การทำงานที่บ้าน
และมีเวลาอยู่กับตัวเองนานนาน
มันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นใบชาหนึ่งกำมือ
ที่หย่อนลงในกาน้ำชาใบสวย

รสชาติแรกสุดของน้ำชา
มันก็ฝาดเฝื่อนนะ
ผู้เชี่ยวชาญจึงบอกให้ลวกน้ำร้อนผ่าน แล้วทิ้งน้ำแรกไปโดยไม่ต้องเสียดมเสียดายมัน
เหมือนเวลาที่ขึ้นโครงสร้างงานตอนแรก ดูเหมือนแทบจะรื้อทิ้งไปจนหมด

พอใส่น้ำร้อนในกาเป็นหนที่สอง
ปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไป
ส่วนประกอบในใบชาจะละลายออกมากับน้ำร้อน
บรรจงรินน้ำจากใบชาสีเข้มลงในถ้วยกาแฟใบโปรด
แล้วค่อยค่อยจิบทีละอึกราวกับกำลังชิมไวน์สุดหรู
แต่สัมผัสที่ได้รับจากน้ำชา มันน่าชื่นใจกว่าไวน์รสขมมากนัก
กลิ่นชาก็ไม่ชวนมึนเมา เพราะไร้แอลกอฮอล์แน่แน่
เหมือนทำงานอย่างตั้งใจและทำอย่างมีสติ

แต่พอดื่มน้ำชากานั้นไปสักพัก
เติมน้ำร้อนไปสักห้ารอบ
รสชาที่ได้จากใบชาที่แช่อยู่ในกาอยู่นานแล้วมันเริ่มจืดสนิท
และแล้วใบชาก็กลายเป็นกากชาที่เกือบจะหมดคุณค่าไปเลย
ก็เหมือนงานบางชิ้นที่ต้องแก้แล้วแก้อีก
ทั้งที่เค้นสมองไปจนสุดหลืบรอยหยักที่มีอยู่แล้ว แต่ก็หาอะไรใหม่กว่าไม่เจอ นั่นก็จนใจจริงจริงนะ

การจิบน้ำชาร้อนร้อน กลิ่นหอมจากใบชาช่วยบำบัดจิตใจได้มาก
และช่วยให้สมองโล่งขึ้น
ทีนี้หากน้ำชาไม่อร่อยแล้วก็ต้องเปลี่ยน
ต้องเอากากชาเก่าจืดชืดออกไปทิ้ง
ต้องหมั่นเติมน้ำร้อนและเปลี่ยนใบชาบ่อยบ่อย
นั่นนับว่าช่วยเตือนสติได้อย่างดี
แล้วไหนจะต้องลวกน้ำร้อนใหม่กันทุกรอบ
มันก็ทำให้มีสติมากขึ้นอีก
เตือนให้ตระหนักว่า อย่าทำอะไรด้วยความเคยชิน
หมั่นออกจากกา เปลี่ยนหรือเติมสิ่งดีดีลงไปด้วยสติปัญญา
แล้วน้ำชาจะอร่อยอย่างที่เราตั้งใจ
เรื่องของงานก็ทำนองเดียวกัน

image

Advertisements

มี.ค 2555
เราไปปีนังกับน้องยุ้ย เรื่องเตรียมตัวน่ะเหรอ อย่าให้เซด จัดได้ว่า ท่าดีทีเหลว เพราะข้อมูลที่เราหามา ใช้ได้จริง น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

พวกเราไปถึงที่พักก็โพล้เพล้แล้ว  เพราะนั่งรถเมล์เลยป้ายที่ควรจะลง สุดท้าย พวกเราก็ต้องนั่งรถเมล์อีกสายหนึ่งย้อนกลับมา แค่นั้นก็เกือบจะทำทริปนี้หมดสนุกแล้วล่ะ

โชคยังดี จอร์จทาวน์ ของ เกาะปีนังคล้ายๆ เกาะรัตนโกสินทร์ ที่เดินเที่ยวต่อเนื่องกันไปได้หลายจุด วันต่อๆ มาจึงไม่กร่อยนัก
แต่ที่เมืองนี้เขาดีกว่าเมืองเรา มีหลายอย่างนะ จนอดจะเอามาเปรียบเทียบไม่ได้ เช่น  จอร์จทาว์น ได้เป็นเวิร์ลเฮอจิเทจ และ เมืองเขาสะอาดน่าเดินเล่นมากๆ

