Archive

my story

กรุงเทพธุรกิจ : เสาร์สวัสดี : คอลัมน์ ปล.ขอให้มีความสุข
ฉบับที่ 435 วันเสาร์ที่ 22 กันยายน 2550

: ภัทรรานี โปร่งแสง

วันเข้าพรรษาปีก่อน ฉันเดินทางตัวคนเดียวเพื่อการท่องเที่ยวเป็นครั้งแรก ดังนั้นการคำนึงถึงสถานที่ ที่จะไป จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิงที่ต้องเดินทางคนเดียว วัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี จึงถูกจับมาอยู่ในแผนเดินทางหนนี้ ‘ตักบาตรดอกไม้’ งานบุญที่มีเพียงปีละครั้งเท่านั้น

คืนก่อนวันเข้าพรรษา ฉันเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว เหลือแค่เพียงรอคอยเวลาเช้าเท่านั้น จึงค่อยตัดสินใจว่า จะเดินทางคนเดียวจริงหรือ…

ในที่สุดเช้าวันเข้าพรรษาก็มาถึง ฉันตัดสินใจเปิดประตูบานนั้น ก้าวเท้าออกไปเพื่อเดินทางคนเดียว

ที่หมอชิต แบบตัวคนเดียว เกิดปัญหาบางอย่าง ซึ่งเป็นความประมาทของฉันเอง “ขึ้นรถไม่ทัน ต้องซื้อตั๋วใหม่” และนั่นทำให้ฉันออกเดินทางช้ากว่ากำหนดไปอีก 30 นาที

รถออกแล้ว 10.55 น. ฉันเขียนโปสการ์ดถึงพี่ชายคนหนึ่ง เล่าเรื่องความพลาดพลั้งหนนี้ ทั้งที่ความตั้งใจจริง อยากเล่าว่า “เราไปไหนๆ คนเดียวก็ได้ เราเก่งไหม” แต่ความจริงมันตรงข้ามกัน จนฉันไม่กล้าโกหก

เวลาล่วงเลยมาจนบ่ายโมงกว่า ความเร็วของรถโดยสารนับว่าไม่ช้าไม่เร็วเกินไปนัก แต่เพราะแวะจอดรายทางจึงนานพอดู แล้วก็มีคนมานั่งข้างๆ ฉัน “พี่คะ วัดพระพุทธบาทอีกไกลไหมคะ” คุณพี่ใจดีคนนั้น เธอบอกว่า อีกไม่ไกลและชวนคุย “น้องเก่งจังมาคนเดียวเหรอคะ” ฉันยิ้ม “อยากมาตักบาตรดอกไม้ ก็เลยมาเองค่ะพี่ เพราะถ้ารอเพื่อน คงต้องรอปีหน้า”

ถึงเสียที อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี นาฬิกาที่หอคอยบอกเวลา 13.50 น. ด้วยความหิว ฉันเดินตลาดไม่ถึงรอบก็ตัดสินใจลงนั่ง แล้วสั่งข้าวกินก่อนเพราะว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง

ที่ปากทางเข้าวัดพระพุทธบาท ฉันมองเห็นวัดอยู่ไกลๆ หากเดินคงใช้เวลาราว 10 นาที แต่ว่าเมฆฝนลอยครึ้มอยู่เหนือหัว รถสองแถวเลี้ยวเข้ามาจอดพอดี

รถโดยสารจอดให้ลงก่อนถึงวัด ตรงนี้ ฉันมองเห็นโต๊ะตั้งเรียงรายอยู่ตลอดสองฝั่งถนน แต่ยังไม่มีอะไรวางอยู่บนโต๊ะเลย ขณะนั้นผู้คนยังไม่มากเท่าไร แต่ชั่วเวลาผ่านไปแค่ 20 นาที ไม่รู้ฝูงชนมาจากไหนกันมากมาย บนโต๊ะว่างๆ เมื่อครู่ เต็มไปด้วยดอกเข้าพรรษาและธูปเทียน ตอนนั้นมีคนเอาดอกเข้าพรรษาใส่ในถังสีเหลืองมาเร่ขาย ฉันซื้อมาด้วย 1 ชุด แล้วผู้คนก็แน่นไปตลอดสองข้างทาง ฉันพยายามหาที่ว่างเฉพาะตัว เพื่อรอใส่บาตร

