวุ่นวาย…”

ในชีิวิตหนึ่งหนึ่งของคนคนหนึ่ง
เมื่อมีความอยากเพียงเล็กน้อย ไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน
จะต้องการอะไรไปมากกว่า
การมีชีวิตที่พออยู่ พอกิน พอใช้ และมีความสุข

สมองชำรุดไปตั้งแต่เมื่อไร
รู้ตัวไหม
การคิดที่ไม่ปะติดปะต่อ
การทำงานที่ไม่เคยพัฒนา
หรือเพราะ ไม่เหมาะสมกัน

แล้วหัวใจล่ะ
ต้องการอะไร
ดูเหมือน ความต้องการของหัวใจกับสมองจะสัมพันธ์กันแล้ว

สมองใกล้เจ๊ง ต้องรีบส่งซ่อม
หัวใจใกล้ระเบิด ต้องปล่อยสารให้มันเต้นช้าลง
น่าจะได้เวลาแล้ว

ใจหนึ่งใจ
คนหนึ่งคน
จะต้องการอะไร
ให้มันมากมาย
ให้มันวุ่นวาย…



Advertisements

อากาศกรุงเทพฯ หนาวแล้ว
ปีนี้หนาวแบบไม่เหงาเลย

เปิดฤดูกาล
ลมหนาว ก็โดนไล่ออกไปเสียไกลลิบ

เพราะแค่มีเธอ
ในใจฉันมีแต่เธอ มีแต่เธอ….

…………

เพลง 24.7

(Singular)

เวลาที่ต่างกันของใจ
ได้ขีดเส้นแบ่งระยะทางเอาไว้
มันมีอีกคนอยู่ไม่ไกล
แต่มันก็มีอีกคนที่ไกลห่าง

ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน ทุกเวลา
เฝ้ารอ พบหน้า สบสายตา และอ้อมกอด

ก็ในใจฉัน มีแต่เธอมีแต่เธอ
อยู่ที่ใด และเมื่อไรจะได้เจอ
วันลาลับก็จะรอเธอเสมอ
เพียงได้พบเธอ

ก็ในใจฉัน มีแต่เธอมีแต่เธอ
เฝ้านับวันว่า เมื่อไรจะได้เจอ
เนิ่นนานฉันก็จะรอเธอเสมอ
เฝ้าฝันละเมอ

วังวนที่ต่างกันของเรา
มันคงจะมีแต่เรื่องราวมากมาย
เจอคนที่ไม่เคยเข้าใจ
เจอคนที่คอยทำร้ายเมื่อใกล้กัน

ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน ทุกเวลา
เฝ้ารอ พบหน้า สบสายตา และอ้อมกอด

ก็ในใจฉัน มีแต่เธอมีแต่เธอ
อยู่ที่ใด และเมื่อไรจะได้เจอ
วันลาลับก็จะรอเธอเสมอ
เพียงได้พบเธอ

ก็ในใจฉัน มีแต่เธอมีแต่เธอ
เฝ้านับวันว่า เมื่อไรจะได้เจอ
เนิ่นนานฉันก็จะรอเธอเสมอ
เฝ้าฝันละเมอ

ก็ในใจฉัน มีแต่เธอมีแต่เธอ
อยู่ที่ใด และเมื่อไรจะได้เจอ
วันลาลับก็จะรอเธอเสมอ
เพียงได้พบเธอ

ก็ในใจฉัน มีแต่เธอมีแต่เธอ
เฝ้านับวันว่า เมื่อไรจะได้เจอ
เนิ่นนานฉันก็จะรอเธอเสมอ
เฝ้าฝันละเมอ

เฝ้าฝันละเมอ
เพียงได้พบเธอ
………….

