ความพยายามอยู่ที่ไหน?
พยายามจะกลับมาเขียนบล็อกอีก
พยายามเข้ามาอยู่เสมอ
พยายามเขียนอยู่หลายเรื่องราว
และพยายามจะเขียนให้จบ
วันนี้ได้เริ่มต้นความพยายามเหล่านั้นอีกครั้ง
อย่างน้อย-น้อย ก็ได้เขียนบันทึกนี้ไว้เตือนใจ เจ็ด บรรทัด.
ใบไม้
ฝนตก
แผ่นหนัง
ต้นไม้ต้นนั้น ดูเหมือนใบของต้นไม้ กำลังละทิ้งลำต้นไปจนเกือบหมดแล้ว
ใต้ต้นไม้นั่น มีเศษใบไม้เกลื่อนกลาด
ใบไม้สีน้ำตาลเข้มซ่อนแทรกตัวอยู่ใต้ใบไม้สีเขียวที่เพิ่งร่วงหล่นไป
มันกลบทับอยู่ด้านบนจนแทบจะมองไม่เห็นใบไม้เปื่อยเปื่อยยุ่ยยุ่ยนั้น
ฝนเทลงมาอีกแล้ว
นี้คือฤดูอะไรกันหนอ
ยามกลางวัน อากาศช่างร้อนเหลือทน
พอตอนนี้ สายฝนกระหน่ำราวเทวดากำลังสาดน้ำโครมใหญ่ใส่ผืนดิน
สายฝนที่กำลังทิ้งตัวลงมานี้
อย่างกับรู้แน่ะว่า ต้นหญ้าเล็กเล็กกำลังจะแห้งตาย
ในกระเป๋ามีแผ่นหนังอยู่สองสามเรื่อง
เป็นแผ่นหนังที่ไม่อาจนำกลับมาใช้ดูได้อีกแล้ว
เพราะมันถูกหักจนแตกออกจากกัน
หนทางที่ดีที่สุดสำหรับใจเจ้าของแผ่นนั่น
คือทิ้งมันลงถังขยะไปก่อนที่จะเสียใจ
ปล.
1. คืนนี้พระจันทร์สวยมาก เสียดายที่โชเฟอร์ไม่ใช่พี่เวียร์ แต่เป็นพี่วิน ><
2. กลับมาเขียนบล็อกบ้างอะไรบ้าง พยายามจะเขียนบ่อยๆ ให้ได้น่ะ
อากาศเย็นและชื้น
รอยยิ้มของผู้หญิงคนนั้น
มดจรก่อนวันใหม่
‘บรรยากาศ’ มันคือคำว่าอะไรมารวมกับ ‘อากาศ’ นะ
ตอนนี้ ฉันก็ยังคิดไม่ออก
รู้แต่ว่า บรรยากาศเกือบซึมเซามัวซัวคล้ายฝนจะตก
อุณหภูมิก็เย็นจนฉันต้องใส่เสื้อกันหนาวตัวหนาหนา
อากาศเย็นเย็นอย่างนี้ มันน่านอนเหลือเกิน
วันนี้ ฉันโชคดีนะ ที่บรรดามดไปกันแล้ว
ไม่รู้เหมือนกันว่า มันหายหัวไปไหนหมด
แต่ฉันก็คิดว่า ดีแล้วล่ะ ที่พวกมันหลบไปจากที่นอนของฉันเสียที
วันนี้ ฉันยิ้มได้เยอะพอสมควร
ฉันตื่นเช้าเหมือนปกติได้แล้ว หลังจากห่างหายกันไปนาน
ฉันดูข่าวจนเพลิน จิบกาแฟให้สดชื่น
และที่สำคัญ ฉันนึกอยากออกกำลังกายขึ้นมาเสียอย่างนั้น
วันนี้ฉันจึงเต้นแร้งเต้นกาอยู่หน้าจอโทรทัศน์
ฉันใช้เวลาไปเพียง 5 นาที ก็ต้องหยุดก่อน
เพราะมีอาการเวียนหัว เมื่อหมุนหัวไปมา
พรุ่งนี้ ถ้าอากาศพาไปอีก
ถ้าพรุ่งนี้บรรยากาศดี เหมือนเช่นวันนี้
ฉันจะได้ออกกำลังกายอีก คราวนี้จะใช้เวลาให้ได้ 10 นาที
และหวังไว้ว่า มดจะหายไปจากห้อง และจากไปอย่างถาวร
วันมาฆบูชา ปี 2554 เป็นอีกปีที่มีวันหยุด 3 วันติดกัน คือ ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์
นับเป็นปีที่ฉันไม่ได้เดินทางไกล เนื่องจากมีภาระกิจงานศพคุณแม่ของเจ้านาย
ทำให้ต้องอยู่เป็นเพื่อนแม่กับเด็กเล็ก (ในบางขณะ)
เช้าวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 54