ท้องฟ้าเปิด เมฆฝนเมื่อครู่ลอยไปไกลแล้ว และพิธีก็เริ่มขึ้น ขบวนแห่พระพุทธรูปสีทองอร่ามรายล้อมด้วยดอกไม้สวยงาม ตามด้วยขบวนพระสงฆ์และเณร คาดว่าน่าจะเกิน 100 รูป มีเพื่อนเล่าว่า ตักบาตรด้วยดอกไม้ จะได้เป็นนางฟ้า ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นประการใด แต่พอใส่บาตรแล้ว ฉันรู้สึกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก

พระสงฆ์และเณรเดินไปตามทางจนถึงประตูวัด จากนั้นขบวนหยุดครู่หนึ่ง แล้วก็เป็นพิธีเดินขึ้นวัด บันไดสูงนั้น มองดูสวยงามยิ่ง ยามที่พระสงฆ์เดินขึ้นไป ราวกับเดินสู่สรวงสวรรค์ ฉันอธิษฐานในใจ ขอให้บุญบารมีของท่านทั้งหลายจงแผ่ไปยังผู้อื่นด้วยเถิด

เมื่อจบพิธีการนี้ ฉันได้ขึ้นไปกราบพระและสักการะรอยพระพุทธบาท จนอิ่มใจอิ่มบุญ พอเงยหน้ามองฟ้า เมฆดำลอยมา ฝนกำลังจะตกหนักแน่แล้ว ฉันรีบออกจากวัด โบกวินมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง คุณพี่วิน ผู้ใจดีแวะจอดตู้ไปรษณีย์สีแดง ให้ฉันได้หย่อนโปสการ์ดหลายใบลงไป เมฆฝนใกล้เข้ามาทุกทีๆ ละอองฝนเริ่มโปรยลงมา พอถึงป้ายรถประจำทางหน้าตลาด เม็ดฝนโหมเทลงมาไม่ขาดสาย โชคดีฉันอยู่ใต้หลังคาของป้ายรถประจำทางแล้ว

ตอนที่ฝนยังไม่ซาเม็ด ขณะนั้น 6 โมงเย็นพอดี ฉันได้ขึ้นรถโดยสารเพื่อกลับกรุงเทพฯ ในใจก็คิด….ตักบาตรดอกไม้ครั้งแรกในชีวิต เป็นการทำบุญตักบาตรที่สวยงามและน่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันเองก็เดินทางคนเดียวได้ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด เพียงเรามีสติ ตั้งใจมั่น คิดดี ทำดี แล้วมันก็จะผ่านไปด้วยดี

ปล.ขอให้ทุกคน มีความสุข สนุกกับการเดินทางแบบ alone แต่ไม่ lonely นะคะ

—————————

http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/

Advertisements

December 20

“คนคือการเดินทาง” ชื่อคอลัมน์นี้ทำให้รู้สึกว่าอยากค้นหาความหมายว่าคืออะไร ???
ฉันคิดถึงคนๆ หนึ่งขึ้นมา เพราะหน้าที่ของเขามีความสำคัญกับคนอีกหลายๆ คนยิ่งนัก “คน” ที่ว่านั้นคือ “เรือจ้าง” หรือ “ครู”

ชีวิตในแต่ละวันของครูก็คงไม่ต่างจากคนอื่นๆ มากมายนัก ตื่นเช้า ทำภารกิจส่วนตัว หากมีลูกเต้าครอบครัวก็ต้องดูแลกันให้เรียบร้อย

จากนั้นเดินทางไปยังสถานที่ซึ่งเรียกกันว่า โรงเรียน นำเอาจิตวิญญาณความเป็นครูติดตัวไปด้วย ยามสั่งสอนเด็กๆ ก็ถ่ายทอดเอาความรู้ที่มีออกมาพร้อมกับจิตวิญญาณ เพราะต้องสอนสั่งความรู้และจริยธรรมไปพร้อมกัน