(lyrics from web siamzone)

 

ปล. เมื่อวานนี้ (สามสิบตุลาฯ) อุนนุนดีแท้
1. ได้เจอเธอ >>> เอ๋ ชิง จุ๋ม ต้อม เมกิโกะ โย๊ะ โอ๊ท พี่ตุ๊กตา เมย์(โม)รี มิ้ว และน้องหะยอย ของเมกิโกะ หรือน้องหยอยของจุ๋ม 555+ เล่นกันเข้าไป เดี๋ยวน้องก็กลัวหรอก แม่ยกพวกนี้ ^.^
2. ได้หนังสือใหม่จากในงานหนังสือ คือ หิมะ, ปลาไม่มีประเทศ (ขอบคุณเจ๊ที่อภิฯ), กุมภา กะ มีนา และ บุรกา อาฆาต
(ไว้อยากได้อะไร ค่อยไปซื้อในร้านหนังสือ)
3. ค่ำค่ำไปมินิคอนฯ ได้ฟังเพลงเพราะๆ จาก พาสเทล
และ ได้พบ “ซินซิน” น้องโคตรน่าจีบเลย ทำไมเราไม่เกิดเป็นผู้ชายว้าาาาาาา

โดราเอมอน การ์ตูนที่มี โดราเอมอนเป็นพระเอก
แต่กลับมี โนบิ โนบิตะ เป็นตัวเอก

โนบิตะ ที่คุณฟูจิโกะ-ฟูจิโอะ สร้างขึ้น มีคาแรคเตอร์  ในด้านลบอยู่เยอะมาก
เรียกได้ว่า โนบิตะ เป็นศูนย์รวมด้านย่ำแย่ทางศักยภาพของคนคนหนึ่งในโลก
โนบิตะ ทั้ง
โง่ อ่อนแอ ใจอ่อน เซ่อซ่า ซุ่มซ่าม ขี้ขลาด เพ้อฝัน เพ้อเจ้อ รักสบาย มองโลกแง่ลบ เวิ่นเว้อและอีกมากมายเกินกว่าที่คนคนหนึ่งจะมีอุปนิสัยด้านแย่แย่เหล่านี้ได้

ในการ์ตูนเรื่องนี้
ไม่ว่า โนบิตะ จะทำอะไร มักเริ่มต้นด้วยความรู้สึก ‘อยาก’ นำมาก่อนเสมอ
ดูเหมือนเด็กชายจะมีความอยากไม่สิ้นสุด
และนักเขียนก็ได้สร้างตัวละคร ที่เป็นพระเอก มารองรับความอยากของเด็กชายใส่แว่นคนนี้
โดราเอมอน คือ คำตอบของความอยากทั้งปวง

ไม่ว่าโนบิตะ จะอยากทำอะไร อยากได้อะไร โดราเอมอนจะสนองรับได้ทุกอย่าง
แต่ในขณะเดียวกัน การ์ตูนก็บอกด้วยว่า โดราเอมอน มาจากอนาคตและไม่สมบูรณ์
ดังนั้น การฝากความหวัง ความฝัน ไว้กับโดราเอมอน จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของโนบิตะ

เพราะในท้ายที่สุด การ์ตูนทุกตอน คนเขียนจะเขียนให้ โนบิตะได้ทำในบางสิ่ง
แล้วเรื่องร้ายจะกลายดีเสมอ
สิ่งที่โนบิตะทำก็คือ มอบความจริงใจและน้ำใจ ต่อสิ่งที่เด็กชายอยากทำ-อยากได้

เพียงสิ่งนี้ ที่โนบิตะมี ก็ทำให้ชนะทุกสิ่งในโลก
เพราะโนบิตะเป็นคนมีน้ำใจและไม่เคยคิดร้ายกับใคร
โลกจึงน่าอยู่

และโลกนี้ก็มีคนแบบโนบิตะอยู่เต็มไปหมด

……..

การ์ตูนเรื่องนี้สอนให้ผู้ใหญ่รู้ว่า….

