Archive

The Book of Phoenix

“อากาศดีนะ” เมฆพูดกับตัวเอง พลางมองท้องฟ้าที่อากาศปลอดโปร่งแจ่มใสดี และคาดเดาว่า “วันนี้ฝนคงไม่ตกละมัง”
ทุกวันหยุดงานของเมฆ เขาจะปั่นจักรยานไปตามถนนต่างๆ ในจอร์จทาวน์ ของเกาะปีนัง

วันนี้ก็เช่นกัน เมฆปั่นจักรยานไปตามทาง เขาเริ่มต้นปั่นจากที่พักของเขาซึ่งไม่ห่างจากจอร์จทาวน์ เมืองมรดกโลกมากนัก หากใครมองเห็นเขา คงจะเข้าใจว่าเป็นนักท่องเที่ยวทั่วๆ ไป เพราะเขาจะแต่งตัวสบายๆ และมีกล้องถ่ายรูปติดตัวด้วยเสมอ แต่หากใครรู้จักเขาดีแล้ว ก็จะเข้าใจว่า เขากำลังทำอะไรอยู่
เมฆปั่นจักรยานไปจนถึงซิตี้ฮอลล์ ที่อยู่ริมทะเล เขาถ่ายภาพไปแล้วหลายภาพ จนกระทั่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติขอให้เขาช่วยถ่ายรูปคู่ให้ ตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นเมฆรูปร่างประหลาด เมฆแบบคิวมูลัส เป็นเมฆชั้นเตี้ยที่สุด อยู่ห่างจากพื้นดินไม่เกิน 2 กิโลเมตร ปกติรูปทรงดูปุยๆ คล้ายดอกกะหล่ำ แต่เช้าวันนี้ เมฆนี้มีรูปร่างเหมือนแม่ไก่กำลังทำท่าเหินบิน บ่ายหน้าไปทางทิศเหนือ
“แม่กำลังจะกลับบ้านเกิด” เมฆคิดถึงแม่ของเขาที่ไปอยู่กัวลาลัมเปอร์

จากนั้นเมฆจึงโทรศัพท์ไปหาแม่ และถามถึงความเป็นไปของแม่ในระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา เพราะเขากับแม่ไม่ค่อยสนิทกันมากนัก นานๆ ครั้งเขาจึงโทรศัพท์ถึงแม่สักทีหนึ่ง
ชีวิตของสองแม่ลูก ตลอดมาก็อาศัยและทำงานที่หาดป่าตอง กับญาติของแม่ที่มาเปิดร้านอาหารอีสาน จนกระทั่งเมฆโตขึ้นมากและเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว แม่จึงแต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์พร้อมครอบครัวใหม่ของแม่ เขาจึงย้ายมาอยู่ลำพังที่เกาะปีนัง และมีชีวิตโดดเดี่ยวไร้ญาติอยู่ที่นี่

เวลาเกือบ 2 ปีที่เมฆมาทำงานอยู่ที่ปีนัง ทำให้เขาพูดภาษาอังกฤษดีขึ้นมาก และเขายังฟังภาษาจีนได้บ้าง เขาเองคิดว่าการใช้ชีวิตที่เมืองนี้ ถ้าไม่นับฝนฟ้าที่ตกได้ตกดี ก็นับว่าชอบมาก อาหารการกินก็ถูกปาก แถมเขายังได้ออกมาปั่นจักรยานถ่ายรูปสถานที่สำคัญบนเกาะปีนัง ไปลงเว็บไซต์หารายได้พิเศษได้เป็นกอบเป็นกำ และเขายังคอยสังเกตเมฆบนท้องฟ้าอย่างสม่ำเสมอ มันกลายเป็นการเสพติดไปแล้ว

“แม่จะกลับไปภูเก็ตเหรอ” เมฆเอ่ยถามแม่ของเขาก่อนที่จะกล่าวคำอำลา
“รู้ได้ไงล่ะเนี่ย” แม่ไม่ตอบคำถาม แต่กลับถามเมฆกลับมา
“เดาเอาน่ะ” เมฆตอบออกไปด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่แอบน้อยใจอยู่ลึกๆ เพราะแม่จำไม่ได้เลยว่า เขาสามารถคาดเดาอนาคตได้จากการมองดูก้อนเมฆ และมันมักกลายเป็นความจริงเสมอ

ตอนที่เมฆยังเด็กอยู่ วันนั้นเป็นเวลาใกล้พลบค่ำของวันกลางเดือนเมษายนที่อากาศร้อนมาก เมฆเดินออกมาหน้าร้านกับลูกพี่ลูกน้อง เพื่อเรียกลูกค้าต่างชาติที่คลาคล่ำในช่วงไฮซีซั่นของเกาะภูเก็ต เขามองไปที่ท้องฟ้ากระจ่างตาทางทิศตะวันออก แต่น่าแปลกที่กลับมีเมฆรูปแปลกๆ และท้องฟ้าค่อยๆ กลายเป็นสีแดงระเรื่อเฉพาะโดยรอบเมฆประหลาดนั่น มันมองดูเหมือนธงชาติที่ขาดวิ่น
“โจ พี่ดูสิ เมฆก้อนนั้นเหมือนธงชาติไหมน่ะ”
“เหมือนตรงไหนกัน” ลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่า ตอบกลับมา
“ไหนๆ อะไรเหมือนธงชาติ” น้าสาวเดินออกมาสมทบที่หน้าร้าน
“โน่นไงน้าแนน เหมือนธงชาติขาดเลย ผมเห็นแล้วกลัวนะ จะมีเรื่องร้ายหรือเปล่า” เมฆแสดงความกังวลออกมา
“ไม่มีไรหรอกน่า คิดมากไปได้ เป็นเด็กเป็นเล็ก” น้าแนนบอกกับเมฆ “ไปเข้าร้านไปช่วยยกอาหารเลยไป” น้าแนนส่ายหน้าและมองเด็กๆ ทั้งสองด้วยความเอ็นดู

ในวันเวลานั้น เมฆยังเป็นเด็กน้อยชั้นประถมปลาย ใครๆ ก็ไม่ฟังคำพูดของเด็กอย่างเขาหรอก
เมฆจำได้ว่า ในเดือนต่อมา น้าแนนก็มาคุยกับเขาถึงเมฆรูปธงชาติที่เขาเอ่ยถึงในวันนั้น
“คราวก่อนเมฆบอกน้าว่า เห็นเมฆเป็นรูปธงชาติขาด แล้วถามว่าจะมีเรื่องร้ายหรือเปล่าใช่มะ” น้าแนนเอ่ยถามในเย็นวันหนึ่ง
“ใช่ ทำไมเหรอ”
“ก็ที่กรุงเทพฯ เขายิงกันตายเกลื่อนเลย พฤษภาทมิฬน่ะ” สองคนน้าหลานไม่ได้คุยอะไรกันต่อ เพราะมีลูกค้าเข้าร้านพอดี โดยน้าแนนนำลูกค้าเข้าไปนั่งด้านใน
เมฆมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเหมือนเคย แล้วคิดในใจ ‘จริงเหรอเนี่ย ขออย่าให้มีฟ้าสีแดงเรื่อแบบนั้นอีกเลย’
หลังจากนั้นเมฆคอยสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ บนท้องฟ้า มองดูเมฆรูปร่างประหลาด แล้วคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าว่า มันจะกลายเป็นจริงหรือไม่

หลังจากแม่กลับไปอยู่ภูเก็ตได้ไม่นาน เมฆยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม  เขาออกไปถ่ายรูปในวันหยุดเหมือนที่เคยทำ แต่วันนี้เขาโดยสารรถประจำทาง บริการสาธารณะที่แสนสะดวกสบายของเกาะนี้ ไปยังควีนส์เบย์ เพื่อถ่ายรูปสะพานปีนังที่ทอดยาวไปในทะเล
เมฆรูปทรงประหลาดปรากฏในช่องมองภาพจากกล้องของเขาอีกแล้ว เมฆก้อนนี้เหมือนคลื่นที่ม้วนตัวอยู่ในทะเล แต่นี่มันกลับกลายเป็นก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า เมฆที่เห็นนั้นเหมือนสึนามิ ที่กำลังโถมเข้าหาสะพานปีนังเหลือเกิน

หลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้ว เมฆโทรศัพท์หาแม่ เหมือนที่เขาเคยทำทุกๆ เดือน สายตาของเขาจับจ้องเมฆประหลาดที่กำลังคลายตัวและจางหายไปในอากาศ
“ไม่กลับมาอยู่ที่นี่ด้วยกันเหรอ” แม่ถามออกมา
“ยังหรอกแม่ แม่ล่ะ มาเที่ยวที่นี่บ้างสิ ใกล้นะ นั่งเรือมาเลย” เมฆชวน “มาวันคริสต์มาสนี้เลยนะ”
“ไม่ล่ะ นั่งเครื่องบินเร็วกว่า เดี๋ยวหาตั๋วก่อนนะ” แม่บอกกับเมฆ แม่ดีใจที่ลูกชายคนเดียวอยากเจอแม่บ้าง แต่แม่ก็ไม่ค่อยแสดงออกมากนัก

ในที่สุดแม่ก็มาหาเมฆที่ปีนัง เมฆพาแม่ไปสถานที่ๆ เขาชอบมากที่สุดคือ บลูแมนชั่น หรือบ้านของเฉิงฟัตซี บ้านที่มีสถาปัตยกรรมตามศาสตร์ฮวงจุ้ย ที่คนทั่วโลกอยากมาชม เมฆคิดว่าแม่เองก็ชอบบ้านหลังนี้เหมือนกับเขา
และวันสุดท้ายก่อนที่แม่จะกลับ เขาพาแม่ไปไหว้พระที่วัดเขาเต่า จากนั้นขึ้นไปชมวิวบนปีนังฮิลล์ และก่อนกลับลงมา เขาพาแม่ไปทานมื้อเที่ยงที่ร้านเดวิดส์ บราวน์ ร้านอาหารชื่อดังบนเขาสูง
“ชอบไหมครับ” เมฆถามแม่เมื่ออิ่มพุดดิ้งเรียบร้อยแล้ว
“ชอบสิ บรรยากาศสไตล์อังกฤษแท้ๆ ขอแม่มาอยู่เลยได้ไหม พามากินแบบนี้บ่อยๆ ด้วยนะ” แม่หยอกลูกชายคนเดียว
“ได้ๆ มาจริงหรือเปล่าละครับ” เมฆก็แหย่แม่กลับไปเช่นกัน
สองแม่ลูกมีความสุขดี และความห่างเหินของสองคนค่อยๆ หายไป จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือของแม่ก็ดังขึ้น
“สวัสดีค่ะ” แม่รับและพูดกับปลายสายด้วยภาษาไทย หลังจากนั้นสีหน้าแม่ก็ซีดลงไป แม่วางโทรศัพท์แล้วและบอกกับลูกชายว่า “มีคลื่นยักษ์ซัดเข้าฝั่งที่ป่าตอง เขาว่ากันว่าเป็น สึนามิ”

ภาพก้อนเมฆสึนามิที่สะพานปีนังย้อนกลับมาในคำนึงของเมฆ เขารำพึงออกมาเบาๆ
‘ผมโชคดีมาก ที่แม่ยอมมาเที่ยวปีนัง’

 ป.ล.
1. เขียน  15 เมษายน 2555
2. ดูเหมือนจะเขียนผิดประเภท อยากได้เรื่องสั้น แต่ดันเป็นนิยาย 555 I see. 