ฉันจำได้ว่า ครูประจำชั้นตอนเรียนชั้นอนุบาล ครูพาพวกเราเหล่าเด็กน้อย เดินเรียงแถวออกจากห้องเรียนไปยังอ่างล้างหน้ายาวๆ

พอไปถึง ครูบอกให้แปรงฟัน ทุกคนก็กรูกันไปจับจองก๊อกน้ำให้เป็นของตัวเอง มันเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรีเลย เพราะจะมีคนที่ไม่ได้ก๊อกน้ำ

ครูบอกว่าให้ทุกคนหยุดก่อน แล้วกลับมาตั้งแถวตามลำดับที่เดินออกมาจากห้องเรียน

เมื่อแถวเรียบร้อย ครูก็ให้เด็กคนที่หนึ่งไปยืนก๊อกน้ำแรก คนที่สอง สาม ก็ไปยืนประจำก๊อกน้ำตามลำดับ

ฉันเป็นคนแปรงฟันในชุดสุดท้าย จากทั้งหมด 3 ชุด จึงมีเวลาได้เห็นเพื่อนๆ แปรงฟัน

ตอนนั้น ฉันไม่ได้คิดอะไรหรอก

ครูบอกในตอนหลังว่า “ต้องรู้จักเข้าแถวนะ” เมื่อเติบโตขึ้น ฉันรู้ว่าครูสอนให้เราอดทน สอนให้เรารู้จักการรอคอย รู้จักลำดับก่อนหน้าหลัง รู้จักสิทธิของคนมาก่อนมาหลัง

เมื่อแปรงฟันกันเรียบร้อยแล้ว ครูก็พากลับห้องเรียน สอนการปูที่นอน แบ่งปันพื้นที่กันนอน แล้วครูก็จะไปนั่งเฝ้า เด็กๆ ให้นอนหลับ

ฉันรู้ว่าครูทำอะไรเวลาที่พวกเราหลับ ครูจะเอาการบ้านหรืองาน เช่นพวกคัดไทย วาดเขียน ขึ้นมาตรวจและให้คะแนน ที่ฉันรู้เพราะบางทีก็นอนไม่หลับ

ฉันจึงแอบดูว่าครูอะไรอยู่ ฉันคิดว่าครูก็รู้นะ ว่าฉันนอนไม่หลับ เพราะว่ามันก็เป็นข้อตกลงกันที่ว่า “หากใครไม่หลับ ก็ให้นอนอยู่เฉยๆ ห้ามพูดห้ามคุยกัน ส่งเสียงรบกวนเพื่อนในห้องที่หลับอยู่”

แล้วความสงบก็หายไป ยามที่ตื่นกันครบทุกคนแล้ว ครูต้องกลับมาจับปูใส่กระด้งอีกเช่นเคย ยิ่งพอทุกคนเห็นดาวในกระดาษวาดเขียนของตัวเองก็ส่งเสียงเซ็งแซ่เป็นนกกระจอกแตกรังกันอีก

บ่ายแก่ๆ ครูพาพวกเราออกไปปล่อยในสนามเด็กเล่น ซึ่งก็มีเพื่อนห้องอื่นเล่นด้วย เพื่อรอเวลากลับบ้าน
ได้เวลาโรงเรียนเลิกแล้ว บางคนพ่อมารับ บางคนแม่มารับ หรือไม่ก็ญาติ ลุง ป้า น้า อา หรือพี่

ส่วนฉันมักอยู่เป็นคนท้ายๆ เสมอ (เพราะยังไม่มีใครว่างมารับ) จึงได้พูดได้คุยกับครูอยู่บ่อยๆ

ในช่วงเวลาอย่างนี้ ครูสอนอะไรฉันหลายอย่าง ซึ่งวัยเด็กขนาดนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่เท่าที่จำได้ ครูบอกให้ฉันเป็นเด็กดีและเชื่อฟังพ่อแม่
ฉันกลับบ้านแล้ว แต่ครูยังไม่กลับ ครูบอกว่าจะต้องทำงานอีกนิดหน่อยจึงจะกลับบ้านได้