เมื่อเล่นสนุกให้ผ่อนคลายแล้ว
จงเล่น (กับงาน) อย่างจริงจัง แล้วงานนั้นจะสำเร็จ

……..

ข้อมูล
ผู้เขียน โดราเอมอน Fujiko F. Fujio (the pen name of Hiroshi Fujimoto) and Fujiko A. Fujio (the pen name of Motō Abiko)
http://en.wikipedia.org/wiki/Doraemon

“ปล่อยให้หัวใจของเธอ ได้เป็นอิสระบ้างเถอะค่ะ….” ยุพดีพูดกับชายหนุ่ม

ในโลกนี้ ใครต่อใคร ก็รักอิสระกันทั้งนั้น
แต่ อิสระ ในความหมายของแต่ละคน ไม่เคยจะเท่ากัน

แล้ว ‘ปล่อยให้หัวใจ…เป็นอิสระ’ ปราศจากการกักขัง ไร้ที่ยึดเหนี่ยว
จากนั้น หัวใจ ก็ตกไปอยู่ในฐานะ ทาสของความรัก
เมื่อนั้น เราก็ตกเป็น ทาสของหัวใจ อีกทอดหนึ่ง
แล้วความอิสระ จะคงอยู่ได้อีกหรือ

“เธอทั้งสองจะไม่มีวันพรากจากกันแม้แต่วินาทีเดียว” พะโป้พูดกับ หลานรักและเมียรัก

ผู้ตกเป็น ทาสของความแค้น ขาดอิสระเสียยิ่งกว่าผู้ใดในโลก

ชั่วดินฟ้า รักเธอ เสมอใจ…. (ครูมารุต ผู้ประพันธ์เนื้อเพลง)

“ชั่วฟ้าดินสลาย” จะมีใครไหม รักกันได้ตราบจนสิ้นดินฟ้า


ปล.
1. หนังไทยสวยๆ ไปดูกัน นานๆ ที จะมีคนลงทุน “ทำ” และ “มันอาร์ตมาก”

2. แอบงงกับ พลอย ในบทยุพดี ช่วงท้ายของชีวิต
อะไรทำให้เธอยอมได้ถึงเพียงนั้น
อันนี้ ดิฉันไม่เชื่อคุณพลอยค่ะ

3. ชอบสายตานั้นของพะโป้ ในฉากเต้นรำของยุพดีกับส่างหม่อง
สายตาอย่างที่บอกไม่ได้ว่า หนักใจ หรือเปล่า

4. แอบมี “เดจาวู” ในขณะดูหนังเรื่องนี้ เพราะเคยเพ้อ (เจ้อ) เกี่ยวกับข้อความนี้ไว้
เพราะมันโดนมาก

November 08, 2006 / 3:26 PM
ความรัก : คาลิล ยิบราน
ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดตอบแทนนอกจากตนเอง
และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง
ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้นเพียงพอแล้วสำหรับตอบความรัก

หลายคนที่เคยอ่านงานของ คาลิล ยิบราน มาบ้าง คงจะคุ้นเคยกับประโยคนี้บ้างไม่มากก็น้อย
ปรัชญานี้ หากให้ตีความตามประสาใจฉัน
มันก็ต้องอยู่ที่ ความพอดี พอเพียง ที่เราๆท่านๆ ควรใช้ในการดำเนินชีวิต
จะทำให้ตึงหรือหย่อนเกินไปมันจะไม่งดงาม
และไม่พอดีกับใจ

http://pattararanee.spaces.live.com/

5. ในหนังสือ ชั่วฟ้าดินสลาย ของ เรียมเอง ไม่ได้พูดถึงหนังสือชื่อ The Prophet
แต่เป็นวรรณคดีไทยเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ต่างหากที่ยุพดีชอบ