1

“บงชูร์ มาดมัวแซล” นิด เอ่ยทักหญิงสาวที่เดินลงบันไดมาถึงชั้นล่างของเกสท์เฮ้าส์

“บงชูร์ เมอซิเออร์” หญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนกล่าวทักตอบชายหนุ่ม

เธอยิ้มให้เขาด้วย และรอยยิ้มนั้น เขามองเห็น ‘ตาสีน้ำตาลอ่อน สวยดี‘

หากเขาคิดดังกว่านี้ เธอ คงได้ยิน ‘แต่คงฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องแน่เลย’ ชายหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่ม จนหญิงสาวมองหน้า

“เมอซิเออร์, เมย์ ไอ ออเดอร์ เบรคฟาสท์” สำเนียงพูดภาษาอังกฤษฟังดูแปลกหู ที่ฟังแปลกหู คือ เสียงตัวอาร์ หายไปในลำคออย่างนั้น คงพอจะบอกได้ว่า เธอใช้ภาษาอื่นเป็นหลัก

ที่โต๊ะตัวเล็กนั้น หญิงสาวนั่งลง บนโต๊ะมีกล่องใส่กระดาษทิชชู่ ติดเลข 1 เอาไว้

นิดเดินเข้าไปใกล้ เขาก้มลงมองรายการอาหารที่หญิงสาวชี้นิ้วไปบนเมนูสีขาวสะอาดตา

“ข้าวไข่เจียว แธทส์ เดอะ เนม ออฟ ไรซ์ วิธ ออมเลท แม้ม อิท ทีส ข้าวไข่เจียว” นิดอธิบายให้เธอฟัง

“คาว ไค่ เชียว” หญิงสาวพยายามออกเสียงภาษาไทยตามนิดอยู่หลายครั้ง “ค้าว ไค่ เชี้ยว”

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ข้าว-ไข่-เจียว” นิดบอกเธอออกไปด้วยภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่น และตอนเรียกชื่ออาหาร เขาพยายามออกเสียงภาษาไทยให้ช้าลงและเพื่อให้ฟังง่ายขึ้น

“คาว ไค เยียว” หญิงสาวพยายามออกเสียงภาษาไทยตาม “คาว ไค้ เยี่ยว”

นิดหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะอธิบายให้หญิงสาวชาวต่างชาติเข้าใจถึงคำที่เธอออกเสียงมาในตอนหลังนั้น กลายเป็นคำที่มีความหมายว่า ‘ปัสสาวะ’

“ขอโทษค่ะ” หญิงสาวคนนั้น พูดภาษาอังกฤษเบาๆ แต่สีหน้าดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

นิดมองหน้าหญิงสาว เขาเดาไม่ออกเลยว่า เธอเขินหรือเปล่าที่พยายามออกเสียงแต่ดันกลายเป็นคำอื่นไป

2

นิด นำอาหารที่หญิงชาวต่างชาติสั่ง มาวางตรงหน้าเธอ

“เมื่อคืนหลับสบายดีไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามเป็นภาษาอังกฤษออกไป ทั้งที่เขายังรู้สึกขบขันในการออกเสียงภาษาไทยของหญิงสาวชาวต่างชาติคนนี้

“สบายดี” หญิงสาวตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนจะลงท้ายเป็นภาษาฝรั่งเศส “แมร์ซี่ โบกู”

หลังจากอาหารเช้าผ่านไป หญิงสาวชาวต่างชาติคนเดิม ถามกับชายหนุ่มด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า “ถ้าจะไปสยามสแควร์ ไปยังไง”

“ผมกำลังจะไปพอดี ไปด้วยกันก็ได้ ผมไปรถประจำทาง” นิดเองก็ตอบเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงไทยๆ เช่นกัน

หญิงสาวตอบตกลง พร้อมส่งรอยยิ้มกว้างกลับมาให้เขา

การสนทนาเริ่มขึ้น และยาวนานไปตลอดเส้นทางสู่สยามสแควร์

ผู้คนบนรถเมล์มองชายหนุ่มไทยและหญิงสาวต่างชาติคนนี้ สายตาหลายคู่ที่บอกว่าชื่นชมเด็กหนุ่ม สายตาบางคู่บอกได้ว่า แปลก

การสนทนาจบลง เมื่อทั้งสองมาหยุดที่ป้ายรถเมล์ ตรงข้ามมาบุญครอง

ขณะนั้น เป็นเวลาเก้าโมงแล้ว คนทั้งสองเดินแยกย้ายกันไปคนละทาง

นิดไปทางจุฬาฯ

ส่วนเธอ หญิงสาวชาวต่างชาติเดินไปทางสยามสแควร์

เย็นวันนั้น นิดและสาวชาวต่างชาติกลับมาพบกันที่เกสท์เฮ้าส์

ในขณะที่ นิด กำลังอยู่ในอารมณ์เบื่ออย่างที่สุด เพราะเพิ่งโดนสาวนิสิตจุฬาฯ คนที่ตามจีบอยู่นานปฏิเสธคำชวนไปดูละครเวที และวันนี้เขาเองก็ทำหนังสือเล่มโปรดหายระหว่างทาง มันคือ ‘ปารีส พำนัก คน / รัก หนังสือ ’

หญิงสาวชาวต่างชาติเดินเข้ามาถามนิดว่า “จะซื้อหนังสือได้ที่ไหนบ้าง”

นิดอาสาพาเธอไปร้านหนังสือเก่าที่อยู่ไม่ไกลนัก

ที่ร้านหนังสือเก่าแห่งนั้น

“ว่าไงนิด พาสาวมาเที่ยวเหรอ เพิ่งเคยเห็นนะเนี่ย” พี่ที่ร้านหนังสือเอ่ยปากแซว

ส่วนหญิงสาวชาวต่างชาติเดินเข้าไปเลือกหนังสือ ไม่นานนักเธอก็ได้หนังสือเก่าเล่มนี้มา ‘Time Was Soft There : A Paris Sojorn at Shakespeare & Co.’

3

ออกจากร้านหนังสือ นิดถามกับหญิงสาวด้วยภาษาอังกฤษเหมือนเคย

“คุณรู้ไหม วันนี้ผมเพิ่งทำหนังสือเล่มนี้ ฉบับแปลภาษาไทย หาย” นิดมองหน้าสาวแหม่ม

“งั้น เอาเล่มนี้ไหม” หญิงสาวมีน้ำใจจะยกให้

“ไม่หรอก ผมขี้เกียจแปล” นิดขำ พร้อมๆ กับที่หญิงสาวก็ขำเหมือนกัน

“คุณไปเดินเล่นในละแวกถนนข้าวสารนี้หมดหรือยัง” นิดชวนคุย

“อยากไปบางลำภู” หญิงสาวไม่ตอบ แต่กลับชวนให้ไปที่อื่น

นิดพาหญิงสาวเดินไปเรื่อยๆ ชี้ชวนดูร้านตัดรองเท้าหนัง และร้านรวงที่ปิดไปแล้ว

หนุ่มสาวต่างเชื้อชาติ เดินไปหยุดที่หน้าร้านไอศกรีมสเวนเซ่น ซึ่งตั้งอยู่ใกล้วงเวียน ตรงวัดบวรฯ

มีรถเข็นขายไอศกรีมผ่านมา

“พี่ๆ ซื้อไอติมหน่อย” นิดเรียกรถไอศกรีมให้หยุดก่อน

“สนใจไหม เป็นไอศกรีมกะทิ รสชาติไทยๆ เลย” นิดถาม

“สนสิ ต้องกินยังไง” หญิงสาวตอบ

นิดสั่งไอศกรีม ใส่ขนมปัง แล้วชี้ไปที่โหล ซึ่งมีทั้งข้าวเหนียว ลูกชิด วุ้นมะพร้าว ถั่วลิสงคั่ว ถั่วเขียวซีก ข้าวโพด และมันเชื่อม

“อยากชิมอันไหน” นิดมองหน้าสาวแหม่ม

เธอชี้ไปหลายอย่าง

นิดแย้ง “ไม่ได้หรอก เลือกสองอย่างพอ เดี๋ยวขนมปังไม่พอใส่”

เธอยิ้มให้เขาแล้วชี้ลงไปที่โหลข้าวเหนียวและข้าวโพด

คนขายตักข้าวเหนียว ข้าวโพด และไอศกรีมใส่ในขนมปัง โรยหน้าด้วย ถั่วลิสงคั่ว ถั่วเขียวซีก อย่างละนิดหน่อย

“วาวววววววววว” เธอรับมา แล้วกัดคำใหญ่

เธอมองหน้านิด “อร่อยมาก” เสียงพูดภาษาอังกฤษนั้นแทบฟังไม่ออก เพราะไอศกรีมเต็มปากสาวแหม่ม จนชายหนุ่มอีกคนที่เดินเข้ามาสั่งไอศกรีม อมยิ้มและกลั้นหัวเราะเอาไว้ด้วย

ขณะหญิงสาวกินไอศกรีม และรอไอศกรีมของนิด เธอพูดกับเขาว่า

“ฉาน ยา บากก์ เธอ ค้ะ” หญิงสาวชาวต่างชาติ พยายามพูดภาษาไทยกับนิด

สุดท้ายเธอก็ต้องเปลี่ยนไปบอกเขาด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงประหลาดๆ เหมือนเดิม

“เมื่อเช้านี้ ฉันอายมาก ที่พูดผิดเป็นความหมายอื่น มันตลกมากเลยที่กลายเป็นเรื่อง ปัสสาวะ ไปได้” เธอยิ้มให้เขา และรอยยิ้มนั้น ส่งผ่านนัยตาคู่สวยออกมาว่า เธอคิดอย่างนั้นจริงๆ คือ เธออายมาก

หนุ่มสาวสองเชื้อชาติพูดคุยกันไปเรื่อยๆ ดูเหมือนเป็นความสัมพันธ์ที่ดีทีเดียว เมื่อหญิงสาวเอ่ยปากถามว่า “ขออีเมล์ของคุณได้ไหม” หญิงสาวยิ้มเขินๆ  “คือ ฉันถ่ายรูปเกสต์เฮ้าส์เอาไว้ จะได้ส่งมาให้”

“โอเค แต่ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลยนะ ผมชื่อ นิด” เขายื่นมือออกไปให้เธอจับ