หลังจากผ่านพ้นภาระกิจสำคัญนั้นไปแล้ว
ในใจร้อนรน อยากออกจากห้อง
“ต้องไปที่ไหนสักแห่ง กับเพื่อนสักคน”
และสูตรการบวกที่ไม่ปกติจึงเกิดขึ้น คือ 1 + 1 = 4
เมื่อฉันเริ่มต้นคุยกับ มอเอ > มอเอชวนน้องโอ > ฉันชวนคุณพี่ตุ๊กตานางงาม
“ไปเดินเล่นตลาดน้ำ แล้วไปเวียนเทียนกันนะ” คำเชิญชวนเป็นอันสัมฤทธิ์ผล
จุดเริ่มต้น ที่ถนนราชดำเนิน
4 สาว โดยสารแท็กซี่จากปากซอยร้านพระนครบาร์
ข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า ผ่านโรงพยาบาลศิริราช พรานนก เรื่อยเรื่อยไปตามทางจนกลับรถ เลี้ยวเข้าสู่ซอย 3 ถนนจรัญสนิทวงศ์
ในซอยนั้น มีพี่วินให้เรานั่ง หรือจะเลือกนั่งชิลล์ไปบนสองแถวแดงก็ได้
แต่วันนี้เราเลือกนั่งแท็กซี่ไปจนสุดทาง
ลงจากรถแท็กซี่ที่หน้าร้านสะดวกซื้อสุดซอย
จากนั้น 4 นางเดินเท้ากันต่ออีกไม่กี่เมตร ก็เจอะสะพานข้ามคลองที่สูงชัน
สะพานเล็กเล็กนี้พาเราข้ามลำคลองสายเล็กเล็กเข้าสู่ชุมชนเล็กเล็กริมน้ำ ‘คลองบางหลวง’
เมื่อลงจากสะพานแล้วเลี้ยวซ้ายทันที ป้ายบอกทางระบุอย่างนั้น
ทำจนฉันงง “เดินผ่านหน้าบ้านคนนะ เดินได้เหรอ”
เป็นอันว่า เราสามารถเดินบนพื้นไม้หน้าบ้านชาวบ้านไปได้ตลอด
อาจเพราะวันนี้เป็นวันหยุด และเป็นวันพระใหญ่
ประตูบ้านร้านรวง ที่คลองบางหลวง จึงปิดอยู่เสียเป็นส่วนใหญ่
บรรยากาศแบบนี้ ถือว่าดีและน่าจะบอกว่าโชคเข้าข้างเราบ้างละกระมัง
เพราะมีนักท่องเที่ยวไม่มากไม่มาย มีคนมาเดินเล่นแค่หลักสิบ
โลกริมคลอง ในวันนี้จึงเป็นของเราโดยสมบูรณ์
ด่านแรกที่แวะ คือ ‘ริมคลองแกลเลอรี่’
ด้านในมีภาพถ่ายเก่าเก่า สวยทีเดียว แถมเพลงที่เปิดก็ไพเราะและเก่าดี
คุณพี่ตุ๊กตานางงาม เดินออกไปแล้ว
เธอแวะโปรยทานอาหารให้กับปลาตัวอวบอ้วน ที่ท่าน้ำหน้าแกลเลอรี่อยู่นานด้วยอาหารปลาสองกระป๋อง
ส่วน 2 สาวเพื่อนซี้ เดินเลยไปหลายบ้าน ถ่ายรูปไปหลายช็อตกันแล้ว
ที่ ‘ศ.จิตรกร’ มีมุมนั่งเล่นริมน้ำ สีสันน่ารักสดใสและร่มรื่นสุดสุด
เพราะมีไม้กระถางแขวนเรียงรายเต็มซุ้ม
สาว-สาว-สาว แวะชักภาพกันยกใหญ่ แถมยังอยากให้ศิลปินมาวาดรูปให้ด้วย
แต่ดูเหมือนเขาจะหลับสนิทอยู่ด้านในร้านที่เปิดโล่ง
และไม่กลัวว่าจะมีสิ่งของใดใดหายไปจากที่ของมัน
‘ร้านกาแฟบางหลวง’ จัดมุมนั่งไว้ที่พื้น รับลมเย็นเย็นจากคลอง
ร้านนี้มี ชาเขียวนมและไม่นม เป็นตัวชูโรง-รสดีเสียจนอยากบอก ให้เปลี่ยนชื่อเป็น ร้านชาเขียวบางหลวง แทน
เดินผ่านไปยังบ้านอีกหลัง
ขายของที่ระลึกหลากหลาย แต่สิ่งที่เตะจมูกคือ เทียนหอมเต็มบ้าน และอื่นอื่นอีกหลายอย่าง
ที่ร้านนี้มีกลิ่นหอมดี และมีคุณป้าหน้าตาใจดี นั่งเฝ้าอยู่
พอหันไปมองหน้าป้า ป้าก็ยิ้มให้ตลอด
ก่อนจะเข้าสู่ ‘บ้านศิลปิน’