ฉันว่าการเดินทางของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นครู มักต้องรอคอยอยู่เสมอ เหมือนเรือจ้างที่ต้องมารอคอยคนที่ต้องการข้ามฝั่ง

พอส่งเขาขึ้นฝั่งแล้วก็ยังต้องรอคอยคนต่อไปที่จะมาลงเรือ เพื่อพาเขาขึ้นฝั่งอีก เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไป คนๆ นี้ต้องใช้หยาดเหงื่อแรงกายพายเรือไปส่ง

หากจะทันสมัยหน่อย ก็ติดเครื่องยนต์ แต่ฉันว่าการนั่งเรือยนต์ ความเร็วและความสะดวกในการเดินทางมีมากขึ้น

แต่เวลาที่จะได้อยู่กับคนในเรือน้อยลง มีการพูดคุยแสนสั้น แล้วทีนี้เราจะได้อะไรจากคนที่พาเราข้ามฝั่งล่ะ?

ส่วนตัวฉันยังชอบพอกับเรือพายมากกว่าอยู่นะ เพราะบางทีสาระดีๆ ของชีวิตก็อยู่กับเรือจ้างแล่นช้า เรือที่เคลื่อนที่ไปด้วยจังหวะพายนี่เอง

สิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางของ ครู เห็นจะเป็น เมื่อได้เห็นลูกศิษย์ไปถึงฝั่งด้วยความปลอดภัย เจริญดีแล้ว ครูก็พลอยดีใจไปด้วย

แม้ว่าเวลาของเรือจ้างสิ้นสุดลงตามอายุขัยของการงาน

หากว่าการเดินทางของคนยังไม่สิ้นสุด ตราบเท่าที่คนๆ นั้นยังมีลมหายใจอยู่

แม้ว่า “หน้าที่” จบลงแล้ว ทว่ายังมีการเดินทางบทต่อๆ ไปให้ได้สัมผัสเพราะคนคือการเดินทาง

December 20

การเดินทางในสมัยเมื่อสัก 30-40 ปีก่อน ‘รถไฟ’ ถือเป็นของสะดวกยิ่งเพราะปลอดภัย จะหาอุบัติเหตุใหญ่ๆ สักครั้งก็นานทีปีหน จะมีลูกเด็กเล็กแดงแค่ไหน ก็หอบหิ้วกันไปได้ จนมาถึงวันนี้ ฉันว่าการเดินทางด้วยรถไฟ ถือเป็นเรื่องสุดคลาสสิก

หลายปีที่ผ่านมา ฉันได้เดินทางด้วยรถไฟนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งใกล้ เช่น ชะอำ หัวหิน เขื่อนป่าสักฯ และกาญจนบุรี เลยไปจนถึงไกลสุดกู่ ดังเช่น ยะลา หนองคาย และเชียงใหม่ ในวัยเยาว์ของฉันได้โดยสารรถไฟไปยัง จังหวัดยะลา เพื่อเยี่ยมตายายหลายครั้ง ระยะทางไกลนั้น ใช้เวลาทั้งกลางวันกลางคืนถึงที่หมายเอาตอนรุ่งสางของอีกวันหนึ่ง

ฉันมีโอกาสได้มองเห็นดาวระยิบระยับแผ่เต็มฟ้าก็ตอนนั้นเอง อีกหนึ่งช่วงเวลาแสนสุขของครอบครัว เห็นจะเป็นทุกครั้งที่พ่อแม่พาเราทั้งบ้านนั่งรถไฟไปค้างแรมเคาท์ดาวน์วันขึ้นปีใหม่ที่หัวหิน ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงหลงรักทะเลในหน้าหนาวเหมือนดังที่หลายๆ คนเป็นกัน และคงเข้าใจดีว่า การชมดวงอาทิตย์ขึ้นริมทะเลกับคนรู้ใจในบรรยากาศเย็นๆ มันสดชื่นเกินจะบรรยาย