“ฉันชื่อ มาริยง” หญิงสาวส่งยิ้มหวาน และบอกกับนิดว่า “ช้าน ช็อป ไอซ์ครีม ค่ะที่ ม้ากมั่ก”

หมายเหตุ
“แรงบันดาลใจหากันได้ที่ไหนเหรอ” ใครหลายคนคงมีคำถามนี้อยู่ในหัว
แต่แล้ววันหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนั้นโฆษณาว่า มีผู้กำกับชื่อดังจำนวนมาก เรื่องละ 15 นาที
นั่นละ ภาพยนตร์เรื่องนั้น Paris Je t’aime.
เมื่อดูจบแล้ว จึงเป็นแรงบันดาลใจ
กลายมาเป็น “กรุงเทพฯ ฉันรักเธอ”  >>> เขียนไว้นานกว่าสองปีแล้ว แต่มันจบไม่ลง  เพิ่งจบได้นี่ล่ะ


1

“นั่นดาวไถ” มือข้างซ้ายชี้ขึ้นไปที่กลุ่มดวงดาวบนท้องฟ้า

ภาพปิกนิกตอนกลางคืนวนกลับมาเหมือนภาพรีไวด์ในวีดิโอ

“ตอนเด็กๆ คุณน้าข้างบ้านพาพวกเราไปนอนดูดาวที่กลางสนามฟุตบอล

แล้วคืนนั้นเราได้นอนดูดาวเป็นครั้งแรก

ได้รู้จักกลุ่มดาวหลายกลุ่ม

คุณน้าสอนให้เรารู้จักดาวบนท้องฟ้า”

“แล้วเธอรู้จริงๆ เหรอว่า ดาวดวงไหนชื่ออะไร” เสียงอีกคนที่นอนดูดาวอยู่ข้างๆ ถามออกมา

“ก็ไม่รู้หรอกนะ แต่ตอนนั้นเราอยากเป็นนักดาราศาสตร์ด้วยล่ะ

ทั้งที่ไม่รู้สักนิดว่า นักดาราศาสตร์เป็นยังไง ทำงานแบบไหนยังไงมั่ง”

“อ่อ ความลับของเธอหรือเปล่าเนี่ย” เสียงของอีกคนถามเย้า

“ก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรหรอก

มันก็เป็นแค่ความฝันของเด็กๆ

แล้วเธอล่ะ ตอนเด็กๆ เคยคิดมั้ยว่า โตขึ้นเธออยากเป็นอะไร”

คนข้างๆ นิ่งไปนาน

“อ้าว หลับไปแล้วเหรอ”

“ยังไม่หลับหรอก เราแค่คิดน่ะ ว่าเราอยากเป็นอะไร” น้ำเสียงคนข้างๆ คล้ายลังเลที่จะบอก

“อืมมมม โน่นแน่ะ ถาวไถ เป็นกลุ่มดาวที่อยู่ในกลุ่มของดาวนายพราน เธอรู้มั้ยว่า การดูดาวต้องใช้จินตนาการมากๆ เลย”

“น่าจะจริงอย่างเธอว่านะ เพราะยังไงเราก็มองไม่ออกอยู่ดีว่าเป็น นายพราน ตรงไหน” เสียงคนข้างๆ ฟังดูจริงจัง

“ดาวไถ เป็นชื่อเรียกกลุ่มดาวในแบบไทย ส่วนกลุ่มดาวนายพราน เป็นชื่อเรียกกลุ่มดาวในแบบฝรั่งหรือสากลหน่อย”

“มีอย่างนี้ด้วยเหรอ” คนข้างๆ ก็ยังสงสัยเหมือนเดิม

“ใช่ นั่นล่ะ เราถึงบอกว่า การดูดาวต้องใช้จินตนาการ คนในสมัยโบราณตามแต่ละท้องถิ่นต่างๆ กันทั่วโลก ก็มองเห็นกลุ่มดาวเป็นภาพต่างๆ แล้วก็เรียกขานกันตามแต่ลักษณะที่เห็น อย่างของไทยเรา ก็มีดาวไถ ดาวกระบวย ดาวลูกไก่ อย่างนั้นเป็นต้น น่ะ แล้วดาวไถที่คนไทยเรียก เป็นเพียงกลุ่มหนึ่งของดาวนายพราน ด้วย”

“โห อธิบายซะละเอียดเลย แต่เราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีนะ” น้ำเสียงดูท่าจะไม่เข้าใจเอาเสียจริงๆ

“เอาเถอะ อีกหน่อยก็เข้าใจไปเองล่ะ ของอย่างนี้ต้องอาศัยเวลา”

“เหมือนความรักหรือเปล่า ต้องอาศัยเวลา” เสียงคนข้างๆ ยังคงจริงจัง

“คงงั้นมั้ง”

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนทั้งสอง ขณะนอนมองดวงดาวพราวฟ้าในคืนเดือนมืดเช่นนี้

>>

2

That is why all the girls in town

Follow you all around.

Just like me, they long to be

Close to you.

“แล้วงานที่เธอทำอยู่ เป็นไงมั่ง” เสียงคนข้างๆ พูดฝ่าเสียงเพลง ‘Close to you’ ขึ้นมา

“ก็สนุกดีนะ เกิดมาเป็นวัวผู้ผลิตก็ต้องอึด ต้องถึก เสียอย่างเดียว เราไม่ค่อยบึกบึนเท่านั้นเอง”

“อะไร วัว-ผู้ผลิต” เสียงคนข้างๆ สงสัยอีกตามเคย

“ก็มีคนถามเราบ่อยๆ ว่า ‘ทำอาชีพอะไรครับพี่’

เราก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี

ไม่เหมือนคนทำงานบัญชี ก็บอกว่าบัญชี เป็นแอดมิน ก็บอกว่า เป็นแอดมิน เป็นวิศวะ เป็นสถาปนิก

ส่วนเรา ก็เป็นเหมือนวัวอยู่แล้ว ก็เลยตอบติดตลกไปอย่างนั้น

สุดท้าย เค้าก็เลิกถามไปเอง”

“นั่นเธอแกล้งตอบเขาไปเหรอ” เสียงเริ่มดุขึ้นมาแล้ว

“อื้อ ก็ทำนองนั้น แค่เราไม่รู้จะบอกยังไงเท่านั้นเอง”

“ก็เป็นงานเฮ้าส์ไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอไม่บอกไปล่ะ”

“ก็ไม่ได้ทำงานอะไรมากนัก เป็นคนตัวเล็กๆ ไม่ได้มีผลงานเป็นชิ้นที่จับต้องได้ เราก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง

แค่เราพอใจกับงานที่ทำอยู่ มีความสุขดี เท่านี้ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ”

“อ้าว ก็เป็น Co-Producer ทำไมจะอธิบายไม่ได้ เรายังเข้าใจเลยนะ” ท่าทางจะดุจริงซะแล้ว

“ก็เธอทำงานเหมือนเรา อยู่เฮ้าส์ใหญ่กว่าเรา เธอก็เข้าใจน่ะสิ

ส่วนคนอื่นๆ ที่ถาม บางคนเค้าไม่เข้าใจหรอก

เพราะอาชีพที่สัมผัสได้ จับต้องได้ มีอยู่เกลื่อนกลาด อย่างพวกพยาบาล สาวโรงงาน หมอหมา เอ้ออ

ไม่เหมือนอาชีพหรืองานของเราหรอก”

“มันก็จริงนะ งานของเราส่วนใหญ่เป็นงานโฆษณา สเกลงานก็ใหญ่และสาหัสกว่างานเธออยู่แล้ว

เวลาใครถาม เราก็บอกว่าทำงานโฆษณา แต่ก็ไม่เห็นว่าจะไม่เข้าใจกันเลยนะ”

“ก็นั่นละ บอกไปว่า วัวผู้ผลิตน่ะดีแล้ว เค้าก็เลิกถามไปเอง”

“เธอปิดกั้นอะไรหรือเปล่า” ทำเสียงเข้มและจริงจัง ‘ทำไมต้องดุกันด้วยนี่’

“เปล่าเลย แค่เรา เป็นตัวของตัวเอง ชอบอยู่กับตัวเอง มันผิดด้วยเหรอ”

“จริงๆ แล้วเธอโง่ใช่มั้ยนี่” คนข้างๆ ส่งคำถามทิ่มแทงใจ ‘ทำมาพูดติดตลก เป็นคนเริ่มป่วนก่อนแท้ๆ’

“คงงั้นมั้ง โง่มากด้วย ที่รู้จักเธอ”

สองรอยยิ้ม ส่งกลับขึ้นไปยังดวงดาวบนท้องฟ้า

>>

3

“นั่นดาวไถ ตอนนี้เราเป็นวัว ที่อยู่กับคันไถ”

“เหมือนเหรอนั่น” เสียงข้างๆ ถามยั่วเล่น

“ก็เหมือนนะ ถ้าเธอมองมันให้เหมือนน่ะ”

“งั้นเราเป็นนายพรานดีกว่า” เสียงคนข้างๆ กรุ้มกริ่มเหลือเกิน

“ทำไมงั้นล่ะ”

“ก็เธอบอกว่า ดาวนายพรานเป็นชื่อสากล ส่วนดาวไถ เป็นชื่อท้องถิ่นและเป็นกลุ่มดาวเล็ก ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับนายพรานอีกที” เสียงนั้นอธิบายยาวกว่าปกติ

“อ้อออ จำเก่งเหมือนกันนะเราน่ะ”

“แน่นอน ต้องเก่งกว่าอยู่แล้ว” เสียงคนข้างๆ นุ่มนวลดี

“อวดด้วยเหรอเนี่ย ว่าตัวเก่งกว่า”

“ใช่แล้ว เราต้องเก่งกว่าเธอ จะได้ดูแลเธอได้ไงล่ะ แม่วัวผู้ผลิตแห่งดาวไถ”

“คงงั้นมั้ง พ่อดาวนายพราน”

ดวงดาวที่ยิ้มอยู่บนท้องฟ้า กำลังส่งรอยยิ้มกลับมายังคนหนุ่มสาวบนโลกนี้

….

….