เดือนนี้มีวันวาเลนไทน์ ที่ตรงกับวันตรุษจีน
บรรยากาศตรุษจีน ก็จะแดงแดง แพงแพง ทองทองกันไป
เมื่อปีก่อนก่อนในช่วงนี้ ทองอาจจะแพง
แต่ปีนี้ เศรษฐกิจโลกผันผวน พอพอกับที่อากาศในภูมิภาคต่างต่างทั่วโลกแปรปรวน
จึงได้เจอ ทองถูกกันบ้าง
แต่ผักก็ขึ้นราคา หมูเห็ดเป็ดไก่ที่มีแต่ราคาขาขึ้น ก็พากันเดินพาเหรดมาโชว์ตัวหน้าร้านอาหารต่างต่างมากมาย

ส่วนวันวาเลนไทน์ ก็เป็นวัฒนธรรมจากฟากฝั่งตะวันตก ที่ดูน่าตื่นเต้นเป็นที่สุด
เพราะบรรยากาศในเมืองจะดูคึกคักและสดใสเป็นพิเศษ
ร้านโน้นร้านนี้ แข่งกันขายของ แข่งกันประดับร้านด้วยสีหวานหวาน
มันทำให้สดชื่นดีนะ

แต่ทั้งนี้ เราก็ไม่มีเอี่ยวกับวันใดวันหนึ่งในสองวันนี้เป็นแน่แท้
หากใครสุข คงจะสุขเป็นสองเท่า
ได้ทั้งแต๊ะเอีย อั่งเปา แถมยังได้ของกำนัลจากคนรักในวันวาเลนไทน์
อะไรมันจะสุโขได้ปานนั้น

ในโลกนี้ อะไรอะไรก็มีเหตุผล
หรือขึ้นอยู่กับเหตุผลทั้งนั้น
จะซื้อของอะไรใหม่สักชิ้น
ก็ต้องคิดด้วยเหตุด้วยผล
ว่ามันคุ้มค่า สมราคาไหม หรือว่า บลา บลา บลาาาาา…… อีกมากมาย

แต่ในเรื่องของความรัก มีคนพูดกันว่า
ไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับสักเรื่องก็ได้

แต่เราว่านะ
จริงจริงแล้ว ในความรักมักมีเหตุผลของมันอยู่เสมอ

คุณคิดว่า หากคุณจะรักใครสักคน
มันต้องมีเหตุผลอะไรมารองรับบ้างล่ะ

ในหนังสือ เหตุผลของความรัก
อ่านอ่าน ขำขำ ยิ้มยิ้มไปตลอดจนจบเล่ม
สาวลาวาผู้มีสายตาขวางโลก
และมีพฤติกรรม ที่เราจะขอเรียกว่า ‘เธอทำตัวย้อนแสงอยู่ตลอดเวลา’
นั่นเป็นเพียงคาแรกเตอร์หนึ่งเสี้ยววินาที ของผู้หญิงหลายคนที่เป็นแบบนั้น
อาการ ย้อนแสง ที่ว่า
คือ อาการแสดงออกที่ปากไม่ตรงกับใจ
เพราะฉะนั้น ฝ่ายตรงข้าม คู่กรณี หรือคนรัก
มักจะมองภาพนั้นเป็นแบบ ซิลูเอท
คือมองเห็นเป็นเงาดำ โดยไม่รู้ว่า แท้จริงแล้ว
ผู้หญิงคนนั้น ต้องการอะไรกันแน่
ดูเหมือน สาวลาวา จะเป็นตัวแทนจุดดำในอารมณ์ของผู้หญิง ได้ชัดเจนดีทีเดียว

ส่วนหนุ่มนามว่า ภูเขา ในหนังสือเล่มนี้
ดูจะเป็นตัวแทนของผู้ชาย ในแบบที่ผู้หญิงหลายคนอยากได้มาเป็นคนข้างข้าง
ทำตัวตุ๋มติ๋ม มองข้ามข้ามสายตาขวางโลก ของคนรักได้
มองเห็นภาพจริงของคนรัก ในขณะที่เธอทำตัวย้อนแสง
ปล่อยให้จุดดำนั้นมอดไป ไม่กลายมาเป็นบิ๊กแบงล้างโลก
หากใครได้คนรักแบบนี้ คนคนนั้น โชคดีเชียวล่ะ