จนตอนเข้าสู่วัยรุ่น พาหนะที่ดี ปลอดภัย และค่าโดยสารแสนถูก ก็รถไฟนี่เองที่พาเราไปยังสถานที่หลายๆ แห่ง ประเด็นสำคัญถ้าไปโดยรถไฟ พ่อแม่มักจะอนุญาต ครั้งหนึ่งจำได้ว่าเคยนั่งเบียดๆ แบ่งๆ กันกลับจากสถานีหัวหิน ไปจนถึงนครปฐม เพราะเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ วัยรุ่นพกกีตาร์นั่งกันแน่นรถไฟ ทางเดินกลายเป็นที่นั่งแทบไม่เหลือที่ว่างให้เดิน มองไปยังรถไฟอีกขบวนที่มาสวนกันตรงสถานีใหญ่แถวราชบุรีก็อัดแน่นไปด้วยวัยรุ่นที่กำลังมุ่งหน้าไปยังหัวหินที่เราเพิ่งจากมา

เริ่มเรียนมหาวิทยาลัย การเดินทางโดยรถไฟ ก็ยังเป็นทางเลือกยอดนิยมของก๊วนหนุ่มสาวนักโบก (มือสมัครเล่น) อีกอยู่ดี ด้วยอยากให้ได้ครบทุกบรรยากาศจริงๆ ทริปหนองคายจึงเปิดฉากด้วยรถไฟ ชั้น 3 ออกจาก กทม. 6 โมงเช้า ไปถึงหนองคาย 6 โมงเย็นพร้อมหัวแดงเหมือนถนนดินลูกรังกันครบทุกคน

กาญจนบุรี เป็นทริปสุดฮิพของฉัน เพราะหลายครั้งที่พาผู้คนไปในเดือนพฤศจิกายนจนเมารถไฟกันก็บ่อย นั่นเป็นเพราะเสน่ห์ของรถไฟสายมรณะนี้จะอยู่ตรงจังหวะที่ รถไฟเลียบเขาตีคู่ไปตามแม่น้ำแคว แสนเหมาะกับคนอินวิวเป็นอย่างดี

เขื่อนป่าสักฯ หากใครมีโอกาสโดยสารไปกับรถไฟ จะรู้สึกเหมือนตัวเองได้ล่องไปกับรถไฟขบวน 999 ท่องกาแล็กซี่ (จากการ์ตูนยอดฮิตเมื่อ 20 กว่าปีก่อน) จะขาดก็อย่างเดียวคือ เสียดายที่เป็นตอนกลางวัน หากอยู่เหนือเขื่อนในยามค่ำคงจะเหมือนท่องอยู่ในอวกาศเป็นแน่

รถไฟ เป็นพาหนะสำคัญที่นำพาความรักและความคิดถึงไปหา พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ลูก และเพื่อนฝูง รถไฟนำพาให้คนได้พบปะคนที่รักและคิดถึง รวมไปถึงเพื่อนร่วมทางที่เป็นคู่รัก กลุ่มผองเพื่อนที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ โดยรถไฟ จึงมีบรรยากาศชี้ชวนให้คนได้รักกันมากยิ่งขึ้น

นอกจากรถไฟจะมีบทบาทสำคัญใน ตจว.แล้ว เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง รถไฟถูกนำมาใช้ในเมืองหลวง เมื่อพื้นที่ถนนใน กทม. ที่มีอยู่จำกัด กลับแน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวและรถโดยสารมากมาย รถไฟลอยฟ้ากับรถไฟใต้ดินจึงผุดพรายสถานีและหลุมปากทางขึ้น-ลง ตามเส้นทางที่ว่ากันว่าจราจรติดหนักหนาสาหัส เพื่อให้ประชากรในเมืองได้ใช้เดินทางไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ ไปชอปปิง หรืออื่นๆ