ปล 1 เรื่องนี้สำหรับต้อนรับปีฉลู

ปล 2 สำหรับตอบคำถาม “ทำอาชีพอะไรครับพี่”

ปล 3 ต้อนรับวาเลนไทน์ที่กำลังจะแวะมาเยี่ยมถึงบ้าน


ความเดิมตอนก่อน (โปรดคลิก)

1

นานมาแล้ว…

มีเรื่องเล่าขาน จนกลายเป็นตำนานของเมืองนี้…

บ้านหลังนั้น ที่สุดทางเกวียน เดิมทีเคยเป็นโรงนาเก่า ส่วนที่เป็นไม้ผุพังจนสิ้น หากว่่าโครงสร้างหินนั้นแข็งแกร่ง มันจึงคงอยู่มาได้…แม้ไม่มีใครใส่ใจ

วันนี้ โรงนานั่น กลายเป็นบ้านหลังเล็ก ที่ผู้คนเรียกขาน ‘บ้านของช่างทำไม้ขีดไฟ’

ก่อนแสงอาทิตย์ขึ้น ในเช้าวันที่ 31 นับจากวันแรกที่เหยียบแผ่นดิน ช่างทำไม้ขีดไฟกำลังขมักเขม้นทำอะไรบางอย่างอยู่ในห้องใต้ดินที่สร้างขึ้นใหม่ ณ โรงนาเก่าๆ นี่เอง

“นายอยู่ในนั้น ตั้งแต่ค่ำเมื่อวาน” ชายฉกรรจ์นามว่า ‘ทะเล’ เปรยกับเพื่อนอีกคนที่กำลังทำอาหารอยู่

“เจ้าเคยรู้เรื่องของนายมั่งไหมละ” คมพูดพลางโปรยผงเครื่องเทศลงในหม้อที่กำลังมีน้ำเดือดปุดๆ “ก่อนเรือแตกข้าได้ยินพวกนั้นพูดกันว่า นายเป็นพ่อมด”

“พวกนั้น น่ะ เจ้าหมายถึงใครกัน” ทะเลถามกลับ

“ก็อัตตากับปฐพีไงเล่า มันไปซุบซิบกัน ข้าแอบได้ยิน” คมใช้ไม้คนในหม้อที่มีน้ำเดือดปุดๆ

“เจ้าได้ยินว่าไง” ทะเลเดินไปที่หน้าต่าง ภายนอกยังคงมืดมิด เขาชะโงกหน้าออกไปราวกับกำลังสงสัยอะไรอยู่

“นายหายตัวได้” น้ำเสียงของคมนั้นเจือความตื่นเต้นอยู่ด้วย “เจ้าไม่สงสัยบ้างหรือ บางวันพวกเราเองก็ตามหานายไม่เจอ ทั้งที่เรือก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักหนา” คมออกความเห็น

ทะเลเดินกลับมาที่หม้อต้ม “ไม่รู้สิ ข้าไม่ได้คิดอะไร”  เขาเอามือแตะบ่าคมแล้วพยักหน้า คมเดินไปที่หน้าต่างตามที่ทะเลชี้นิ้วไป

“บนเรือ นายอาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง ที่พวกเราหาไม่เจอก็ได้ พวกเจ้าคิดมากไปเองซะมากกว่า”  ทะเลพูดจบ คมก็เดินกลับมาที่หม้อต้มแล้ว

“ข้าว่า เราไปเอาโต๊ะที่อยู่ในห้องโน่น มาดีกว่านะ” แล้วทะเลก็ผลักคมให้เดินไปข้างหน้า

ชายฉกรรจ์ทั้งสองออกจากห้องครัว ทิ้งหม้อน้ำแกงที่กำลังเดือดปุดๆ เอาไว้อย่างนั้นโดยไม่ปิดฝา

ชั่วเสี้ยววินาที บุคคลลึกลับสวมชุดคลุมสีเทายาวกรอมเท้า ส่วนศีรษะมีผ้าคลุมปิดบังไว้มิดชิด มีเพียงนิ้วมือเท่านั้นที่โผล่พ้นจากแขนเสื้อ ซึ่งหากดูจากความสูงแล้ว บุคคลผู้นี้น่าจะเป็นชาย และเขาโปรยอะไรบางอย่างลงในหม้อแกงที่กำลังเดือดพล่าน

“นี่ๆ เจ้ายกอย่างนั้นกินแรงข้าน่ะ” เสียงของทะเล ดังอยู่ตรงประตูก่อนเข้าห้องครัว เวลาเดียวกันนั้นเอง ชายลึกลับก็วิ่งหายออกไปทางประตูด้านหลัง

ทะเลและคมกลับเข้ามาในครัวอีกครั้งพร้อมโต๊ะตัวใหญ่ “เอาวางไว้ตรงนี้ละ” ทะเลพูดเสียงดังกว่าปกติ “ข้าจะไปตามนาย” ว่าจบแล้วเขาก็เดินผละไป ปล่อยให้คมทำหน้าที่ของตนต่อไป

ภายในห้องใต้ดินมีแสงสว่างจากคบไฟส่องอยู่เหนือโต๊ะที่ตั้งอยู่ด้านในสุดของห้อง ช่างทำไม้ขีดไฟกำลังนำไม้ชิ้นเล็กๆ ครูดไปบนแผ่นไม้ที่วางบนโต๊ะ

‘พรึ่บ’ ไฟลุกขึ้นที่ปลายไม้เล็กนั่นชั่วครู่แล้วดับไป

“ข้าทำไม้ขีดไฟตามวิธีของข้าได้แล้ว” ช่างทำไม้ขีดไฟยิ้มในแสงสลัวเรืองนั้น

พลันเสียงเคาะประตูดังขึ้น “นาย เช้าแล้ว มาทานอาหารเช้าหน่อยเถอะ” เสียงของทะเลแว่วดังลอดประตูเข้ามา

ประตูห้องใต้ดินเปิดออก ทะเลเห็นนายยิ้มให้ก็แปลกใจ แต่เขาก็ไม่กล้าซักถามอะไร

“ไปกัน” ช่างทำไม้ขีดไฟพูดพร้อมส่งยิ้มให้กับทะเล

ในห้องครัว อาหารเช้าถูกจัดวางไว้บนโต๊ะ ตามตำแหน่งที่เหมาะสม “เชิญครับ นาย” คมขยับเก้าอี้ให้ช่างทำไม้ขีดไฟ

“ขอพรจากนางฟ้ามหาสมุทร ได้โปรดปกปักรักษา แม้ม้วยสิ้นถึงชีวา นำพากลับสู่แดนดินนิรันดร” เมื่อช่างทำไม้ขีดไฟพูดจบ ทั้งสามคนก็ลงมือกินอาหารเช้า

มื้ออาหารยังไม่ทันสิ้นสุดลง ช่างทำไม้ขีดไฟล้มฟุบไปกับโต๊ะ แล้วทะเลก็ฟุบตามเป็นคนต่อมา “เป็นอะไรไปนายท่า…” ยังไม่ทันสิ้นเสียง คมก็ฟุบไปกับโต๊ะอีกคน

2

“เจ้ากลับมาทำไม” ในน้ำเสียงนั้นเจือความห่วงใย

‘ข้าไม่ได้ไปและไม่ได้กลับ ข้าไม่รู้ว่าข้าอยู่ที่ไหน ท่านอาจารย์โปรดบอกข้าที’ เสียงที่ก้องอยู่เป็นเสียงของเด็กชายขายไม้ขีดไฟกำลังวิงวอนต่ออาจารย์ ผู้เปรียบดังพ่อคนที่สองของเขา

“ท่านอาจารย์” สายตามองฝ่าความมืดมิดไปทิศที่มีแสงสว่าง “ท่านอาจารย์ … ฮึก ฮึก…” เสียงขาดช่วงไปแล้ว ช่างทำไม้ขีดไฟตื่นจากฝัน ลุกพรวดขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง

เขามองสำรวจไปรอบๆ “นี่มันที่ไหนกัน” ช่างทำไม้ขีดไฟค่อยๆ ลงจากเตียง

‘ที่นี่มันที่ไหน เตียงนอนใหญ่โต หมอนหนุนนุ่มนิ่มราวปุยนุ่นนั่น ผ้าห่มแสนอบอุ่น มันอะไรกัน นี่ข้าฝันไปหรือ’ ช่างทำไม้ขีดไฟ ย้อนนึกถึงความฝัน

ขณะเดินสำรวจรอบห้องนอนโอ่โถงนี้ เขาเกือบเดินไปถึงหน้าต่างบานใหญ่นั่นแล้ว ประตูห้องถูกเปิดออกช้าๆ ช่างทำไม้ขีดไฟเฝ้ารอดูว่า ใครจะเหยียบย่างเข้ามาในห้องนี้

“ท่านตื่นแล้วหรือ” ชายสูงวัย ใบหน้าคมสัน แววตาบ่งบอกถึงอำนาจ เขาก้มศีรษะเพียงเล็กน้อยให้แก่ช่างทำไม้ขีดไฟ “ข้าต้องขออภัยที่ต้องพาท่านมาด้วยวิธีนี้”

“หมายความว่าอย่างไรหรือท่าน…. หากข้าเดาไม่ผิด ท่านน่าจะเป็นขุนนางผู้มีอำนาจ” ช่างทำไม้ขีดไฟถามออกไป

“เราเฝ้าดูท่านอยู่ แต่ไม่มั่นใจว่า ท่านจะยินยอมมาช่วยดินแดนของเรา”

“ข้าต้องขอร้องให้ท่านช่วยเหลือในเรื่องหนึ่ง” เมื่อพูดจบ ขุนนางคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เพียงเท่านั้นช่างทำไม้ขีดไฟ ก็รับรู้แล้วว่า เรื่องที่ขุนนางขอร้องให้เขาช่วยนั้น สำคัญมากเพียงไหน

(ตอนจบ…โปรดรอสักพัก ไม่รู้เหมือนกันว่า พักใหญ่หรือเล็ก แต่ที่แน่ๆ น่าจะดี – เอ่อ ขอโทษที เรื่องพัก นี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองนะคะ)

ขอต้อนรับทุกท่านสู่ “ทัวร์โลก”

กรุณาเสียบหูฟังเพื่อเชื่อมต่อกับระบบของท่าน

หากไม่ปฏิบัติตาม หูฟังจะเชื่อมต่อสู่ระบบของท่านโดยอัตโนมัติภายในเวลาสามสิบวินาที หลังจากพบสัญญาณอินฟราเรดที่ท่านส่งออกมา

หนึ่ง…สอง…สาม….สี่…ห้า…หก…เจ็ด……………………..สามสิบ

จากนี้ จะเป็นการแจ้งระเบียบการการเดินทางและสิ่งที่ท่านต้องรู้ เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของตัวท่านเอง

ในระบบการประกันภัยที่จัดทำโดยรัฐประชาชน หากท่านชำระเงินก่อนวันเดินทางหนี่งร้อยห้าสิบวัน 

หนึ่ง รัฐประชาชน ยินดีคืนเงินประกันชั้นแรก สามสิบเปอร์เซ็นต์ จากยอดเงินที่ท่านชำระก่อนวันเดินทาง

สอง คาร์บอนเหลวรุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมพาหนะ

สาม ฟอสซิลเปลือกหอยทะเลที่ขุดได้จากบริเวณแอตแลนติสที่โผล่พ้นน้ำเมื่อพ้นยุคพระศรีอาริย์ฯ

สี่ ไม่เสียค่าธรรมเนียมตลอดกาล สำหรับช่องสัญญาณ เครือข่ายเผยแพร่ข่าวสารเพื่อชนสามสิบสามกาแลคซี่ เพื่อเผยแพร่ข่าวสารของตัวท่านเอง อนุญาตให้ใช้ได้สองวินาที (ศึกษาคู่มือเพิ่มเติม เลือก Π )

และท่านจะได้รับสิทธิประโยชน์อีกมากมาย เมื่อท่านเดินทางกลับมาถึง “ดวงดาวปัจจุบัน” ด้วยความปลอดภัย

.