หนังสือภาพเล่าเรื่องราวระหว่างลาวากับภูเขา
มีมุมมองความรัก ที่มีกันและกัน
ไว้ในเชิงเปรียบเทียบ (ที่สรุปเอาเอง) ว่า
หากมีภูเขาย่อมมีลาวา
เมื่อมีลาวาก็แปลว่า ภูเขาตั้งอยู่ที่นั่น
และพร้อมจะยอมรับ เธอ เสมอ
โดยไม่มีเหตุผล ไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าเธอจะเป็น แมกม่า หรือลาวา
หากแต่นั่น ตั้งอยู่บน เหตุผลของความรัก ที่สองคนมีให้กัน

ในความรักมักมีเหตุผลของมันอยู่เสมอ
แล้วคุณล่ะ
ความรักของคุณ เป็นยังไงบ้าง

ปล. ภาพปกหนังสือ แฮฟมาจากบ้านเจ๊ jummdcu จ้ะ

ดินแดนซาเลา
ในหน้า ข้อมูลทางบรรณานุกรม
ระบุไว้ชัดเจนว่า เป็น ‘หนังสือสำหรับเยาวชน’

หนังสือดี ไม่จำเป็นต้องมีรางวัลมาการันตี
หนังสือดี ย่อมเปล่งประกายด้วยคุณค่าในตัวเอง

ไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน
หนังสือที่ผลิตออกมาแล้ว
ย่อมอยู่ยั้งบนโลกนี้ตราบกาลกระดาษจะเปื่อยยุ่ยไป

ดินแดนซาเลา เล่มนี้
พกเอาความงามในเนื้อหามาเต็มทุกช่วงห่างตัวอักษร
และแสนเหมาะเจาะที่จะบ่มเพาะให้เกิดแง่งามในใจผู้อ่านได้
โดยเฉพาะ เด็กและเยาวชน

อยากให้ หนังสือนี้ เข้าไปอยู่ใน หมวดหนังสืออ่านนอกเวลา
สำหรับนักเรียนชั้น ม.ต้น
เพราะช่วยส่งเสริมจินตนาการได้ดี

หากแต่ถ้าปรับเข้ามาใช้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา
สำหรับนักเรียนชั้น ม.ปลาย
เด็กนักเรียนจะได้รับมากกว่าความบันเทิง ที่ได้จากความสนุกของเรื่อง
สิ่งที่ได้มากกว่า คือ การวิเคราะห์ทางด้านภาษา
เพราะผู้เขียน ออกจะคุ้นชินกับภาษาท้องถิ่น
ดังนั้น คำหลายคำในหนังสือเล่มนี้
จะปรากฎในภาษาพูดของชาวภาคใต้ ณ ด้ามขวานทองนี่เอง

ก็เดาเอาว่า หากคณะกรรมการในงานประกวดหนังสือรางวัลต่างๆ
จะเห็นว่า การเลือกใช้คำภาษาท้องถิ่น เป็นข้อด้อย
หรือคณะกรรมการจะมองเห็นว่ามีความพร่องทางวรรณศิลป์ หรืออะไรก็ตามแต่

แต่หนังสือเล่มนี้ ดินแดนซาเลา
ก็ได้รับรางวัลเป็นหยดน้ำตา
จากความซาบซึ้ง ความตื่นเต้น ความตื้นตันใจ
และนานาความรู้สึกพรั่งพรู ขณะที่อ่านไล่ไปทีละบรรทัด

ที่สำคัญ ความจริงใจในการสื่อสารของผู้เขียน ผ่านตัวละครนั้น
มีเสน่ห์ที่สุด
คนเราคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่า มิตรภาพของเพื่อนมนุษย์ อีกแล้ว