(ส่วนเกาะรัตนโกสินทร์ก็ยังเป็นผักชีเหมือนเดิม ไม่ต้องรอใครมาทำทั้งนั้น ถ้าเราดูแลกันมากกว่านี้ หน้าบ้าน ละแวกบ้าน ชุมชน ช่วยกันดู ช่วยกันทำ เกาะรัตนโกสินทร์ของเรา ต้องเลิศเลอ หาใครเปรียบไม่ได้แน่นอน ฟันธง – พอละ หยุดบ่นดีกว่า ฮ่าๆๆ)

image

พ.ค. 2556
ไปมาเก๊า
ตั้งใจไว้ว่า จะเข้าร้านหนังสือ
ก่อนไปก็หาข้อมูลว่ามีร้านแบบแสตนด์อะโลนอยู่ตรงไหนบ้าง
จนเจอรายการร้านประมาณ 1-2 แห่ง

พอไปถึง พวกเราก็ท่องเที่ยวตามโปรแกรมที่วางไว้ ซึ่งตารางนั้นแน่นมาก
และเดินหลงทางกันบ่อยๆ ใช้เวลาอยู่ตามสถานที่แต่ละแห่งมากบ้างน้อยบ้างตามแต่เวลาจะอำนวย
ตัดสถานที่บางแห่งออกบ้าง ได้ไปที่อื่นนอกเหนือตารางบ้าง และได้เดินวนซ้ำทางเดิมก็บ่อยมาก

ร้านหนังสือที่อยากเข้าตั้งอยู่ที่ถนนเซ็นต์ดอมินิก
ได้เดินผ่านหลายรอบ แต่ก็ยังไม่รู้ว้าเป็นร้านหนังสือที่ลิสต์ไว้
พอรู้แล้วก็แปะโป้งไว้ก่อน คือ “เดี๋ยวก็คงจะผ่านอีก ค่อยแวะ” เพราะเวลาก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว

และในที่สุด เย็นวันสุดท้าย ผ่านร้านหนังสือนี้อีก แต่….
“ไม่ไหวแล้วอะ เมื่อย ข้าวก็ยังไม่ได้กิน หิว ไปหาไรกินกันก่อนเหอะ” จนได้เหอะป้าแว่นเอ๊ย

สุดท้าย ก็ได้เดินผ่านร้านหนังสือร้านนี้ทุกวัน แต่ไม่ได้เข้า มันจะเหมือน ยืนมองหลังคาบ้านเธอก็สุขใจ หรือเปล่านะ >.<

SAM_0098

ร้านหนังสือ Booktopia
ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี

เมื่อมีการเยือนครั้งแรก ก็ย่อมมีครั้งต่อมา
ฉันไปร้านนี้ ประมาณ 5 ครั้งแล้วล่ะ
อันที่จริงก็ไม่ได้อยากทำสถิตินะ เพราะมีคนทำแล้ว และยังไม่น่าจะมีใครทำลายลงได้ คือ คุณพี่ PK สถิติเยือน Booktopia13 ครั้ง
(น่าจะใช่ ซึ่งครั้งล่าสุด พี่เรียกที่นี่ว่า บ้าน ออกมาจากจิตใต้สำนึก)

ร้านนี้ไม่ได้มีแค่หนังสือ
แต่ที่นี่มีไฟ ที่เหมาะกับฉันมาก
เวลาที่ท้อแท้ กำลังหายใจรวยรินใกล้จะยอมแพ้ แล้วตายจากบางสิ่งบางอย่างให้รู้แพ้กันไป

พอได้เข้าไปอยู่ในร้านหนังสือ Booktopia ได้เจอพี่นักเขียนและพี่เสมียนหญิงของร้านหนังสือแห่งนี้
แค่ฉันได้ฟังเสียงคนพูดคุยกัน ไม่ว่าจะเรื่องราวอะไร
มันเหมือนได้เรียกสติของตัวเองกลับมา
“เฮ้ย แกยังไม่ตายนะ แกยังหายใจอยู่ จะยอมแพ้แล้วเหรอ”
เหมือนลมวูบไหวผ่านกองไฟที่กำลังจะมอด จุดแดงๆ ในกิ่งไม้แห้งๆ ก็คุขึ้นมาอีกครั้ง