.

.

สามสิบวินาทีหลังสิ้นสุดการส่งสัญญาณ ทุกท่านจะถูกนำเข้าสู่ระบบการเดินทาง ขอให้โชคดี แล้วพบกัน

หนึ่ง…สอง…สาม….สี่…ห้า…หก…เจ็ด……………………..สามสิบ

.

.

.

.

.

.

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ระบบโคจรรอบดาวโลก ในระดับความสูงจากพื้นผิวเจ็ดพันกิโลเมตร

ตามข้อมูลที่ทุกท่านให้ไว้ ระบบได้จัดเตรียมการเดินทางเป็นกลุ่มสำหรับท่านที่ไปทางเดียวกัน เพื่อประหยัดพลังงาน และท่านจะได้มีประสบการณ์ร่วมกัน หรือที่ในสมัยก่อนเรียกว่า “เพื่อนร่วมทาง”

ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ

.

.

.

 

 

……

ปล.  คนเราหนอ ในโมงยามของจินตนาการ จะโลดโผนขนาดไหนไหน หัวใจก็รับได้เสมอ

       แต่ในวันเวลาแห่งสัจธรรม หากเรื่องราวอย่างนั้นเกิดขึ้นจริง มันจะสนุกอย่างนี้ได้จริงหรือ

งานนี้ไม่มีใครเรียกร้อง

ข้าพเจ้าขอนำมาแปะไว้ก่อนที่

“around ระหว่างทาง Fin”

ซึ่งเป็น ตอนจบ จะเขียนเสร็จนะเจ้าคะ

ฮ่าฮ่า

เพราะว่าใกล้คลอดเต็มทีแล้วจ้า

around ระหว่างทาง 00

Thursday, August 23, 2007

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…

“หนูช่วยเอาอาหารกับผลไม้นี่ ไปให้คุณยายนะลูก”

ลั้น ลัน ลัน ลั้น ลัน ล้า ลา …. แต๊ แต๊ด แต๊ด แต๊ แต้ แด้ แด้ แด้ด แต๊ด แต๊ แต้…..เสียงฮัมเพลงไปตามทางของเด็กหญิงดังก้องไปทั้งราวป่า

ยามสายของป่าโปร่งนั้น อากาศกำลังอบอุ่นพอดี

“ดอกไม้สวยจัง เก็บไปฝากคุณยายดีกว่า” เด็กหญิงในเสื้อคลุมสีแดงก้มลงเก็บดอกไม้

“นี่ เธอ เธอ กำลังจะไปที่ไหนหรือ”

เด็กหญิงในเสื้อคลุมสีแดงเงยหน้า มองไปยังทิศทางของเสียงที่ดังขึ้น

“เธอเป็นแมวหรือ???” เด็กหญิงในเสื้อคลุมสีแดงขมวดคิ้ว แต่กลับมีรอยยิ้มอยู่ตรงมุมปาก

“ใช่ฉันเป็นแมว แล้วนั่น เธอยิ้มอยู่หรือ???” แมวตัวนั้นถามขึ้น

“ฉันยิ้ม เพราะว่าเธอตัวใหญ่ แต่ฉันก็สงสัยว่า ทำไมเธอต้องใส่หมวกสีแดง” เด็กหญิงในเสื้อคลุมสีแดงเอ่ย

แมวตัวนั้น กระโดดลงจากก้อนหินใหญ่ ข้างต้นไม้ใหญ่ เสียงฝีเท้าตะปบพื้นดังตุ้บใหญ่

“ฉันให้ เธอเอาไปสิ” แมวตัวนั้นสะบัดหมวกสีแดงออกจากหัว หมวกสีแดงกองอยู่กับพื้น

เด็กหญิงในเสื้อคลุมสีแดงหยิบหมวกสีแดงขึ้นมา “เธอไม่ ต้องการ มันแล้วหรือ”

“ฉันไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้ว” แมวพูดจบแล้วก็สะบัดตัวไปมา แลบลิ้นออกมาเลียขาหน้าสองสามทีแล้วเดินจากไป

แต๊ แต๊ด แต๊ด แต๊ แต้ แด้ แด้ แด้ด แต๊ด แต๊ แต้….. ลั้น ลัน ลัน ลั้น ลัน ล้า ลา …. เสียงฮัมเพลงไปตามทางของเด็กหญิงดังก้องไปทั้งป่า

แมวตัวนั้น เดินกลับมาที่ก้อนหินใหญ่ ข้างต้นไม้ใหญ่ อีกครั้ง

แมวยิ้ม เขี้ยวที่โผล่ออกมานั้น กลับกลายให้เห็น รอยยิ้มของ….

around ระหว่างทาง 01

ณ อีกฟากของป่าใหญ่

ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ

“ใครมาทำกับท่านอย่างนี้ เจ้าหญิงของข้า!” พี่คนโตร่างเล็กที่สุด พูดพลางร้องไห้

“ประเดี๋ยว ข้าจะเอาผลไม้นั้น ไปทดสอบหายาพิษและตรวจหารอยนิ้วมือนะพี่ๆ” เสียงน้องเล็กในร่างเล็กเป็นอันดับที่ 2 เอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงมนั้น

ว่าแล้วน้องเล็ก ก็กระโดดแผลวหายเข้าไปในห้องใต้ดิน ที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในบ้านหลังนั้น

ฮื้อ ฮื้อ ฮื้อ ฮือ ฮือ ฮือ ฮื้อ ฮื้อ ฮื้อ ฮือ ฮือ ฮือ ฮื้อ ฮื้อ ฮื้อ ฮือ ฮือ ฮือ

“กระผม จะออกไปดูรอบๆ บ้านนะท่านพี่ เผื่อว่าจะได้หลักฐานอะไรมาเพิ่ม” พี่สองบอกกับพี่คนโตทั้งน้ำตานองหน้า

“คอยด้วย ข้าไปด้วย พี่สอง” พี่สามเรียก พี่สองไว้ แล้วเดินตามออกไป

บริเวณรอบๆ บ้านมีพุ่มไม้ดอกพุ่มเตี้ยๆ ล้อมรอบ สองพี่น้องเดินสำรวจไปตามจุดน่าสงสัย

“พี่สอง นี่มันไม้ขีดไฟนี่” พี่สามก้มลงหยิบไม้ขีดไฟที่ร่วงอยู่บนพื้น “มันถูกจุดแล้วด้วยพี่”

“ใครกันนะมาจุดไม้ขีดไฟเล่น แน่ะ!!! ตรงโน้นก็มีอีก ราวกับว่าทิ้งไว้ตามทางให้เราเดินตามไปดู” พี่สองจ้องหน้าพี่สาม แล้วทั้งสองก็พยักหน้าพร้อมกัน

“เดินตามไปดูกันเถอะ” แล้วพี่สองกับพี่สามก็เดินไปตามรอยไม้ขีดไฟที่เรียงรายอยู่ตามทาง

ระหว่างทาง พี่สามเอ่ยขึ้น “พี่สอง มันน่าสงสัยนะ นี่เป็นเวลาที่มีแสงสว่าง เหตุไฉน จึงมีใครจุดไม้ขีดไฟมากมายอย่างนี้”

ทั้งสองเดินไปเรื่อยๆ แต่ไม้ขีดไฟนั้นกลับหล่นอยู่นอกทางเดินเสียแล้ว “เอาไงดีล่ะ พี่สอง ดูเหมือนว่า ใครคนหนึ่งกำลังเล่นตลกกับพวกเราอยู่ หมายจะให้เราเดินตามไปในป่าที่มืดทึบขึ้นเรื่อยๆ”

“ถ้าเป็นเช่นนั้น น้องสาม เจ้าจงกลับบ้านไป นำอาวุธกับตะเกียงมาด้วย พร้อมทั้งเรียก น้องสี่กับน้องห้าให้ติดตามเจ้ามา แล้วบอกให้น้องหกอยู่กับพี่ใหญ่ เผื่อว่าน้องเจ็ดได้เบาะแสอะไรจากผลไม้นั้น จะได้ช่วยกันได้ ส่วนพี่จะรออยู่ตรงนี้”

สองพี่น้อง สบตากัน สายตาที่มุ่งมั่นของทั้งคู่ส่งผ่านถึงกัน

พี่สามออกวิ่ง…จนตอนนี้ พี่สามลับสายตาไปแล้ว

ขณะนี้ พี่สองอยู่เพียงลำพัง “นั่นแสงอะไร วับแวบอยู่ตรงนั้น”

พี่สองผู้กล้าหาญเดินดุ่มเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น เมื่อสังเกตโดยรอบแล้ว “ก็ไม่มีอะไรผิดแผกนี่นา มันก็ต้นไม้ธรรมดาำๆ”

ทันใดนั้น เกิดแสงสว่างวาบขึ้นตรงโคนต้นไม้นั้นเอง…….

around ระหว่างทาง 02

Friday, September 7, 2007

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีเด็กชายขายไม้ขีดไฟคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่เพิ่งตายจาก เขาอาศัยอยู่กับลุงที่เป็นช่างทำไม้ขีดไฟ เด็กชายคนนี้ เขาเป็นเด็กฉลาดคนหนึ่งทีเดียว แต่เสียตรงที่แกมโกงนิดหน่อย จึงไม่ค่อยมีใครเอ็นดูเขาเท่าไรนัก

วันหนึ่ง เด็กชายขายไม้ขีดไฟขายไม้ขีดไฟให้กับคนทำขนมปัง เขาบอกกับคนทำขนมปังว่า เขาจะแถมไม้ขีดไฟให้ 20 ก้าน หากคนทำขนมปังซื้อ 20 กลักขึ้นไป

คนทำขนมปังตกลงซื้อไม้ขีดไฟ 20 กลัก เด็กชายขายไม้ขีดไฟ จึงแถมให้ตามสัญญา หากแต่คนทำขนมปังไม่รู้หรอกว่า ก่อนนำไม้ขีดไฟมาขายในวันนี้ เด็กชายหยิบไม้ขีดไฟ 1 ก้าน ออกจากกลักไม้ขีดทั้งหมดแล้ว เขาจึงได้ของไว้แถมโดยไม่ต้องเสียไม้ขีดไฟกลักใหม่เลย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างความฉลาดของเด็กชายขายไม้ขีดไฟเท่านั้น

หากว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงเด็กชายขายไม้ขีดไฟธรรมดาอีกต่อไป เพราะวันหนึ่งขณะที่ เกวียนบรรทุกสินค้าหลายเล่ม จอดอยู่ในบริเวณที่เด็กชายขายไม้ขีดไฟนั่งอยู่ เขาแอบฟัง ขุนนางคนหนึ่งคุยกับพ่อค้า