แด่มิตรภาพ

ปล.  ได้รับมอบหนังสือดีเล่มนี้ มาจาก พี่ตุ๊กตา อ่านแล้วอ่านเลยแบบวางไม่ลง ใช้เวลา 4 ชม. รวด ^^
และตอนนี้ พร้อมส่งต่อหนังสือเล่มนี้ ให้ผู้ที่สนใจอยากอ่านนะคะ

ดูเหมือนว่า ระยะหลายปีมานี้
เมืองเล็กเล็ก เงียบเงียบ อย่าง เมืองปาย เชียงคาน และเมืองเล็กอื่นอื่น
ทำให้คนหลายคนอิน
อาจจะอินกับ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือ ทิวทัศน์

ตอนนั้น ที่เคยเห็น ปาย อยู่ในสายตา
ปาย มีความหมายมากนักกับ หัวใจ ของฉัน

วันก่อนไปดูหนังเรื่องปายอินเลิฟ
แม้ว่าชื่อจะชวนให้เลิฟ
แต่ดูแล้วก็เลิฟได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง
เนื่องจากสิ่งขาดขาดเกินเกินในเรื่อง
ก็เอาเถอะ ประสาอะไร
คนเรามันก็ขาดขาดเกินเกินกันทั้งนั้น
จะหาความพอดีพอดีนั้นยังยากเย็น
หนังมันก็มาจากคน
จะเอาอะไรกันมากมายเล่า

ในหนัง มีฉากหนึ่งที่ชวนให้คิดถึง
แม่น้ำปายสายนั้น

ยังอยากกลับไปเยือนเมืองปายอีกนะ
ยังอยากซึมซับบรรยากาศที่เคยสัมผัส
ก็รู้อยู่ว่า อาจไม่ทำให้รู้สึกดีเท่าวันวานอีกแล้ว
แม้ว่า ปายเปลี่ยนไปแล้ว
ก็ยังอยากพบเจอ ปาย อย่างที่เคย

เมื่อ เดือน 7 ปี 2007
ในหนังสือทำมือเล่มหนึ่ง
มีความเรียงเรื่องนี้อยู่ในเล่ม

ปาย ตาดวงที่สาม

เหมือนว่าหัวใจจะหยุดเต้น… เสียงของอะไรบางอย่างกำลังกระซิบที่ข้างหู “เมื่อไหร่เธอจะออกเดินทางเสียที…..”

ในความเป็นมนุษย์ คนทุกคนมีหัวใจพร้อมออกเดินทาง เพราะการเดินทางมักเกี่ยวพันกับการค้นหาอะไรบางอย่างเสมอ แม้บางคนจะบอกตัวเองว่า “วันหยุด ผมชอบอยู่นิ่งๆ กับบ้าน ไม่ออกไปไหน” หากโดยพื้นฐานแต่ดึกดำบรรพ์ มนุษย์มีวิถีร่อนเร่และเดินทางเพื่อค้นหาบางสิ่งให้ชีวิต จนเมื่อพบ ‘ดินแดน’ ที่อยากให้เป็น ‘บ้าน’ จึงลงหลักปักฐานในที่สุด แต่หากวันใด ใครสักคนรู้สึกได้ว่าสิ่งที่ตนมีอยู่นี้ยังไม่เพียงพอ การเดินทางก็เริ่มต้น

สำหรับฉันแล้วการไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ ถือเป็นเรื่องเปิดหูเปิดตา เปลี่ยนบรรยากาศ บางทีไปกับครอบครัว บางครั้งก็เพื่อนฝูง และทุกครั้งก็สนุกตามสมควร เมื่อก่อนนี้ฉันไม่เคยสนใจแยกแยะเรื่อง ‘เที่ยว’ กับ ‘การเดินทาง’ ออกจากกันเลยสักหน จนในที่สุด ได้ไปเยือน เมืองปาย ในฤดูหนาวของปีหนึ่ง