ขอบคุณพี่พี่เจ้าของร้านหนังสือ Booktopia และเพื่อนร่วมทาง ครั้งล่าสุด (14-15 ก.ย. 56) และเพื่อนทุกคนที่เคยไปที่นี่ด้วยกัน

image

เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ไปเดินเล่นในไซ่ง่อน

วันแรกที่ไปถึง เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่พัก แล้วก็ออกมาเดินเล่น
ตอนนั้น อยู่กับคุณหมอเด็ก ก็พากันเที่ยวเล่นรอเวลาเพื่อนอีก ๒ คนจะตามมาสมทบตอนค่ำๆ

สองป้าก็เดินไปเดินมา จนมาถึงตลาดเบ๊นถ่าญ (Bến Thành Market)
แดดร้อนมาก แต่วิวตรงนี้ก็สวยดีนะ
เลยจัดการบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกซะหน่อย

ก็ยังอยากกลับไปเดินเล่นที่เมืองนี้อีกนะ ถ้ามีโอกาส
(ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 2/9/2011)

2 - 5 9 11 Ho Chi Minh DSCN0273

“ระหว่างรอ จะไปไหนดีนะ” คำถามก็ผุดขึ้นในใจตอนวางแผนท่องเที่ยวในสิงคโปร์
ก็จะไปถึงก่อนเพื่อนอีกคน ประมาณ 3-4 ชั่วโมง

“ไปดูเครื่องบินใกล้ใกล้ ริมทะเลสิ” พอคิดได้อย่างนั้น กูเกิ้ลแม็พ ช่วยคุณได้
จากนั้นก็ลงมือเสิร์จดูประเทศสิงคโปร์ และหาวิธีไปชมเครื่องบิน

“ต้องไปที่ถนน Loyang” การค้นหาวิธีเดินทางในสิงคโปร์ก็แสนสะดวกสบาย
บอกสายรถเมล์ บอกป้ายที่จะต้องลงไว้ให้พร้อม
แต่ก็เกร็งนะ การเดินทางไปยังที่ที่ไม่เคยไปด้วยรถเมล์นี่ก็มีสิทธิ์เลยป้ายได้ง่ายง่าย
ถ้าเดินย้อนกลับก็จะเสียเวลาอีก เพราะเวลาไม่มากนัก

“ไปเสิร์จกูเกิ้ลแม็พอีกรอบ” เจอพื้นที่สีเขียวเขียวอยู่ไม่ห่างจากสนามบินชางงีเท่าไหร่
“อา นั่งรถไฟฟ้าไปได้มั้ยนะ” พอเสิร์จในเว็บขนส่งมวลชนของสิงคโปร์ ก็เจอสถานีเป้าหมาย
“เอาล่ะ ไปเที่ยวสวนเขียวเขียวแล้วกันนะ” 

Pasir Ris Park คือ เป้าหมายแรกในสิงคโปร์
“สวนอยู่ข้างหน้าแล้วนะ ว่าแต่ไปทางไหนกันล่ะเนี่ย”
แล้วก็เดินไปผิดทางจริงจริงด้วย
กว่าจะไปถึงจุดหมายก็เสียเวลาไปอีกประมาณ 10 นาที
ท้ายที่สุดก็ได้ชมสวนแสนเขียว ได้นั่งชิลล์ริมทะเล ได้ดูเครื่องบินแลนดิ้ง แม้จะไกลเครื่องบินไปนิด แต่ก็ฟินล่ะ

ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 19.5.2012 เวลา 15.22 น. (เวลาสิงคโปร์)
ศาลาพักผ่อนที่เดินผ่าน ใน Tampines Eco Green

SAM_1428

13.5.13
ค่ำนี้ เป็นครั้งที่ 2 ที่กลับมายืนอยู่หน้าโรงแรมลิสบัว
โรงแรมแห่งนี้เปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ. 1970
อุเหม่ ปีนั้นน่ะ ฉันยังไม่เกิดเลยนะ

ค่ำวานนี้ พวกเราก็มาที่นี่
เมื่อได้มองดูโรงแรมลิสบัวจากภายนอก โรงแรมนี้ให้อารมณ์ย้อนยุคอย่างมากที่สุดแห่งหนึ่งของมาเก๊า
พอเดินเข้าไปข้างใน เจอะคาสิโนลิสบัว ก็รู้สึกได้ว่า เหมือนเดินหลงทางและย้อนเวลากลับไปในยุคก่อน