ฉันมองเห็นข้อดีหลายอย่างของรถไฟใน กทม. นี้ จากพี่สาวคนหนึ่ง เพราะจากที่เคยเป็นคนช่างหงุดหงิดเหลือหลาย อารมณ์วู่วามก็ลดลง เพราะมีเวลานอนและพักผ่อนเพิ่มขึ้น ไม่ต้องสูญเสียเวลาไปกับการติดแหงกบนท้องถนน อีกทั้งการใช้ระบบขนส่งมวลชนช่วยให้ประหยัดสตางค์ในกระเป๋า ช่วยชาติประหยัดพลังงาน ฉันว่าการได้อยู่ร่วมกับผู้คนมากมายในเส้นทางของชีวิตแบบนี้ช่วยให้เราไม่เหงา

สิ่งที่ฉันมองเห็นอีกอย่างหนึ่งคือ หลายคนคาดหวังว่าจะพบเจอคนที่เห็นหน้ากันบ่อยๆ ในเวลาเดิมของทุกวัน และคนบางคน คนบางคู่ก็พบรักกันบนรถไฟอย่างนี้เอง

การเดินทางโดยรถไฟ ทั้งไป ตจว. และเดินทางใน กทม. ช่วยสร้างความสุขให้กับผู้โดยสารมากกว่าสิ่งอื่นใด หากฉันจะเรียกว่า รถไฟรัก ก็คงไม่ผิดนัก

by ภัทรรานี โปร่งแสง

http://203.154.97.32/jud/sat/ ฉบับที่ 395 วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม 2549 คอลัมน์ ปล.ขอให้มีความสุข

December 20

ราวเดือนมีนาคม เมื่อ 2 ปีก่อน “ไปเที่ยวเมืองกาญจน์กันมั้ย ที่พักฟรี” ป้าปอเพื่อนสนิทของฉันถามขึ้น เรารู้จักกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ฉายา “ป้า” หรือ “ป้าปอ” ก็ได้มาตั้งแต่ตอนนั้นน่ะเอง เป็นอันว่าป้ารู้จิตรู้ใจฉันเป็นอย่างดีว่าต้องเอาของฟรีมาหลอกล่อ

ฉันและป้าปอไปรับ Ticket ห้องพัก ที่บริษัททัวร์แห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ จากนั้นเดินทางไปยังสายใต้ใหม่ เพื่อโดยสารรถประจำทาง ป.1 สายกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี เมื่อถึงเราต้องต่อรถโดยสารกาญจนบุรี-สังขละบุรีอีกคัน ฉันขอเรียกว่า รถแดงหวานเย็น แล้วกัน

ภาพชาวบ้านที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ไปมาค้าขายก็อาศัยรถประจำทางต่างพากันหอบของพะรุงพะรัง จนระวางน้ำหนักแทบจะเกินพิกัดรถอยู่แล้ว แต่ด้วยน้ำใจคนไทยที่ว่า “แบ่งๆ กันไปนะ เดี๋ยวก็ถึง” นี่ล่ะคือที่มาของชื่อ “รถแดงหวานเย็น” ที่ฉันตั้งให้

“ถึงแล้วๆ รีสอร์ทเข้าไปทางนี้แหละ” กว่าเราจะหาหนทางไปยังรีสอร์ทได้ก็ต้องบากหน้าไปที่บ้านหลังหนึ่งตรงปากทาง

“น้องมาที่รีสอร์ทนี้เหรอ เดี๋ยวโทรตามรถให้” พี่ชายคนหนึ่งบอกเมื่อเราเข้าไปขอความช่วยเหลือ

“ปี๊นนนน” ……

“ขึ้นมาเลยครับ เดี๋ยวจอดให้ลงตรงทางแยก” แม่ชีคนหนึ่งนุ่งขาวห่มขาว ขึ้นมานั่งบนรถสองแถว คนขับพาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ขวาๆ ซ้ายๆ อยู่ 2-3 ครั้ง ก็จอดตรงทางแยกไปสำนักวิปัสสนา แม่ชีลงแล้ว รถออกตัวอีกครั้ง คราวนี้แล่นไปเรื่อยๆ จนมาถึงถนนซีเมนต์อย่างดีที่เป็นท่าเรือเพื่อไปยังรีสอร์ท