“สินค้าในเกวียนเหล่านี้จะถูกนำไปส่งยังเมืองท่าอันไกลโพ้น แล้วข้าจะร่ำรวยมหาศาลเพราะขายมันให้กับพระราชาผู้มั่งคั่ง ฮ่าฮ่าฮ่า” ว่าแล้วขุนนางก็หัวเราะเสียงดังจนพุงกระเพื่อมขึ้นๆ ลงๆ

เด็กชายขายไม้ขีดไฟ เมื่อได้ยินดังนั้น เขาแอบไปซ่อนตัวอยู่ในเกวียนสินค้าเล่มหนึ่ง เขาอดทนซ่อนตัวอยู่ในเกวียนเป็นเวลาหลายวัน แต่ในเวลากลางคืนที่กองคาราวานสินค้าหยุดพัก เขาจะออกจากเกวียน เพื่อมาขโมยขนมปังจากเกวียนเสบียงของกองคาราวานนั้นเอง

จนกระทั่งค่ำวันหนึ่ง หัวหน้าผู้คุมกองเกวียนมายืนพูดคุยกับกองกำลังคุ้มกันคาราวาน อยู่ข้างๆ เกวียนที่เขาซ่อนตัวอยู่ “รุ่งสาง จะออกเดินทางไปยังถนนด้านทิศตะวันออก”

เด็กชายขายไม้ขีดไฟได้ยินดังนั้นจึงคิดอุบายขึ้นมาได้

ถึงเวลาเช้า กองคาราวานสินค้าออกเดินทางไปตามเส้นทางทิศตะวันออก ผ่านไปไม่นานนัก กองคาราวานต้องหยุดลงเพราะมี เด็กชายคนหนึ่งมานั่งร้องไห้ขวางทางอยู่

“เจ้าเด็กน้อย หลบออกไปจากทางเสีย” หัวหน้ากองคาราวานเจรจา

ทันใดนั้น เด็กชายคนนั้น ก็ตรงเข้ากอดขาของหัวหน้ากองคาราวาน “ได้โปรดเถิดท่านขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ ขอให้ข้าได้เดินทางไปกับกองเกวียนของท่านด้วยเถิด”

“เจ้าเป็นใคร จะไปกับคาราวานได้อย่างไร แล้วพ่อแม่ของเจ้าเล่า” หัวหน้ากองคาราวานซักถาม

“พ่อแม่ของข้าตายหมดแล้ว ข้าเดินทางรอนแรมมาไกล อดอยากไม่มีกินเลยท่าน หากให้ข้าไปกับท่านด้วย ข้าก็จะช่วยงานท่าน ข้าขอเพียงอาหารกับเสื้อผ้าเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนเท่านั้น นะท่านขุนนางผู้ยิ่งใหญ่” หัวหน้ากองคาราวานได้ฟังดังนั้น ก็นิ่งไปชั่วอึดใจหนึ่ง ‘หากนำเจ้าเด็กนี่ไปด้วย อาจขายเป็นทาสไปก็ได้

“ได้ ข้าให้เจ้าร่วมกองคาราวานไปด้วย แต่หากเจ้าก่อปัญหาใด ข้าจะไม่ช่วยเหลือเจ้าอีกต่อไป” หัวหน้ากองคาราวานประกาศก้อง

เด็กชายขายไม้ขีดไฟ กลายเป็น เด็กชายประจำเกวียนเสบียง คอยช่วยหุงหาอาหารให้กับชาวกองคาราวานสินค้า ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ในระหว่างการเดินทาง เด็กชายประจำเกวียนเสบียง ได้พบเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งบ้านเรือนที่ไม่เหมือนกับย่านที่ตนเคยอยู่อาศัย ผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าแปลกตา สินค้าแปลกๆ มากมาย รวมไปถึงสัตว์หน้าตาประหลาดอีกหลายชนิด

การเดินทางอันยาวนานสิ้นสุดลงแล้ว เวลาผ่านมา 90 วัน นับจากวันแรกที่กองคาราวานสินค้า ออกเดินทางมายังเมืองท่าอันแสนไกล

“นี่หรือ ที่เขาเรียกว่า ทะเล” เด็กชายประจำเกวียนเสบียงเอ่ยขึ้น

“เจ้าชอบทะเลไหม” หัวหน้าเกวียนเสบียงรำพึงราวกับไม่ต้องการคำตอบ “แต่ข้าชอบทะเล”

“ข้าชอบทะเล” เด็กชายประจำเกวียนเสบียงพูดขึ้นลอยๆ เช่นกัน

รุ่งขึ้นเมื่อขนสินค้าทั้งหมดขึ้นเรือสำเภาแล้วนั้น “มีใครเห็น เจ้าเด็กชายประจำเกวียนเสบียงบ้าง”

ไม่มีใครตอบเลยสักคน เด็กชายประจำเกวียนเสบียง หายไปไหน

“ข้าคิดว่า เขาอาจชอบทะเลมาก จนจมหายไปในทะเลแล้วก็ได้” หัวหน้าเกวียนเสบียงรำพึง

เรือสำเภาลอยออกไปไกลแล้ว คงไม่มีใครได้ยินเสียงนี้ “ลาก่อนกองคาราวานสินค้า ข้าจะนำสินค้าไปส่งให้ถึงมือพระราชาผู้มั่งคั่งด้วยมือของข้าเอง”

ตอนนี้ เด็กชายประจำเกวียนเสบียง ได้กลายเป็น เด็กชายประจำเรือสำเภา ไปแล้ว

around ระหว่างทาง 03

Monday, October 8, 2007

0 จากดินไปไกลสุดสายตา

ณ ที่ขอบฟ้าจุมพิตแผ่นน้ำ

ยามนี้ กลางวันท้องฟ้ากระจ่าง

ทะเลกว้างระยับพราวราวอัญมณี

0 ราตรีเคลื่อนดาวน้อยกะพริบวับ

ดาราประดับแผ่นฟ้าและผืนน้ำ

เย็นลมพัดขับกล่อมแสนสำราญ

แต่นงคราญแคล้วคลาดไม่อาจเจอ

“เจ้าเคยได้ยินบทกวีนี้ไหม” กะลาสีหนุ่มเอ่ยขึ้น สายตาเหม่อมองไกล

“ไม่เคยเลย” น้ำเสียงเลื่อนลอยของ เด็กชายประจำเรือสำเภา บ่งบอกว่า เขาไม่เข้าใจประโยคยาวๆ ที่กะลาสีบอกว่ามันเป็นบทกวีนั้นเลยแม้แต่น้อย

ตอนนี้สายตาของ เด็กชายประจำเรือสำเภา เหม่อมองไปยังดาวดวงหนึ่ง “ข้าเคยได้ยินแต่ชื่อดวงดาว นั่นไง ดาวประจำเมือง” เสียงของ เด็กชายประจำเรือสำเภา เบาลงไปมากในตอนท้าย

วันแรกที่ เด็กชายขายไม้ขีดไฟ โดยสารไปกับลำเรือ ‘เขาเมาเรือ’ เพราะในคืนก่อนหน้า เขาไม่ได้หลับสักงีบเลย “ทำยังไงข้าจะได้ขึ้นเรือ” กว่าที่เขาจะคิดหาทางออกให้กับตัวเองได้นั้น เขามองเห็นทาสถูกต้อนขึ้นเรือ จังหวะนั้นเอง เด็กชายขายไม้ขีดไฟ แทรกตัวเข้าไปในขบวนทาสที่ถูกต้อนไปยังเรือสำเภา

“เจ้าเด็กน้อย คนที่ 113” หัวหน้าคนเรือ ตรวจนับจำนวนทาสที่ถูกส่งมายังเรือสำเภา “เอ เจ้าคนขายทาสมันบอกว่ามีทาส 112 คน ไม่ใช่หรือ” หัวหน้าคนเรือ หันหน้าไปหาลูกน้อง

“ข้าก็ได้ยินนะว่า 112 คน” ลูกน้องร่างใหญ่ยิ้มให้หัวหน้า “เอ หรือว่า เจ้าหนูนี่มันตัวเล็กกว่าใครเขา คนขายทาสจึงนับได้ไม่ถ้วน” สิ้นเสียงของชายร่างใหญ่การเสวนาเรื่องจำนวนทาสจึงยุติ เหมือนโชคดีวิ่งเข้าใส่ เด็กชายขายไม้ขีดไฟ ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้ขึ้นเรือสำเภาสมดังใจนึก

เด็กชายขายไม้ขีดไฟ ที่บัดนี้กลายเป็น เด็กชายประจำเรือสำเภาไปแล้ว เขาใช้ชีวิตบนเรือมากว่า 50 วัน การเดินทางบนผืนน้ำของเขาไม่จบลงเสียที เพราะตัวเขาเองไม่เคยได้ก้าวเท้าพ้นกราบเรือลำใหญ่นี้เลยสักนิด

ทุกครั้งที่เรือเทียบท่า เด็กชายประจำเรือสำเภาได้แต่มองดูทาสทั้งหลายขนสิ่งของออกไปจากเรือ และขนสิ่งของกับอาหารกลับขึ้นมาไว้บนเรือ “ยังไม่ถึงเมืองของพระราชาผู้มั่งคั่งอีกหรือ”

เด็กชายประจำเรือสำเภา กลับมาทำหน้าที่ของตนเอง นั่นคือผู้ช่วยปรุงอาหารอันดับสุดท้ายในห้องครัว ตอนนี้เขาใช้มีดได้คล่องมากแล้ว เพราะงานในหน้าที่ประจำวัน คือหั่นผักหลายชนิดในจำนวนที่มากพอสำหรับทำอาหารได้ 3 มื้อ ให้กับคนทั้งลำเรือกว่า 100 ชีวิต

ในบางวันเขาได้รับหน้าที่อื่น เช่น ขัดพื้นเรือ หลังจากเรือโดนพายุทะเลคลั่งโหมใส่ “ข้าชอบมาขัดพื้นเรือบนนี้ มากกว่าหมกตัวหั่นผักอยู่ในครัวนั่น” เด็กชายประจำเรือสำเภามักรำพึงกับตัวเอง และวันนี้ “ข้าอาจโชคดีก็ได้ …เจอปลาตัวโต ที่ใครๆ พูดถึง เพราะวันนี้ฟ้าสวย”

ล่วงเข้าสู่เช้าวันที่ 80 บนเรือสำเภา “ท่านกะลาสี นั่นคือปลาอะไร ” เด็กชายประจำเรือสำเภาชี้ไปที่ทะเล กะลาสีหันไปมองยังทะเลด้านทิศตะวันออกของลำเรือ “นั่นเรียกกันว่า โลมา แสดงว่าเราใกล้ถึงน่านน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์แล้ว” กะลาสียิ้มให้กับเด็กชายประจำเรือสำเภา