อาจเป็นเวลาเมื่อ 43 ปีที่แล้ว ที่ถูกหยุดเอาไว้อย่างนั้น เพราะในพื้นที่คาสิโนที่พวกเราตั้งใจไปชม
มีจำนวนผู้คน (-หรือนักพนัน นั่นล่ะ) อยู่ในห้องคาสิโนขนาดเล็กกะทัดรัด น่าจะมีจำนวนโต๊ะพนันประมาณ 6 -10 โต๊ะ คล้ายเป็นห้องวีไอพีสำหรับนักพนันเลย แต่จริงๆ แล้วก็เป็นพื้นที่เปิด ที่ใครก็สามารถเข้าชมได้ แต่มันดูส่วนตัวเสียจนเราไม่กล้าก้าวเท้าขึ้นบันได 4-5 ขั้นนั่น ขึ้นไปดูใกล้ๆ เลยแม้แต่น้อย
สีและรูปแบบของการตกแต่ง พรม โคมไฟ โต๊ะ เก้าอี้ แม้กระทั่งเครื่องแบบของพนักงานหนุ่มสาวผู้เฝ้าโต๊ะ เฝ้าประตู ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในหนังเจ้าพ่อมาเฟียฮ่องกงสมัยก่อน

หลังจากนั้นพวกเราก็ไปเดินเล่นที่ชั้นใต้ดินของโรงแรมแห่งนี้
นั่นยิ่งทำให้พวกเราประหลาดใจ เมื่อเห็นผู้หญิงจำนวนเกือบ 20 คนเดินพาเหรดสวนกันไปมา เป็นสาว สวย อึ๋มเล็ก อึ๋มใหญ่ แต่งกายในชุดสั้นๆ และเซ็กซี่ พากันเดินเรียงรายโชว์ตัว ราวกับเดินอยู่บนแคทวอล์ค ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเพียงทางเดินแคบๆ ในอาคารเท่านั้นเอง
ที่น่าแปลกก็คือ มีผู้ชายหยุดยืนดูพวกเธอ บางคนก็เดินตามไปเรื่อยๆ บางคนก็เดินเข้าไปคุยด้วย
เฮ้ย นี่มันคือ อะไรน่ะ
ฉันว่าไม่ต้องเดาหรอก ฉันว่าใช่แหล่ะ
สถานที่ดูตัวผู้หญิง หากคุณเป็นผู้ชายที่อยากได้สาวๆไปนั่งดริงค์ด้วย และอาจเลยไปถึง…ก็ได้ (ขอให้ฉันเข้าใจผิดเถอะ)

นั่นคือเหตุการณ์ของเมื่อวานนี้
แต่ตอนนี้ ฉันก็ตะลึงอีกครั้งกับ ความอลังการของอาคารและแสงสีรอบๆ ตัว ทั้งที่ก็ไม่ได้สวยกว่าการชมพระปรางค์วัดอรุณยามค่ำหรอกนะ
แต่ตอนนี้ และตรงจุดนี้ มันเป็นวิวแบบ 360 องศา มองไปทางทิศตะวันตกหน่อยๆ ก็เห็นมาเก๊าทาวเวอร์ ทิศใต้ก็เป็นโรงแรมวินน์ ตรงหน้านี่ก็โรงแรมลิสบัว เฉียงไปหน่อยก็เป็น แกรนด์ลิสบัว ที่มีโดมโค้งดูทันสมัยและสะท้อนแสงวิบวับๆ
แล้วสายตาก็ต้องมาหยุดที่อาคารแบ็งค์ออฟไชน่า ที่ตั้งตระหง่านตรงหน้า
ตอนนี้ อาคารทั้งหมดที่กล่าวมา อยู่ท่ามกลางเมฆหม่นสีเทา (หรือมันคือหมอกจากความชื้นกันแน่) ที่พัดผ่านมาก้อนแล้วก้อนเล่า ราวกับมีเครื่องพ่นเมฆขนาดใหญ่ลอยอยู่ใกล้ๆ นี่เอง
อากาศที่คล้ายว่า ฝนจะตก แต่มันก็ไม่ตกซักที
ตรงอาคารแบ็งค์ออฟไชน่า ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเอง กำลังยืนอยู่ในฉากหนังไซไฟสักเรื่องหนึ่ง
เอ่อ ถ้าจะมีมนุษย์ในร่างเหล็กลอยลงมายืนตรงหน้า ฉันก็ว่า โอเคนะ
มันบรรยายไม่ถูกเลย
รู้แค่ว่า ฟิน.
SAM_0175