“อ้าว ยังไม่ถึงอีกเหรอเนี่ย เมื่อไหร่จะถึงซะทีนะ” ฉันเริ่มบ่นเพราะเหนื่อยแล้ว แต่บรรยากาศยามเย็นกำลังสดชื่นทำให้ฉันอารมณ์ดีขึ้น

ต้นไม้น้อยใหญ่ในป่าดิบชื้นที่โอบกอดสายน้ำแควน้อยเอาไว้ เรือยนต์ลำที่ฉันนั่งมาแล่นฉิวมุ่งไปทางเขื่อนเขาแหลม ลมเย็นๆ ปะทะใบหน้าจนผมปลิว ฉันชื่นชมความงามริมน้ำ แถมยังเอามือราน้ำเล่น

“เวลาที่เรามีความสุขมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว” ฉันรู้สึกเสียดายการราน้ำเล่น เมื่อมาถึงที่พัก

ที่รีสอร์ทมีสวนสมุนไพร ลานสำหรับเล่นรอบกองไฟ เหมาะกับคนที่มากันเป็นครอบครัวใหญ่หรือให้ลูกเสือเข้าค่าย เริ่มมืดลงแล้ว ฉันกับป้าปอกลับเข้าไปที่ห้องอาหาร บรรยากาศมื้อค่ำวันนั้นบอกได้คำเดียวว่า หากเปลี่ยนคนไปด้วย จากป้าเป็นชายหนุ่มในฝัน คงเป็นดินเนอร์ที่สุดแสนจะโรแมนติก

เช้าวันใหม่มาเยือน หลังทานอาหารจนอิ่มหนำดีแล้วเราเดินสำรวจรีสอร์ทอีกครั้ง วันนี้เริ่มด้วยเดินเลียบเลาะริมแม่น้ำไปตามทาง จนเลยไปถึงด้านหลัง มีป้ายเขียนบอกไว้ว่า LAWACAVE ออกจากรั้วของรีสอร์ท เลี้ยวขวาเดินไปตามถนนอีกประมาณ 300 เมตร ฉันเข้าใจว่าตรงจุดนี้คงเป็นเขตของทหารเพราะห่างออกไปทางทิศตะวันตกไม่กี่สิบกิโลเมตรก็จะเข้าเขตประเทศพม่าแล้ว บริเวณนี้มีทหารดูแลทางขึ้นและคอยจำหน่ายบัตรสำหรับเข้าชมถ้ำละว้า

ฉันกับป้าปอกลับถึงห้องพักประมาณ 10 โมงกว่าๆ เก็บข้าวเก็บของแล้วขึ้นรถแดงหวานเย็นไปยังสถานีน้ำตก แต่รถไฟไปแล้ว เราจึงขึ้นไปนั่งพักที่น้ำตกไทรโยคก่อนจะกลับลงมารอรถสองแถวอยู่นานเกือบ 2 ชั่วโมง เพื่อไปยังสถานีรถไฟ ในที่สุดก็ได้ขึ้นรถไฟจนไปถึงสะพานข้ามแม่น้ำแคว เราลงตรงนี้เพื่อถ่ายรูป แล้วกลับรถทัวร์ (เหมือนขามา) ทริปนี้ 2 วัน 1 คืน เหนื่อยแต่คุ้มนะฉันว่า ถ้าจะให้เดินทางง่ายกว่านี้และไม่เหนื่อยขนาดนี้ก็ย่อมได้ แต่ว่าเราเลือกที่จะสนุกกับมันได้

ปล.ขอให้ป้าปอมีความสุขกับการเดินทางที่เลือกได้เอง ไม่ว่าวันวาน วันนี้ หรือพรุ่งนี้ เราจะเหนื่อยกับมันแค่ไหน ขอแค่สนุกกับมัน เราก็มีความสุขได้ ยิ้มหน่อยป้า !!!

by ภัทรรานี โปร่งแสง

http://203.154.97.32/jud/sat/ ฉบับที่ 385 วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2549 คอลัมน์ ปล.ขอให้มีความสุข