แต่แล้วในค่ำของวันที่ 90 เรือสำเภาถูกคลื่นลมพายุโหมซัด จนไปกระแทกเข้ากับหินโสโครกใต้น้ำ ใกล้กับหมู่เกาะที่คนเล่าลือกันว่าเป็น ‘เกาะแห่งความตาย’ เรือสำเภาจมลงช้าๆ

เด็กชายประจำเรือสำเภา หาทางให้ตัวเองรอดชีวิต เขาได้ไม้กระดานอันหนึ่งจากห้องครัว นำมาใช้เกาะต่างแพ มองเห็นเกาะอยู่ไกลๆ “โธ่ ดาวประจำเมือง สุดท้าย ข้าก็ไม่ได้พบพระราชาผู้มั่งคั่ง” ไม่นานเขาถูกซัดเข้าฝั่ง เกยตื้นยังที่แห่งหนึ่ง

ชายชาวจีนคนหนึ่งช่วยนำตัวเด็กชายผู้รอดชีวิตขื้นไปบนเกาะ และดูแลเขาเป็นอย่างดี บัดนั้น เด็กชายประจำเรือสำเภา เปลี่ยนเป็น เด็กชายประจำเกาะ ไปแล้ว

เมื่อวันวารผันผ่าน ชายชาวจีนสั่งสอนวิชาต่างๆ ให้กับเด็กน้อย ในที่สุดเขาพา เด็กชายประจำเกาะ ที่โตขึ้นเป็น เด็กหนุ่มประจำเกาะ พร้อมทั้งชายฉกรรจ์อีก 50 คน ไปยังเกาะเล็กห่างไกลผู้คน

ในซอกหลืบของเกาะนั้น “เรือลำใหญ่นั่น เป็นของใครกัน” เด็กหนุ่มประจำเกาะสงสัยไม่แพ้ชายอีก 50 คนนั้น

“เจ้าจงสัญญาว่า เมื่อข้าจากไปแล้ว เจ้าจะดูแลเรือลำนี้จนกว่าชีวีจะหาไม่” ชายชาวจีน กำชับ

“ข้าสัญญา” ด็กหนุ่มประจำเกาะ มองเรือด้วยใจอิ่มเอม

ชายชาวจีนแถลงการณ์ “จงฟัง นี่เป็นเรือ ของข้า และ ผู้สืบทอด คือ เขา” ทุกสายตาจ้องไปที่ เด็กหนุ่มประจำเกาะ เมื่อชายชาวจีนพูดจบ

“เจ้าจงจำไว้ คำใดเมื่อออกจากปากไปแล้ว หาได้หวนคืน” ชายชาวจีนบอกกับเด็กหนุ่มประจำเกาะ “จงออกเดินทาง เพื่อค้นพบบางสิ่งที่ดวงตาของเจ้ามองไม่เห็น”

เรือออกทะเลแล้ว เวลาผ่านไปล่วงเข้าปีที่ 3 เช้าวันนั้น กลางทะเลมีม่านหมอกปกคลุม ชายชาวจีนสั่งให้ทอดสมอเรือ เขาเดินเข้าไปในกลุ่มหมอกที่หัวเรือ แล้วก็ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย

ท่ามกลางทะเลหมอกบนผืนทะเลกว้าง… เด็กชายขายไม้ขีดไฟคนเดิม มีชื่อเสียงระบือไกลในฐานะ ‘โจรสลัดหนุ่มใหญ่‘

ในเช้าวันที่ 27 ของปีที่ 4 ปรากฏเรือลำใหญ่ลำหนึ่ง โจรสลัดหนุ่มใหญ่ ส่งสัญญาณให้โจมตี ไม่นานนักพวกเขาก็ยึดเรือลำนั้นได้

โจรสลัดหนุ่มใหญ่ พบว่าเรือที่ปล้นได้ในครั้งนี้ เป็นเรือของพระราชาของแคว้นหนึ่งในแผ่นดินตะวันออก พระราชาองค์นี้ ชื่นชอบการค้นหาสมบัติมาก จึงได้ออกเดินทางไปยังเกาะแก่งต่างๆ ตามลายแทงที่มีคนนำมาขายให้

โจรสลัดหนุ่มใหญ่ พยายามผูกมิตรกับพระราชา “ข้าต้องขออภัยที่ไม่ทราบว่านี่เป็นเรือของพระราชาผู้มั่งคั่ง หากจะขอไถ่โทษ ด้วยลายแทงมหาสมบัตินี้ ท่านจะกรุณาไหมพะยะค่ะ” นอกจาก โจรสลัดหนุ่มใหญ่ จะมอบลายแทงนั้นให้แล้ว “ท่านพระราชา เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว จงเดินไปตามเส้นทางนี้ แล้วท่านจะพบสิ่งที่ต้องการ” โจรสลัดหนุ่มใหญ่ ใช้ผงดินปืนแต้มไปบนลายแทงมหาสมบัติ

ตลอดเวลา 7 วัน ที่พระราชาผู้มั่งคั่งได้รับการดูแลจาก โจรสลัดหนุ่มใหญ่เป็นอย่างดี “หากทุกสิ่งเป็นจริง และฟ้าเป็นใจ ข้าคงได้ตอบแทนเจ้าบ้างในวันหน้า” พระราชาผู้มั่งคั่งลาจากไปด้วยคำสัตย์สาบานนี้

เวลาผ่านไป 7 ปี โจรสลัดหนุ่มใหญ่ ผู้มีใบหน้าคมเข้ม สีผิวเข้มที่กรำแดดบนเรือเป็นเวลายาวนานทำให้เขามีผิวสีน้ำผึ้ง วิทยายุทธการเดินเรือ ที่ชายชาวจีนสอนสั่ง ตอนนี้เขากลายเป็นหนึ่งในกัปตันมือฉมังแห่งท้องทะเลย่านนี้ และเป็นบุคคลที่พ่อค้าวาณิชย์ต่างหวาดกลัว

“โอ้ ดาวประจำเมือง เวลาอันยาวนาน… ท่านอาจารย์ ข้ายังไม่พบสิ่งที่ท่านกล่าวไว้” ชีวิตของเขาไร้สุขเคียงข้าง มีเพียงใจทรมาน เพราะมิอาจไปใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินได้ ตราบเท่าที่เรือยังคงออกเดินทางอยู่เสมอ

แต่แล้วในค่ำวันที่ 90 ของปีที่ 7 เรือถูกคลื่นลมพายุโหมซัด จนไปกระแทกเข้ากับหินโสโครกใต้น้ำ ใกล้กับแผ่นดินที่คนเล่าลือกันว่าเป็น ‘แดนสวรรค์’

เรือจมลงช้าๆ โจรสลัดหนุ่มใหญ่ พร้อมลูกน้องอีก 7 คน ใช้เรือเล็กเพื่อการรอดชีวิตหนนี้ เขามองเห็นแผ่นดินอยู่ไกลๆ ไม่นานนักพวกเขาทั้ง 8 ชีวิต ก็มาถึง ‘แผ่นดินแดนสวรรค์’ ที่คนกล่าวขาน

…….

ดาราประดับแผ่นฟ้าและผืนน้ำ

เย็นลมพัดขับกล่อมแสนสำราญ

แต่นงคราญแคล้วคลาดไม่อาจเจอ

…….

บทกวีที่กะลาสีหนุ่มในเรือสำเภาเมื่อ 10 ปีก่อนเอ่ยไว้ ลอยมาอยู่ในคำนึง “ข้าเข้าใจแล้วท่านกะลาสี ตอนนี้ ข้าได้มาอยู่บนแผ่นดิน ที่ว่ากันว่าเป็นแดนสวรรค์ และหวังเพียงจะค้นพบบางสิ่งที่ดวงตาของข้ามองไม่เห็น ดังที่ท่านอาจารย์บอกไว้”

บนแผ่นดิน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้อดีตหนหลัง ตอนนี้โจรสลัดหนุ่มใหญ่ นำวิชาเก่าเก็บ ‘การทำไม้ขีดไฟ’ มาใช้หาเลี้ยงชีพ บัดนี้ ผู้คนเรียกเขาว่า ‘ช่างทำไม้ขีดไฟ’

+++

โปรดติดตาม ตอนจบ เร็วๆ นี้

Coming soon

 

“พรุ่งนี้เจอกันนะครับ” มายด์ พิมพ์ข้อความในหน้าต่างเอ็มเอสเอ็น

“ทำไมรีบนัดจังเลย ^^” หญิง พิมพ์ข้อความนี้ตอบกลับมา

“ผมกลัวว่า คุณจะไปเที่ยวกับเพื่อนน่ะ” มายด์ส่งวิงค์รูปหัวใจไปด้วย

วิงค์รูปคนฟาดกีต้าร์ ปรากฏขึ้นที่จอคอมฯ ฝั่งของมายด์ แล้วตามด้วยข้อความนี้

“ไม่หรอกค่ะ เด๋วนี้ เพื่อนหายไป ตั้งแต่ที่มายด์มารับหญิงวันนั้น เพื่อนก็ไม่ชวนไปไหนด้วยอีกเลย 555+”

“หญิงกลับบ้านก่อนนะ ถึงแล้วจะโทรไป”

“ครับ”

+++

ระหว่างนั่งรถประจำทาง

“ชิดในหน่อยนะครับ เพื่อนร่วมทางเยอะมากครับ ป้ายหน้าขึ้น ป้ายหน้าลง แบ่งๆ กันไปนะครับ”

‘โชคดี ขึ้นป้ายแรกๆ ได้นั่ง’ สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง รถจอดที่ป้ายฯ ‘คนเยอะจังเลย เมื่อไหร่จะมีรถเหาะได้นะ จะได้ไม่ต้องติดอยู่บนถนนเนี่ย’

หญิงเบียดคนลงจากรถประจำทางในป้ายถัดมา แต่เธอเดินย้อนกลับไปยังป้ายรถเมล์ที่ผ่านมา

“ลุงคะ ต้นนี้ถ้าออกดอก จะมีสีอะไรคะ” หญิงยิ้มให้ชายวัยกลางคนสีผมควันบุหรี่

“สีขาวน่ะ แต่ลุงก็ไม่เคยเห็นหรอก แต่นี่มันติดไว้ที่ข้างกระถาง” ลุงยิ้มพลางหยิบแคคตัสต้นป้อมๆ นั้นส่งให้

หญิงถือถุงกระดาษใบเล็กหน้าตาแปลกๆ ขึ้นรถประจำทาง

‘แหม ลุงคนนี้ ก็ดีเนอะ ใช้ถุงกระดาษแทนถุงพลาสติกซะด้วย ช่วยชาติ ช่วยโลกจริงๆ’ หญิงยืนยิ้มอยู่บนรถประจำทางที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คน

+++

โทรศัพท์มือถือ เครื่องสีดำวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ตอนนี้หน้าจอสว่างขึ้น มันส่งเสียงออกมาเป็นเพลง และสั่นจนโต๊ะสะเทือน

“โปรดส่งใครมารักฉันที อยู่อย่างนี้มันหนาวเกินไป…” เสียงเพลงดังซ้ำไปซ้ำมานานแล้ว

ในที่สุด มันก็เลิกแผดเสียง หยุดสั่น แล้วแน่นิ่งไป

+++

“อะไรเนี่ย ก็เคยเป็นเมียนิ ทะไมจำไม่ได้ฟะ บ้าเปล่าเนี่ย” หญิงดูละครหลังข่าวแล้วบ่นออกมา “พอละ ไม่ดูดีกว่า บ้าบอ” หญิงเดินไปกดปิดโทรทัศน์เหมือนคนอารมณ์เสีย

หญิงสาวเปิดวิทยุ จากโทรศัพท์มือถือ

‘ขอให้ได้รัก รัก รัก รัก รักเธอเข้าไว้ ไม่เช่นนั้นใจฉันคงหลุดลอย….’