พวกเราเริ่มหิวจึงเดินย้อนเส้นทางเดิมกลับไปที่สะพานข้ามคลอง
พี่ร้านกาแฟบางหลวง บอกว่าให้เลี้ยวซ้าย “มีก๋วยเตี๋ยวต้มยำอร่อยอยู่เจ้านึง”
แต่เมื่อไปถึงร้าน ก๋วยเตี๋ยวชามสุดท้ายเพิ่งผ่านหน้าพวกเราไปส่งที่บ้านริมคลอง
“หมดแล้วครับ” นั่นเป็นเวลาเพียงบ่ายโมงครึ่งเท่านั้นเอง
พวกเราเดินย้อนกลับไปที่ตีนสะพานข้ามคลอง
และข้ามสะพานกลับไปร้านก๋วยจั๊บร้านแรกที่เจอตอนมาถึง
“เป็นก๋วยจั๊บที่อร่อยดี” ในชามสีขาวของฉัน เหลือน้ำติดก้นชามนิดหน่อย
เมื่ออิ่มกันแล้วพวกเราเดินกลับไปที่ ‘บ้านศิลปิน’ อีกครั้ง เพื่อให้ทันเวลา บ่ายสองโมง
และรอชม หุ่นละครเล็ก คลองบางหลวง ที่เปิดให้ชมฟรี ทุกวันในเวลา 14.00 น. (เว้นวันพุธ)
คณะหุ่นละครนี้ มีชื่อว่า ‘คณะคำนาย’
มีหุ่นละคร 2 ตัว คือ นางสีดา กับ หนุมาน
และศิลปินผู้เชิดหุ่น ในวันนี้มีทั้งสิ้น 7 คน
ทำการแสดงเรื่อง รามเกียรติ์ ตอนนางลอย เป็นตอนที่นางเบญจกายแปลงตัวเป็นนางสีดา มาหลอกหนุมาน
จะว่าไปแล้ว การแสดงนี้ ฉันได้ดูที่แพร่งภูธร ในงาน ‘พื้นที่นี้ดีจัง’ เมื่อหลายเดือนก่อน
แต่สำหรับวันนี้ได้บรรยากาศขรึมขลังเลยทีเดียว เพราะชาวคณะทำการแสดงบนลานโล่งติดกับเจดีย์เก่าเก่า
บรรยากาศดีดี ลมเย็นเย็นโชยมาจากคลองสายเล็กเล็ก ในบ้านไม้เก่าเก่า เจดีย์เก่าเก่า และการแสดงที่หาชมยาก
ทำให้ฉันนำเงินจำนวนหนึ่งใส่ไปในกล่องใสเมื่อจบการแสดง
นั่นถือเป็นกำลังใจสำหรับศิลปิน
ในกล่องนั้น นอกจากธนบัตรใบสีเขียวสีแดงละลานตาแล้ว ฉันเห็นธนบัตรฉบับละพัน 1 ใบนอนนิ่งนิ่งรวมอยู่ด้วย
ซึ่งน้องเมเล่าว่า นั่นเป็นเงินของชาวต่างชาติ
ชาวคณะคำนาย เป็นศิลปินที่มาจากการรวมตัวของศิลปินจำนวนหนึ่งเมื่อโรงละครโจหลุยส์ปิดตัวลง
คนเหล่านี้ยังคงทำการแสดง เพราะความรักในอาชีพ รักในการแสดง รักศิลปะ ที่เป็นเสมือนลมหายใจของพวกเขา
สำหรับฉันแล้ว มองเห็นความรักจางจางที่อยู่รายรอบ ในขณะที่พวกเขาร่ายรำ ชัก เชิดหุ่นละครเหล่านั้น
แต่นั่นคงเป็นรักเข้มข้นที่สุดแล้ว สำหรับศิลปิน ที่จะดำรงวิชาชีพของตน
และสืบสานศิลปะวัฒนธรรมที่งดงามเช่น หุ่นละคร ให้มีอายุยืนยาวต่อไป
เหมือนจะหยุดเวลาไว้เพียงแค่นี้
ฉันคงไม่เล่าต่อแล้วว่า ในวันนี้ฉันทำอะไรต่อไปอีกบ้าง
ฉันยังอยากนั่งเล่นริมคลอง ให้ลมเย็นเย็นพัดผ่านเข้ามา พัดพาให้ความรักลอยจางจางอยู่ในบรรยากาศอย่างนั้น
มันเพลินใจดีเหลือเกิน
ปล.
1 ภาพถ่ายในเซ็ทนี้ มีหลายรูปที่ชอบ แต่คิดว่าภาพนี้ ตรงกับความรู้สึกที่สุดแล้ว
2 ขอบคุณสาว สาว สาว ที่ไปนั่งเล่นกันจ้ะ
…….
หมายเหตุ ข้อมูลเพิ่มเติมของ บ้านศิลปิน http://www.klongbangluang.com/klong.html และขอเชิญไปชิลล์ที่สถานที่จริงได้เลย