การเดินทางสู่เมืองปายหนนี้ ฉันไปกับขบวนเพื่อน-พี่น้อง จากกลุ่มเพื่อนร่วมงานเก่า เย็นวันนั้น พวกเราแวะพักค้างคืนนอนนับดาว ที่ห้วยน้ำดัง อุทยานแห่งชาติซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทาง แม่มาลัย-ปาย พอรุ่งเช้า ก็เต็มอิ่มกับทะเลหมอกขาวปุย  จนตอนสาย พวกเราเดินทางถึงเมืองปาย

แรกทีเดียวฉันเพียงตื่นตาตื่นใจกับเมืองเล็กๆ ในสายหมอกและสายฝนพรำนี้เท่านั้น เพราะฉันคิดว่า ปาย ก็เป็นเพียงเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งที่ให้บริการเรื่องท่องเที่ยวมากกว่าอื่นใด

ในตัวเมืองปาย กาแฟท้องถิ่นส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใช่เล่น การลิ้มลองจึงเกิดขึ้น สัมผัสรสกาแฟกรุ่น สารแห่งความสุขหลั่งไหลจากสมอง บวกกับภาพที่เห็น ผู้คนใช้จักรยานปั่นไปรอบๆ เมืองเล็กๆ นี้ หากฉันจะหันมาใช้แรงของตัวเองบ้างเพื่อไปให้ถึงจุดหมายคงน่าภูมิใจไม่น้อยเลย

ต่อเมื่อขับรถวนเวียนไปมาเพื่อหาที่พักค้างแรม พวกเราแวะเข้าไปยังเกสต์เฮ้าส์หนึ่ง ฉันตะลึงกับภาพเบื้องหน้า แม่น้ำปายมีฉากหลังเป็นภูเขาโอบกอดสายน้ำ ก้อนเมฆฝนละเลียดยอดเขาไกลๆ ตรงโน้น หากเป็นฉากในหนังคงสวยงามน่าดู ฉันว่าที่ใครๆ หลายคนหลงรักเมืองนี้ คงเป็นเพราะภาพอย่างนี้กระมัง สายน้ำไหลเอื่อย ภูเขาเขียวๆ ปุยเมฆปุยหมอก มีให้เห็นทั่วไป เป็นภูมิทัศน์งดงาม  เหมาะกับการพักผ่อน ผลักไสเรื่องการงานหรือเรื่องหนักสมองออกไปจากหัวคิดได้ง่ายดาย

เวลาค่ำมาถึง ชีวิตในเมืองเล็กๆ อย่างนี้ ไม่ต้องเร่งรีบอะไร ฝรั่งผมทอง ชาวต่างชาติ และคนไทย มีอยู่เต็มทุกหัวถนน วินาทีหนึ่งฉันนึกอะไรหลายอย่าง การฝังตัวเองอยู่กับความเงียบ ใช้เพียงสายตากับสมอง หลายนาทีที่ฉันมองดูผู้คนมากมายตรงหน้า หลายคนกำลังคุยกันทั้งที่ไม่รู้จักกัน ฉันคิด…คนนั้นมาจากชาติอะไรนะ ทำไมคนนั้นมานั่งอยู่คนเดียว มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย… ฉันกำลังสงสัยว่าตัวเองชอบความเหงาหรือเปล่า

การเดินชมเมืองยามค่ำ ทำให้ได้เห็นอีกมิติหนึ่งของเมืองเล็กๆ ที่ต้อนรับคนจากทุกสารทิศ ร้านข้าว-ร้านหล้ามีดาษดื่น การค้นหาของที่ระลึกเริ่มต้น สำหรับฉันตั้งใจว่าจะส่งโปสการ์ดจากที่นี่ไปให้คนที่คิดถึง และฉันก็หย่อน ‘มัน’ ลงในตู้แดงน้อยใบนั้นแล้ว