เสียงนักร้องและดนตรีแบบสมัยใหม่ “ทำให้เพลงนี้มีเสน่ห์มากขึ้นอีกนะเนี่ย” หญิงนึกถึงท่วงทำนองเพลงนี้ในแบบเก่า ที่เคยได้ยิน แล้วก็หยิบหนังสือที่วางอยู่บนหัวนอนมาเปิดอ่าน

ไม่นานนัก หญิงก็เริ่มเปลี่ยนจากท่านั่งอ่านมาเป็นนอนอ่านแทน

+++

ชายหนุ่มเดินผ่านหน้าร้านสะดวกซื้อยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องสีดำออกมาจากกระเป๋ากางเกงข้างซ้าย

เสียงเพลงรอสายที่คุ้นเคย ‘ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนจะเวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน จะเป็นกำลังใจให้เธอได้รู้สึกดี
เป็นที่พักที่ให้ความเข้าใจ นานเท่าไรก็จะมี ให้กับเธอ อยู่ตรงนี้
‘ เพลง ที่แห่งนี้ ของ พีโอพี

“หญิง ครับ หลับหรือยังเอ่ย” มายด์ส่งเสียงกวนๆ ไปยังหญิงสาวที่ฟังอยู่

“เกือบละล่ะ กำลังอ่านหนังสืออยู่ ตอนค่ำงานยุ่งเหรอ โทรไปหา แต่มายด์ไม่รับ” หญิงตอบมา น้ำเสียงเหมือนคนง่วงนอน

“อื้อ งานเร่ง เลยไม่ได้รับ แม่ก็โทรมา พอโทรกลับไปหา ก็บ่น เหมือนกันเลย หุ หุ”

“อ่าว ว่าหญิงแก่นะเนี่ย” เสียงที่โต้กลับของหญิง ดูเหมือนว่าจะหายง่วงแล้ว

“อ่านหนังสืออะไรอยู่เหรอ” มายด์ถามด้วยความสนใจอยากรู้ ‘ต้องง้อหน่อย หายไปหลายชั่วโมง เดี๋ยวเธอจะงอน’

“อ่าน ซาวด์แทรกส์ฯ ของนิ้วกลม ออกใหม่อีกละ อ่านจบแล้วจะให้ยืมนะ”

หญิงมักส่งต่อหนังสือที่อ่านจบแล้วให้มายด์อ่านต่อ แต่…

“หนังสือที่หญิงให้ยืมมากองสูงกว่าการ์ตูนคินดะอิจิยี่สิบกว่าเล่มจบ ซะอีกนะเนี่ย”

“งั้นก็อ่านซะซีค้าาาาคุณ จะได้เอามาคืนอิฉันซักที” หญิงลากเสียง เน้นเสียง แถมประชดต่อด้วย “พ้มไม่อยากเอามาดองไว้ แต่งานมันรัดคร้าบ รัดซะจนพุงปลิ้นแล้ว”

“โห ไมมาดักคอกันงี้ละครับคุณนาย กระพ้มก็ว่าจะอ่านนะ แต่ยังมะว่างงงงเรยยยย” มายด์ทำเสียงล้อเล่น เพื่อไม่ให้หญิงโกรธจริง

“เอาเป็นว่า ฝันดีนะครับ แล้วพรุ่งนี้เจอกัน”

“ไนท์จ๊ะ หัวโต”

+++

หญิงหลับไปพร้อม เพลงแต่งงาน ในหน้าหนังสือ ซาวด์แทรกส์ฯ ของนิ้วกลม

“ชั้นจะมีวันอย่างนั้นบ้างมั้ยนะ

วันที่ไม่ต้องเป็นหมาไขลานอีกต่อไป

หวังว่า ผู้ชายคนนี้ คงจะทำให้

ฉันเป็นผู้หญิงคนที่โชคดีที่สุดในโลก”

หญิงยิ้มน้อยๆ ทั้งที่ตาหลับอยู่ ทั้งหมดนั่นน่ะ เธอพูดในฝัน

+++

ก่อนนอนคือนนั้น เพลงที่ดังก้องใส่หูมายด์ เป็นเพลงนี้

‘อยากให้ดาวดวงนั้นรู้ว่า เมื่อดาราส่องแสงฉันดูสดใส อยากให้ดาวดวงนั้นเข้าใจ ขาดเธอไปตัวฉันคงหมดสิ้นกัน

+++

“สวัสดีตอนเช้า คนสวย” หญิงยิ้มให้ตัวเองในกระจกเงา วันนี้เธอสวมเสื้อสีฟ้า กระโปรงขาว

“เขาน่าจะประทับใจนะ”

หญิงก้าวออกจากบ้าน พร้อมถุงกระดาษที่ใส่ต้นแคคตัสเอาไว้

+++

 

“สวัสดีจ้ะหญิง วันนี้ใส่กระโปรงด้วยเหรอเนี่ย” มายด์แซว แต่สายตาที่ส่งไปน่ะ เขาอยากบอกเธอว่า ‘น่ารักดี’

“วันนี้ มีลูกค้ามาที่ออฟฟิศ ก็เลยต้องสวยนิดสส์นึง”

มายด์สงสัยว่า หญิงท่าจะเขินเอาการ “แล้วทำไมต้องแต่งหน้าด้วยล่ะนั่น” มายด์ยังไม่เลิกลา

“ก็ลูกค้า หล่อมั่กกกมากน่ะ” ดูเหมือนหญิงจะไม่ยอมแพ้เหมือนกัน “อ่ะเนี่ยให้ เอาไว้ไปวางใกล้ๆ หญิงจะคอยทิ่มแทงมายด์ไปเรื่อยๆ ฮ่าฮ่าฮ่า”

‘เสียงหัวเราะของหญิงดูข่มขวัญยังไงไม่รู้’ มายด์รับถุงกระดาษมา แล้วเปิดดู “โห คอยทิ่มแทงจริงด้วยนะเนี่ย สงสัยจะได้ผลแน่ ถ้ามายด์เผลอหลับหน้าคอมฯ คงโดนทิ่มจริงๆ อ่ะนะ” มายด์ทำทีเป็นอ่อนข้อให้หญิง

“ไปกินข้าวกันเหอะ หญิงหิวแล้ว”

“ครับไปกันเถอะ”

+++

ค่ำวันนี้ 29 กุมภาฯ

‘วันนี้หญิงน่าจะมีความสุขดีนะ’ มายด์ประเมินด้วยสายตา

“อิ่มยัง จะกินบัวลอยอีกมั้ย มายด์จะได้ไปส่ง หมูพุกซะที”

“ฮ่าฮ่า ยังเลย หมูพุกว่าจะกิน ลูกตาลลอยแก้ว แล้วหมูพิกล่ะ กินด้วยป่ะ” หญิงยิ้มให้ แล้วเอาหน้าเข้ามาใกล้มายด์

“ฮ่าฮ่า กินสิ กินด้วย จะได้อ้วนกว่านี้อีก” มายด์ตอบพร้อมเขยิบตัวออกห่างตอนที่หญิงเข้ามาใกล้ๆ “หมูพิกว่านะ ตอนนี้น้ำหนักพ้มมม 80 โล ก็ยังไม่มากเท่าไหร่”

“หญิง ก็กะจะทำน้ำหนักอีกน่ะ นี่ 60 โลเอง หญิงกลัวผอม” ว่าจบแล้วหญิงก็หันไปสั่งขนมเพิ่มอีก 2 ถ้วย

+++

ค่ำวันนี้ 29 กุมภาฯ มายด์ขับรถมาส่งหญิงที่บ้าน

“ถึงแล้ว ตื่นๆ นี่ๆ” มายด์เอานิ้วเขี่ยแก้มหญิงสาวที่หลับอยู่

“ถึงแล้วเหรอเนี่ย ยังไม่อิ่มเลย” หญิงเริ่มงอแงเหมือนเคย

“อะไรกัน กินข้าวไปตั้ง 3 จาน ขนมอีก 2 ถ้วย ยังไม่อิ่มอีกเหรอครับหมูพุก” มายด์เดินมาเปิดประตด้านูเบาะหลังรถ “ลงมาได้แล้ว มาดูอะไรนี่” แล้วเปิดประตูให้หญิงลงมา

“อะไรอ่ะ” หญิงงัวเงียลงจากรถ เดินเซไปมา

“คุณอย่ามาล้มตรงนี้นา พ้มอุ้มคุณไม่ไว้หรออกน้าคร้าบบบ” มายด์เดินไปประคองหญิงก่อนที่เธอจะเซไปมากกว่านี้

“นี่มันต้นอะไรอ่ะ” หญิงเอามือไปจับใบไม้สีเขียวใบเล็กๆ นั่น

“โมกหลวง ต้นไม้พิเศษ เวลาออกดอกแล้วนะ หอมมาก”มายด์ทำท่าสูดจมูกไปมา

“หมูพิก ตลกน่ะ ท่านั้น เหมือนหมูกินรำเลยนะ ฮ่าฮ่า” หญิงแซว “แล้วตกลงว่ามันพิเศษยังไงเหรอ”

“ก็ตรงที่ คนพิเศษ มอบให้ คนพิเศษ ในวันพิเศษไงครับพ้มม

วันนี้วันที่ 29 กุมภาฯ นะ

มันไม่ได้มีวันนี้ทุกปีซะหน่อย

เข้าใจยังครับคุณผู้หญิง”

มายด์แกล้งเอานิ้วจิ้มพุงหญิง “ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้็อย่าตื่นสายนะ ผมจะมารับ ไปวิ่งที่สวนลุมฯ กัน ไปหาของอร่อยกิน แล้วก็ดูหนังด้วย”

“ค่ะ ไนท์นะจ้ะ หัวโต”

“ฝันดีครับ”

 

 


 

 

ปล. เขียนเมื่ออ่าน หนังสือ The Soundtracks of My Love ของนิ้วกลม จบ

เพราะอ่านแล้ว ได้อารมณ์ประมาณนี้ ^^ คริคริ