ก้าว ซ้าย ขวา ซ้าย…ไปตามถนน เป็นวงเกือบรอบเมือง ตอนนี้เอง ฉันนึกคำตอบได้แล้ว… ฉันอาจจะชอบความเหงา แต่ฉันไม่ชอบความเงียบเหงา ก่อนเข้านอนฉันคิดจนหลับไป ฉันฝันถึงอะไรบางอย่าง

รุ่งเช้ามาเยือน อากาศหนาวอย่างนี้ แม้ว่ามันจะประมาณ 18 องศาก็ตาม แต่สำหรับฉันถือว่าหนาวมาก  ช่วงสายของวัน พวกเราไปที่วัดบนเขา อยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร ที่นั่น ฉันมองเห็นตัวเมืองปาย ‘มันเล็กนิดเดียวเอง แต่น่าอยู่มากนัก’

เมืองปายในสายตาฉัน ก็เหมือนคนๆ หนึ่งที่ เงียบ ขรึม ใจเย็น และมีน้ำใจให้กับคนผ่านทางเสมอ ใครมาทักทาย จะตอบรับด้วยไมตรีจิต และยินยอมให้ฉันหรือใครๆ ก็ตามนั่งลงเงียบๆ มองดูผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบตัว พิจารณาถึงชีวิตที่ควรเป็นไป

หรืออีกอย่าง ฉันว่าตัวเองอาจจะเป็นเหมือนเมืองปายนี้ก็ได้ ขอนั่งลงเงียบๆ ใครเข้ามาทักก็ทักตอบ ผูกมิตรกับทุกคนที่เดินเข้ามาทักทาย คอยฟัง คอยมองดู คนนั้น คนนี้ เห็นเขามีความสุข ฉันก็มีความสุขแล้ว

ฉันกำลังคิดว่า… หากเป็นได้ จะอยู่ที่เมืองปายนี้ ไม่ไปไหนอีกแล้ว แต่ชั่วเสี้ยววินาทีของการหายใจ เมืองปายคงไม่ใช่ “บ้าน” สำหรับฉัน แต่เป็น ‘ตาดวงที่สาม’ ให้กับฉัน

เมื่อดวงตานี้ถูกเปิดออก ณ ที่นั้น ทำให้ฉันรู้ว่า ในโลกนี้ยังมีซอกมุมมากมาย ให้ฉันได้นั่งลงเงียบๆ มองดูสิ่งแวดล้อมและผู้คน สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ด้วยตาดวงที่สามนี้ หรือมันอาจคือ ‘หัวใจ’ ก็ได้

เสียงกระซิบนั้นยังคงดังอยู่ข้างหู หรือมันอาจย้ายมาอยู่ข้างๆ ใจแล้วก็ได้ “ได้เวลาออกเดินทางอีกแล้ว….”

หลังบานประตูเมืองปาย ช่วยให้ฉันค้นพบตัวเอง และตระหนักได้ว่า ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร และจะใช้ชีวิตอย่างไรในอนาคต

แล้วคุณล่ะ ค้นหาตัวเองเจอหรือยัง…

ปาย อย่างที่เคยสัมผัส
อาจหลงเหลืออยู่บ้าง
ถ้าได้พบกับ ปายในสายฝน
แล้วจะมาบอกนะว่า
ปาย อย่างที่เคย
ยังสบายดีอยู่หรือเปล่า


ปล.
1 ตกลงถนนสายนั้น ชื่อว่าอะไรกันแน่ ระหว่าง แม่แจ่ม กับ แม่มาลัย
งง คับ
2 ปาย ตาดวงที่สาม คัดลอกมาจาก หนังสือทำมือเล่มนั้น
อยู่ในนี้  http://roundfinger.wordpress.com/2007/08/13/